ไลฟ์สไตล์

'เอาชนะใจคู่แข่ง-คนดูให้ได้'หลักคิด 'วราวุธ'

'เอาชนะใจคู่แข่ง-คนดูให้ได้'หลักคิด 'วราวุธ'

01 มิ.ย. 2556

'เอาชนะใจคู่แข่ง และคนดูให้ได้' หลักคิด 'วราวุธ ศิลปอาชา' : คอลัมน์คิดนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์ /เรื่อง : สโมสรสุพรรณบุรี เอฟซี/ภาพ

                 "เป็นเรื่องปวดหัวที่น่าดีใจ มันโตข้ามคืน ผมตั้งรับไม่ทัน" หนุ่มท็อป วราวุธ ศิลปอาชา ตอบด้วยน้ำเสียงกึ่งๆ ภูมิใจ เมื่อถูกถามถึง สโมสรสุพรรณบุรี เอฟซี ทีมฟุตบอลที่เขาดูแลอยู่ ซึ่งตอนนี้เกิดอาการฟีเวอร์กันทั้งเมืองสุพรรณฯ

                ว่าพลางประธานสโมสรสุพรรณบุรี เอฟซี เปิดไอแพดให้ดูรูป ที่มีกองเชียร์นั่งล้นหลามบนอัฒจันทร์ในสนาม โดยบอกว่าจากคนดูเจ็ดพันคน เพิ่มเป็นหมื่นหกพันคน

                "อย่างนัดที่เตะกับชลบุรี ผมขนลุกเลย...พอเปิดให้เขานั่งก่อน ที่นั่งหมดนี่เลยมาถึงหัวโค้ง ต้องกั้นไว้เพราะเป็นที่ของกองเชียร์ชลบุรี และวนมาถึงตรงนี้ หมื่นหกพันห้าร้อยคน นั่งนอกสนามอีกเกือบสองพันคน รวมแล้วมีคนดูวันนั้นหมื่นแปดพันคน สนามรับไม่พอต้องเอาจอมาตั้งไว้ ใครเข้าไม่ได้ ก็ดูจากจอ" วราวุธอธิบายพร้อมชี้ให้ดูที่นั่งบนอัฒจันทร์

                "เรามีคนดังมาดู คุณตูน บอดี้สแลม มาดูทุกนัดเลย ทางที่จะไปสนาม รถติดในสุพรรณฯ เป็นกิโล บางทีมีเตะวันธรรมดาด้วย ปีที่แล้วเราเตรียมเสื้อมาปรากฏว่าเสื้อเหลือบานเลย ปีนี้เตรียมแบบกล้าๆ กลัวๆ ปรากฏว่าผลิตไม่ทัน ขายไปหมื่นสี่หมื่นห้าตัวแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุด สั่งอะไรมาขายหมดๆ ตั้งตัวไม่ทัน แต่เป็นความปวดหัวที่น่าดีใจ"

                สโมสรสุพรรณบุรี เอฟซี หรือ 'ทีมช้างศึกยุทธหัตถี' ก่อตั้งเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2540

               ปี 2554 บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ตอบรับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาสโมสร จาก บุญชู จันทร์สุวรรณ นายก อบจ. โดยป๋าเติ้งมอบหมายให้บุตรชาย "วราวุธ" เป็นประธานสโมสร และมีเป้าหมายว่าจะผลักดันให้ทีมขึ้นสู่ ไทยพรีเมียร์ลีก ภายในสองปี 

                หนุ่มท็อปบอกว่า ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยรู้เรื่องฟุตบอลเลย

               "ปี 2010 สุพรรณฯ เกือบตกดิวิชั่น 2 นายก บุญชู จันทร์สุวรรณ ซึ่งเป็นประธานสโมสร ท่านขอให้ท่านบรรหาร มาช่วย ท่านบรรหารบอกให้

               ผมมาช่วยดู ผมบอกพี่จะมาให้ปี 2011 ปี 2010 ห้ามตกดิวิชั่น 2 นะ อยู่ดิวิชั่น 2 ปั้นขึ้นดิวิชั่น 1 ลำบาก ยากกว่าขึ้นลีก ต้องผ่านหลายสเต็ป

                บอกถ้าตกดิวิชั่น 2 ไม่เอา ก็อยู่เกือบจะโหล่ของดิวิชั่น 1 เลย

                "ผมเข้ามานั่งเต็มตัว 27 มกราคม 2011 โอ้โห มึนตึ้บ สามสี่นัดแรกนักกีฬายังไม่มีเสื้อใส่เลย เรามาออกแบบ คือจะเริ่มเตะวันที่ 12 หรือ 13 กุมภาพันธ์ มีเวลาเตรียมตัวสองอาทิตย์เอง ต้องออกแบบเสื้อ หานักเตะ โอย ตอนนั้นปวดหัว"

