ฉ่ำ ชุ่ม ชอุ่มภู(กระดึง)
ฉ่ำ ชุ่ม ชอุ่มภู(กระดึง) : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง / ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์
ถามว่าเชยมั้ย ถ้าไม่เคยไปเที่ยว ภูกระดึง บางคนอาจจะบอกว่าเชย แต่หลายคนบอกว่าไม่เชยแต่เสียดาย ถ้ามีโอกาสแล้วไม่ได้ไปภูกระดึง โดยเฉพาะขาเที่ยวแบบลุยๆ ที่มักพูดกันว่า ภูกระดึง เป็นเหมือนปฐมบทของการท่องเที่ยวธรรมชาติ
สำหรับฉันเอง ไปภูกระดึงครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก หากแต่ก็เพิ่งเคยขึ้นภูกระดึงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง แล้วก็ดันติดใจ ว่างเป็นหาเพื่อนไปเดินแทบจะ 4 เดือนติดกันในปีนั้นเอง แต่ให้ตายเหอะ ... ไม่เคยเจอภูกระดึงในอารมณ์เดียวกันสักครั้ง
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ฉันเลือกเดินทางไปก่อนที่ป่าแห่งนี้จะปิดฤดูกาลท่องเที่ยวประจำปี วันที่ 1 มิถุนายนนี่เอง แล้วจะไปเปิดอีกทีก็วันที่ 1 ตุลาคม เพื่อให้ผืนป่าได้ฟื้นตัวในช่วงฤดูฝน
รวบรวมพลพรรคได้ 3 คน ก็พอเดินทางหารค่าน้ำมันกัน กับช่วงเวลา 3 วัน 2 คืน ที่ตั้งเป้าไว้ ... เจ้าเบี้ยนล้อโตก็พร้อมหมุนกลางดึก
ไปคราวนี้เราเลือกเดินทาง ขึ้นเพชรบูรณ์ แยกขวาที่หล่มสัก โบกมือ บ๊าย บาย ภูทับเบิก ที่เห็นยอดเทียมเมฆ เหมือนอยู่ไม่ไกล ขึ้นเขาคดเคี้ยว ผ่านอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว เลี้ยวไปทางอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ก่อนแยกไปจังหวัดเลย มุ่งหน้าสู่ภูกระดึง เดี๋ยวนี้สบายป้ายบอกทางชัด
แวะพัก แวะนอน แวะกินข้าว กว่าจะถึงภูกระดึงก็เที่ยงพอดี คราวนี้เราเลยเริ่มเดินกันตอนบ่ายโมง เป็นครั้งแรกของพวกเราเลยทีเดียว ที่มาเดินเอาตอนนี้ ถ้าช้าไปอีกชั่วโมงอาจจะถูกห้ามขึ้นแล้ว เพื่อความปลอดภัยเพราะกว่าจะถึงหลังแปจะผ่านด่านช้าง ที่พี่ใหญ่อาจจะโผล่มาจ๊ะเอ๋กันได้
ชั่งของฝากสัมภาระลูกหาบ เดี๋ยวนี้ค่าแบกของกระโดดขึ้นไปเป็น กก.ละ 30 บาท จากราคาสุดท้ายที่เคยใช้บริการ 15 บาท ถือว่าเป็นการกระจายรายได้ก็แล้วกัน ซึ่งฉันเองรู้สึกว่าดีกว่าไปจ่ายเป็นค่ากระเช้าขึ้นภูกระดึงให้ขาดอรรถรส
3 ชั่วโมง 40 นาที เดินกันในระยะทางจากด่านศรีฐาน ถึงหลังแป ระยะ 5.5 กม. บวกกับสายฝนที่โปรยบปรายลงมาในช่วงระหว่างเดินขึ้น แล้วยังต้องเดินกันอีก 3.7 กม. ไปให้ถึง หน่วยวังกวาง คราวนี้ฉันกำชับเพื่อนนักหนา
“ไม่กางเต็นท์ที่ศาลาสุดท้ายชายป่าอีกแล้วนะ” เสียงช้างที่ร้องกลางดึกแหวกความมืดมาเมื่อคราวก่อน ยังก้องหู
