ไลฟ์สไตล์

'กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย'!!

'กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย'!!

02 มิ.ย. 2556

อมหมึกเคี้ยวกระดาษ : 'กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย'!! 'อตัมมยตา' เพชรเม็ดสุดท้าย ในพระไตรปิฎก (1) : โดย...ปลวกหวาน

 

                            ช่วงวันวิสาขบูชา ได้รับการชักชวนจาก "สำนักพิมพ์สุขภาพใจ" ให้ร่วม "ตามรอยเมธีในวาระ 20 ปีมรณกาลของท่านพุทธทาสภิกขุ" พร้อมกับจะมีการเสวนาเปิดตัวหนังสือ "อตัมมยตา" ที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของ “พุทธทาสภิกขุ” พระสงฆ์ผู้มีผลงานหนังสือธรรมะมากมาย ทุกวันนี้ก็ยังขายดีและเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ อาทิ คู่มือมนุษย์ ตัวกู-ของกู ตามรอยพระอรหันต์ อาณาปานสติ ปฏิจสมุปบาท ฯลฯ

                            โอกาสดีๆ อย่างนี้จะพลาดได้ยังไง ว่าแล้วก็รีบเคลียร์งาน เก็บเสื้อผ้า เพื่อร่วมขบวนรถไฟจากหัวลำโพง ลงปลายทางที่ อ.ไชยา นับจากนาทีนั้น ขอบอกว่าเต็มอิ่มกับกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่ได้มีเพียงแค่การตามรอยฯ เท่านั้น เพราะยังได้รู้ซึ้งถึงการสืบสานปณิธานของท่านพุทธทาส ณ สวนโมกขพลารามอย่างจุใจจริงๆ  

                            เอาเป็นว่าก่อนจะเห็นถึงบรรยากาศนั้น รวมถึงเนื้อหาจากเปิดตัวหนังสือที่มาพร้อมกับปริศนาธรรมดังพาดหัวที่ว่า "กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย" ว่ามีหมายความว่ายังไง เรามาเริ่มเดินย้อนอดีตชีวิตของท่านพุทธทาสกันก่อนดีกว่า...ตามมาเลยค่ะ 

 

ปฐมบท ด.ช.เงื่อม

 

                            เริ่มต้นที่ตลาดพุมเรียง บ้านเกิดของท่าน ซึ่งเมื่อ 27 พฤษภาคม 2449 ราว 107 ปีที่แล้ว ท่านพุทธทาส หรือ “ด.ช.เงื่อม พานิช” เกิดมาในครอบครัวพ่อค้า พ่อชื่อเซี้ยง แม่ชื่อเคลื่อน ท่านเป็นลูกคนโตมีน้องชาย 1คนชื่อ ยี่เกย หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในนาม “ธรรมทาส พานิช” และมีน้องสาว 1 คน ชื่อ กิมซ้อย

                            ปัจจุบันบ้านเกิดของท่านกลายเป็นร้านขายของชำและขายวัสดุก่อสร้าง สภาพบ้านยังคงไม่ต่างไปจากเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เมื่อ 20 กว่าปีก่อน แต่ที่ยังมีอยู่แน่ๆ คือบ่อน้ำเก่าแก่ที่กลางบ้าน ที่ด.ช.เงื่อมใช้ชำระล้างร่างกายและทำความสะอาดเสื้อผ้า ถ้วยชาม ด้านหลังบ้านยังเป็นอู่ต่อเรือเล็กๆ ของชาวบ้าน ซึ่งพ่อของท่านพุทธทาสก็เป็นผู้ต่อสร้างเรือด้วย 

 

ปัญญาพออย่างธรรมดาคน

 

                            จากบ้านเกิดคณะเรานั่งรถสองแถวท้องถิ่นต่อไปอีกราว 500 เมตร ก็ถึง โรงเรียนโพธาราม หรือวัดเหนือ เป็นอาคารไม้ชำรุดทรุดโทรมมากเจียนพังมิพังเหล่ ขาดการทนุบำรุงจากหน่วยงานใดๆ ทั้งที่เป็นโรงเรียนของบุคคลที่องค์กรยูเนสโกให้การยอมรับว่าเป็นคนสำคัญระดับโลก  

                            อาคารโย้เย้นี้เป็นสถานที่เรียนในระดับชั้นประถมของ ด.ช.เงื่อม ซึ่งในสมุดพก บอกเล่าถึงนิสัยของท่านในวัยเริ่มเรียนว่า “ประพฤติเป็นคนอยู่ปรกติไม่ค่อยได้ ท่าทางอยู่ข้างองอาจในเวลาทำการมักชักเพื่อนคุย มารยาทพอใช้ ทำการงานสะอาด”