                นั่นเป็นเรื่องราวในอดีต เพราะวันนี้ สุพรรณบุรี เอฟซี เป็นทีมที่เขาบอกว่า "ไม่น้อยหน้าใคร"

                "ผมมาทำสโมสรฤดูกาลปี 2011 จบที่ 10 จาก 18 ทีม ฤดูกาลที่สองปี 2012 จบเป็นที่ 2 ของตาราง ทำให้ได้ขึ้นมาเป็น ไทยพรีเมียร์ลีก ณ วันนี้อยู่ลำดับที่ 4 ของตาราง ถ้าเทียบอีกสองทีมที่ขึ้นมาด้วยกัน กับทีมราชบุรี มิตรผล กับแบงค็อก ยูไนเต็ด ถือว่าเราทำได้ไม่น่าเกลียด 

               "นับจากต้นฤดูกาลปีนี้ เทียบกับทีมน้องใหม่ที่ขึ้นมาไทยลีกด้วยกัน เราก็ไม่น้อยหน้าใคร มาไกลกว่าที่คิด แต่ว่าฟุตบอลต้องวัดกันทั้ง 34 นัดทั้งฤดูกาล เพิ่งเริ่มต้นฤดูกาล 3 มีนาคม 2556"

                ช่วงต้นมีนาคมที่ผ่านมานี้เอง ที่เกิดกระแสฟีเวอร์ทั่วเมืองสุพรรณฯ

               "โรงเรียนมาขอเอาโลโก้สโมสรติดเป้โรงเรียน ไม่ใช่เป้สโมสรนะ โรงเรียนสั่งให้เราผลิตแล้วติดโลโก้สโมสรไปบนเป้คู่กับโลโก้โรงเรียน เด็กแห่ซื้อกันบานเลย หนังสือเรียนก็มีโลโก้โรงเรียนติดบนหนังสือหน่อยหนึ่ง ตราไขว้แบบนี้เริ่มจะเป็นฟีเวอร์ว่าถ้าเห็นลายสุพรรณบุรี เอฟซี"

               หนุ่มท็อปคลิกให้ดูภาพในไอแพดซึ่งเป็นร้านค้าแห่งหนึ่งมีโลโก้ทีมติดอยู่หน้าร้าน และว่า นึกว่าเขาพิมพ์อิงค์เจ็ตแล้วเอาไปติด ปรากฏว่าเขานั่งวาดเอง เล่าถึงตอนนี้มีรูปคนกำลังนั่งวาดรูปโลโก้โชว์ให้ดูด้วย

               ยังๆ ไม่หมด...รถยนต์ในสุพรรณฯ ก็ติดสติกเกอร์เป็นรูปโลโก้ของทีม มอเตอร์ไซค์ก็ด้วย แต่งลายแข่งกันอีกต่างหาก

               เป็นเพราะผลงานดี ได้เลื่อนขึ้นพรีเมียร์ลีก?

               "ใช่ และกลายเป็นฟีเวอร์มายังไงผมไม่รู้ แต่เราไม่ได้ปั่นกระแส จู่ๆ ขึ้นมา มีคนบอกคุณท็อปทำไมไม่ทำสติกเกอร์ กระแสที่มาไม่ถึงสามเดือนด้วย ตั้งแต่เริ่มฤดูกาลวันที่ 3 มีนาคม แฟนคลับมาขนาดนี้ทำให้ผมตั้งรับไม่ทัน มันเยอะมาก" หนุ่มท็อปเล่าด้วยน้ำเสียงปลื้มๆ

               เข้าใจว่าต้องมาดูเองถึงจะ "อิน" หนุ่มท็อปไม่ได้อธิบายต่อ แต่ยื่นไอแพดให้อ่านข้อความที่ ตูน บอดี้สแลม โพสต์ไว้ในอินสตาแกรมของตนเอง

               "พ่อแม่ หลานๆ ของคุณตูนมาทั้งบ้านเลย นี่คือความรู้สึกที่ผมเข้ามาทำฟุตบอล บางคนเข้ามาเพื่อเอาแชมป์ เอาถ้วย แต่สิ่งที่ได้อ่านไปสักครู่ นี่คือเหตุที่ผมอยากให้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือดึงครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกัน พ่อแม่ปู่ย่าตาทวดจูงลูกหลานมาสนามฟุตบอล เร็วๆ นี้จะทำโครงการชื่อ SMART BY TOP ดึงให้ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกัน โดยเอาฟุตบอลเป็นตัวจุดประกาย