แต่ให้ตายเถอะ ศาลาที่เป็นตัวช่วยกันฝน และช่วยไม่ให้น้ำซึมพื้นเต็นท์ เต็มหมด ไม่เว้นแม้แต่ศาลาชายป่าที่ปฏิเสธไปก่อนหน้า บ้านพักก็ไม่ได้จองล่วงหน้า แถมดูท่าจะเต็ม ... แล้วเราจะทำยังไงดี ระหว่างยืนหมุนซ้ายหมุนขวา ก็ได้ตัวช่วยที่ยอมแบ่งหลังคาร้านค้าให้เรากางเตนท์ได้อย่างปลอดภัย ...ขอบคุณค่ะป้าอ๋อย เจ้าของร้านเจ้กิม ที่ถามไถ่ได้ความว่า เป็นลูกสาวเจ้กิมนี่เอง
ใครไปภูกระดึงเมื่อก่อน มักจะรู้จักเจ้กิม เพราะจะต้องไปลงรถโดยสารที่ผานกเค้า แล้วแวะพักที่ร้านเจ้กิม ก่อนที่รถสองแถวขึ้นภูกระดึงเที่ยวแรกจะเริ่มบริการ ซึ่งจะมีห้องน้ำสะดวกสบาย ขายร้านอาหาร ทั้งยังเป็นสถานที่จองตั๋วรถเที่ยวกลับด้วย
เป้าหมายขึ้นภูกระดึงคราวนี้ของเรา จะเข้าป่าปิด เพราะหนึ่งในเพื่อนที่ไปยังไม่เคยมีโอกาสเข้าไปสักครั้ง แต่ดูจากโอกาสเหมือนจะอดแน่ๆ ถามป้าอ๋อย ก็ได้ความว่า ตั้งแต่ไฟไหม้ป่า ทางอุทยานก็ห้ามนักท่องเที่ยวเข้าไป ตรงกับที่นักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่ไปเจอบอกว่า ถามเจ้าหน้าที่ได้คำตอบทำนองเดียวกันนี้
เส้นทางป่าปิด จริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากเส้นทางเดินปกติที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เดินเล่น เพียงแต่ เป็นพื้นที่ด้านลึกข้างใน ที่เปราะบางกว่า แต่ด้านในมีน้ำตกสวยงาม ที่เป็นหนึ่งในไฮไลน์ของภูกระดึง คือน้ำตกขุนพอง ที่มีต้นเมเปิ้ลแผ่กิ่งก้านใบอยู่หน้าน้ำตก ซึ่งจะสวยงามมากในช่วงใบเมเปิ้ลแดง
ขณะที่อีกฝั่งจะเป็นน้ำตกสูง ผาน้ำผ่า และผาหินที่เรียกกันว่า กำแพงเมืองจีน และถ้าอากาศดีๆ ฟ้าเปิด ก็อาจจะเห็นไปไกลถึง ภูหอ และ ภูหลวง ซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในอีกอำเภอ
แต่ป่าภูกระดึงกว้างใหญ่ เป้าหมายพลาดไป ก็ยังมีเส้นทางสำรอง ที่คราวนี้ดูจะไม่สำรองซะแล้ว ... เส้นทางน้ำตก กลายเป็นเส้นสวยงาม น้ำกำลังสวยหลังจากที่มีฝนตกเพิ่มปริมาณน้ำมาได้ระยะหนึ่ง
จากที่พักแถวร้านอาหาร เดินตัดออกทาง น้ำตกวังกวาง ที่อยู่ใกล้สุด อ้อ..ลืมบอกไป เส้นทางเดินเล่นของที่นี่ เขาวัดระยะกันเป็นกิโลเมตร พูดง่ายๆ ก็หลักพันเมตรขึ้นไป ... ฮึ ใครว่าเดินภูกระดึงไม่เหนื่อย
ถ่ายรูปกันหนำใจ เพราะน้ำสวย นักท่องเที่ยวน้อย ไม่ต้องรอเข้าคิวกันถ่ายรูปเหมือนช่วงเปิดภู หรือฤดูหนาว ที่คนจะเยอะมากๆ ถัดจาก น้ำตกวังกวาง เดินต่อไป น้ำตกเพ็ญพบใหม่ อีกกิโลกว่าๆ ขึ้นเนิน ลงเนิน เส้นทางเดินชัดเจน เลาะไปตามสันเขาเรื่อย จนเจอกับน้ำตก ฝนเริ่มมาอีกระลอก แต่ไม่มากนัก ก็หยุดให้เราถ่ายรูปกันทั้งด้านบน ด้านล่างได้จนพอใจ