                            และในปลายปีคุณครูประจำชั้นลงบันทึกไว้เป็นข้อๆ อย่างน่าสนใจว่า “1.มีความหมั่นดีทำการงานรวดเร็ว 2.ยังไม่เคยประพฤติรังแกเพื่อน และยังไม่เคยต้องบังคับให้มาเรียน 3.นิสัยจำอะไรแม่น และชอบทำสิ่งที่เป็นจริง 4.ปัญญาพออย่างธรรมดาคน”

                            ข้อความในสมุดพกของท่านพุทธทาสเห็นได้ว่าท่านก็เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่คนเรียนเก่ง หรือเป็นอัจฉริยะมาแต่แรก ท่านมีปัญญาอยู่ในระดับแค่ “พออย่างธรรมดาคน” แต่การเป็นคน “ชอบทำสิ่งที่เป็นจริง” มาตั้งแต่เด็กน่าจะเป็นหัวใจสำคัญของความก้าวหน้า

 

"เราจะอาศัยโลกสักแต่กาย"

 

                            จากโรงเรียนเราเดินทางต่อไปยัง โบสถ์วัดอุบล หรือวัดนอก สถานที่สำคัญในช่วงที่ท่านพุทธทาสอายุครบบวช...หนุ่มเงื่อมก็มาบวชที่วัดแห่งนี้ ก่อนจะไปประจำที่วัดใหม่ (พุมเรียง) ตอนบวชนั้นท่านได้รับฉายาว่า “อินฺทปญฺโญ”แปลว่า "ผู้มีปัญญามาก"

                            สภาพโบสถ์ในวันนี้ได้รับการบูรณะใหม่เอี่ยม แตกต่างจากอาคารโรงเรียนที่เพิ่งผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ถือว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยนสำคัญของ “พระเงื่อม อินทปัญโญ”

                            หลังบวชแล้วพระเงื่อมได้ศึกษาธรรมเป็นนักเทศ เป็นครูสอนนักธรรม มีโอกาสเข้ากรุงเทพฯ หวังเรียนธรรม แต่แล้วกลับพบสภาพการศึกษาของสงฆ์ในแบบที่น่าผิดหวังอย่างรุนแรง ทำให้พระมหาเงื่อมบ่ายหน้ากลับพุมเรียงบ้านเกิด ในจดหมายที่ท่านเขียนถึงน้องชายมีข้อความตอนหนึ่งแสดงถึงความแน่วแน่ในอันที่จะเลือกเดินทางธรรมตามวิถีทางของตน

                            “...เราเดินตามโลกตั้งแต่นาทีที่เกิดมาจนถึงนาทีที่มีความรู้สึกนี้ ต่อนี้ไปเราจะไม่เดินตามโลก และลาโลกไปค้นหาสิ่งที่บริสุทธิ์ ตามรอยพระอริยะที่ค้นแล้วจนพบ หากเราขืนเดินตามโลกและเป็นการเดินตามหลังโลก ตามหลังอย่างไม่มีเวลาทัน ถึงแม้ว่าเราจะได้เกิดอีกตั้งแสนชาติก็ดี บัดนี้เราจะไม่เดินตามหลังโลกอีกต่อไป จะอาศัยโลกสักแต่กาย ส่วนใจ เราจะทำให้เป็นอิสระจากโลกอย่างที่สุด เพื่อเราจะได้พบความบริสุทธิ์ในขณะนั้น....”

                            แม้ท่านพุทธทาสจะละสังขารไปแล้ว 2 ทศวรรษแต่สวนโมกข์เก่าที่ตระพังจิกก็ยังไม่ร้าง รวมทั้งสวนโมกข์ปัจจุบัน หรือสวนโมกข์-วัดธารน้ำไหลที่ท่านพุทธทาสย้ายไปอยู่ในปี พ.ศ.2487 หลังสวนโมกข์-ตระพังจิก 12 ปี ในวันพระใหญ่และใกล้ “วันล้ออายุ” หรือวันคล้ายวันเกิดของท่านในวันที่ 27 พฤษภาคม จะมีญาติโยม พุทธศาสนิกชนมากันมากมายเพียงใด เรากำลังมุ่งหน้าไปหาคำตอบกันค่ะ

 

                            (โปรดติดตามในสัปดาห์หน้า)

 

 

---------------------

(อมหมึกเคี้ยวกระดาษ : 'กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย'!! 'อตัมมยตา' เพชรเม็ดสุดท้าย ในพระไตรปิฎก (1) : โดย...ปลวกหวาน <[email protected]>)