               "ผมเคยพูดเอาไว้ว่า จะเอาฟุตบอลขึ้นชั้นจากดิวิชั่น 1 ขึ้นไทยลีก ทำไม่ยาก แต่การทำให้คนดูทั้งจังหวัด นับแสน นับล้านชีวิต ให้พัฒนาอีกขั้นเป็นไทยพรีเมียร์ลีกด้วยกัน ทำยาก วันนี้เราก้าวสู่จุดหนึ่งแล้ว เห็นว่ากองเชียร์สุพรรณฯ เชียร์อย่างมีวัฒนธรรม กล้าพูดได้ว่าให้ไปถามทีมเยือนทุกทีมที่มาสุพรรณฯ มาสุพรรณฯ รู้สึกยังไง ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนทุบ โดนตี...เรามีเจ้าหน้าที่ รปภ.รักษาความปลอดภัยตลอด การแข่งขันที่จัดๆ มาไม่เคยเกิดความรุนแรง และจะไม่มีด้วย ตราบใดที่ผมเป็นประธานสโมสร"

               หนุ่มท็อปทวนความหลังแบบไม่ซีเรียสว่า ตอนเข้ามาทำมีปัญหาหลายอย่าง โดนคนนั้นคนนี้หลอก เยอะแยะ แต่ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะได้ฝึกความอดทนของตัวเอง และว่าสิ่งที่พยายามทำให้เกิดคืออยากทำให้สโมสรฟุตบอลเป็นที่พูดกันในวงการฟุตบอลว่าอยู่ทีมไหนไม่รู้ แต่อยู่ทีมสุพรรณฯ สบาย

               "ผมดูแลน้องๆ ทุกคนเหมือนน้อง ใครมีปัญหาอะไรช่วยแก้ คุยกัน ผมบอกว่าจนได้แต่ห้ามเจ็บ (ตัว) หากจน-มีตังค์ก็หาย แต่เจ็บนี่แก้นาน ฉะนั้น ทำอะไรต้องระวังตัว ผมทำบอลมาสองปีกว่าไม่เคยด่านักบอลแม้แต่คนเดียว ไม่เคย และจะไม่ด่าด้วย"

               เป็นไปได้อย่างไรที่คนกว่าสามสิบชีวิตจะไม่ (บังเอิญ) นอกลู่นอกทาง? ประธานสโมสรบอกว่า

                "ทุกครั้งที่ลงสนาม ผมบอกเสมอว่าวันนี้แพ้ชนะไม่สน แต่คุณต้องทำเต็มที่ อย่าทำให้คนดูเสียดายตังค์ กับการเสียเวลามาดู 90 นาที แพ้ไม่เป็นไรหากเล่นเต็มที หากแพ้ด้วย เล่นไม่ดีด้วย ไม่ยอม ต้องเล่นให้เต็มที่...ตั้งแต่ผมมาเป็นประธานสโมสร เงินออกก่อนเวลาไม่ใช่ตรงเวลา พอเราดูแลนักบอลได้ พอเขาสบายใจนอกสนาม ในสนามเขาทุ่มให้เต็มที่"

                สำหรับก้าวย่างในปีที่สาม ประธานสโมสรบอกว่าจะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสโมสรมากขึ้น เพราะสองปีที่ผ่านมาทุ่มเทให้แก่ทีมมาก พอทีมอยู่ตัวแล้ว ปีนี้จะมาดูสโมสร ของที่ระลึก เสื้อแข่ง การบริหารจัดการสนาม ร้านขายสินค้า โครงสร้างสโมสร ก่อนตบท้ายว่า สุพรรณบุรี เอฟซี มีระบบการบริหารจัดการทีมที่ดีที่สุดทีมหนึ่งในประเทศไทย

               อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดองค์ประกอบสำคัญของสโมสรอยู่ที่ทีม ไม่ถึงกับต้องได้แชมป์ แต่อันดับไม่ควรน่าเกลียด อาจอยู่กลางๆ ตาราง และทีมนี้ต้องเป็นความหวังของเด็กสุพรรณฯ ว่า หากเล่นบอลดี จะมีโอกาสมาเข้าสังกัด และว่าตอนนี้มีเยาวชนซึ่งทีมปั้นขึ้นมา 20 กว่าคน เพื่อป้อนให้ทีมใหญ่ 

               บางทีมบอกว่าต้องคัดนักเตะนอกจากฝีเท้าดีแล้ว หน้าตาต้องดีด้วย แล้วทีมสุพรรณ เอฟซี ?