แลวก็ไปต่อที่ น้ำตกโผนพบ น้ำตกนี่ดูจะเป็นน้ำตกใหญ่ แถมมีหลายชั้นลงไปถึงด้านล่าง ซึ่งตามเทรลเดินจะพาลงไปด้านล่างของน้ำตก ให้หามุมสวยๆ ถ่ายรูปกันได้ ปีนป่ายไม่มากนัก
แล้วก็ออกเดินกันต่อไปเจอกับลายหินกว้างๆ บึงน้ำสวยสงบ บางช่วงน้ำน้อย เดินเล่นบนลานหินสบาย จนบางคนเลือกนั่งแช่ขากินข้าวเที่ยงที่เตรียมมากันที่นี่ ส่วนเริ่มขอไต่ลงไปด้านล่าง เพราะนี่เองเป็น น้ำตกเพ็ญพบ ที่เคยลงไปลงเล่นเมื่อคราวก่อนมาแล้ว บริเวณผนังผาที่น้ำตกลง สามารถยืนอยู่หลังม่านน้ำได้สบายๆ แต่คราวนี้ขอแค่ถ่ายรูปธรรมดาก็พอ
เลยจากน้ำตกเพ็บพบ เดินอีกกิโลกว่าๆ ก็จะถึงน้ำตกถ้ำใหญ่ ก่อนจะออกชายป่า เส้นทางเหมือนเป็นวงกว้าง ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ต้องต่อให้ครบรอบ เพราะยังไงหันหลังกลับก็ไกลกว่าแน่ๆ ไม่นานน้ำตกใหญ่ก็ปรากฏในสายตา
เก็บน้ำตกกันพักใหญ่ ออกมาชายป่า เจอกับสภาพของป่าที่ถูกไฟไหม้เมื่อช่วงแล้งเป็นข่าวโด่งดัง ต้นสนหลายต้นยืนตาย บางต้นมีใบเหลืองเขียวในยอดเดียวกัน ด้านล่างเริ่มมีหญ้าขึ้นเขียว ต้นอ่อนสน เริ่มผลิออกมาจากกลีบเลี้ยง ดูไป ดูมาเหมือนป่าสามสี ในเส้นทางข้ามธารน้ำ มุ่งหน้าไปทางสระอโนดาต และผาหล่มสัก มองดูร่องรอยไกลสุดหูสุดตา
เห็นป้ายบอกทางไปสระอโนดาตอีก 2 กม.กว่าๆ กับ ผาหล่มสัก อีกกว่า 9 กม. ขาก็ล้าทันควัน ไม่ได้ท้อนะ แค่ตั้งใจว่า คราวหน้าค่อยมาเดิน เส้นทางเลาะผา แล้วกัน แถมฝนทำท่าจะมาเยี่ยมเร็วๆ นี้ด้วย เลยเดินกลับที่พักที่ใช้ระยะสั้นกว่า แค่ กม.กว่าๆ ผ่านลานพระศรีนครินทร์ ตัดเข้าลานกางเต็นท์ ไม่นานฝนก็เทมาอีกยก
ชุ่มฉ่ำจริงๆ ทริปนี้ แล้วก็ได้เห็นต้นไม้ผลิใบ แตกช่อ แตกหน่อ เติบโตท่ามกลางฝนพรำๆ ส่วนป่าที่ไฟไหม้ เชื่อว่าไม่นานหลังฝนหลั่ง ปิดป่าระยะหนึ่งก็น่าจะฟื้นตัวได้ ขอแค่ให้เวลาและธรรมชาติ ได้เยียวยาตัวเอง
ก่อนกลับยังได้แวะดูอ่างเก็บน้ำบนภูกระดึงให้ชุ่มชื่นใจ สวรรค์น้อยๆ ของคนตื่นสายแต่อยากดูดวงอาทิตย์ขึ้นก็ต้องที่นี่แหละ เพียงแต่ฤดูกาลนี้ยังไม่ใช่
ภูกระดึง ปฐมบทของหลายคน แต่ไปทีไรก็ไม่เคยได้อารมณ์เดียวกัน และคงเป็นปฐมบทของฉันในคราวต่อๆ ไป เพราะยังเหลืออีกหลายเส้นทางที่ ... ฝากไว้ก่อน
..................................................
(ฉ่ำ ชุ่ม ชอุ่มภู(กระดึง) : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง / ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์)