               "ไม่จำเป็น เล่นเก่งแล้วมันหล่อเอง ถ้าคุณเล่นเก่ง ฝีมือดี อัธยาศัยดี เดี๋ยวความหล่อมาเอง หล่ออย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าเล่นสุนัขไม่รับประทาน ยังไงเขาก็ไม่เอา หล่อด้วยเล่นดีด้วย ยิ่งดีใหญ่ อย่างกองหน้าของเรา คนเรียกว่าขาวผ่อง เป็นชาวไอเวอรี่โคสต์ ตัวดำมาก แต่คนรัก สาวๆ วิ่งมาขอถ่ายรูปด้วย เขาเก่ง อัธยาศัยดี พูดไทยได้ด้วย เฮฮากันใหญ่ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องหล่อ เล่นให้เก่ง นิสัยดี เดี๋ยวหล่อเอง"

               อดีตนายกฯ บรรหาร ซึ่งเป็นประธานที่ปรึกษาสโมสร ให้คำแนะนำอย่างไรบ้าง ?

                "ท่านไม่แนะนำอะไร บอกเล่นให้ชนะแล้วกัน แต่ผมก็บริหารตามสไตล์ผม ต้องเข้าใจว่าฟุตบอลมันมีแพ้ชนะ สิ่งสำคัญที่ผมภูมิใจคือว่านักบอลทุกคนที่อยู่ และที่เคยอยู่สุพรรณฯ รวมทั้งทีมงาน ทุกคนพอออกไปแล้วไม่มีใครหันกลับมาว่าสโมสรทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีแต่อิดออดไม่อยากไป วันหนึ่งทีมชลบุรีนำโดยโค้ชโย่ง มาเตะที่สุพรรณฯ ชนะสุพรรณฯ ด้วยคาบ้านเลย ทั้งสนามตะโกนโค้ชโย่งๆๆ โค้ชโย่งบอกขนลุกเลย อยู่ชลบุรีไม่เคยมีใครตะโกนแบบนี้ คือโค้ชโย่งทำให้เราขึ้นไทยลีก ทั้งที่เขาไปอยู่กับทีมอื่น นี่คือสปิริตของเรา

               "ล่าสุด สุพรรณฯ เตะกับราชนาวี เกิดปัญหา ผู้ตัดสินเป่าให้เป็นจุดโทษ พอนั่งดูรีเพลย์ไม่ใช่แฮนด์บอล ทีมราชนาวีก็ไม่ยอม กรรมการก็ไม่ยอมว่าเป่าแล้วต้องเตะ ผมตัดปัญหาบอกกัปตันให้เตะบอลออกเลย (ทั้งที่ทีมได้จุดโทษ) ชนะไปก็ไม่เกิดประโยชน์ เตะเข้าก็โดนด่า เตะไม่เข้าก็โดนด่า เตะไปแล้วจบเกมแพ้หรือชนะก็โดนด่า ฉะนั้น เตะออก หลังจากนั้นไปดูในเฟซบุ๊ก กระหน่ำเลย สปิริตบอลไทย เกิดมาไม่เคยเห็น จงใจเตะลูกโทษออก สักสองสามอาทิตย์มานี้เอง

                "บอลถ้วยเอฟเอคัพ รอบ 32 ทีมสุดท้าย แล้วเราแพ้ด้วยนะ แต่เป็นความพ่ายแพ้ที่เราภูมิใจ เตะเสร็จ เดินออกนอกสนาม กรรมการเป่านกหวีดจบ กองเชียร์ราชนาวีปรบมือให้ทีมสุพรรณฯ ทั้งทีมเลย เป็นความพ่ายแพ้ที่เราภูมิใจ บอลลูกเดียว แพ้ก็แพ้ นี่คือสปิริตของทีมเรา นี่คือการบริหารสโมสรสไตล์ของผม"

               ลูกทีมไม่บ่นว่าเสียโอกาส?

               "ใครจะมาว่า ตังค์ผมก็จ่าย สโมสรก็สโมสรผม ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อสโมสร นักฟุตบอลมีหน้าที่ทำตามนโยบาย แต่ต้องคุยกันก่อนว่านี่คือสาเหตุว่าทำไมให้ทำแบบนี้ บางทีพวกคุณอยู่ในเกม จนลืมมองภาพใหญ่ ฟุตบอลไม่ใช่อย่างนั้น"

               เพราะคำขวัญของทีม Spirit and Triumph 'ใจและชัยชนะ'

               "ชัยชนะไม่ได้หมายถึงสามแต้มในสนาม แต่เอาชนะใจคู่แข่งและคนดูให้ได้ นี่คือชัยชนะที่แท้จริงของกีฬา ถ้าเตะบอลชนะแล้วคนด่าทั้งสนาม ภูมิใจไหม ยอมแพ้ดีกว่า"

               กรณีที่มีคนมักตั้งข้อสังเกตว่า นักการเมืองมาทำทีมฟุตบอลเพื่อ "หาเสียง" วราวุธตอบว่า

                "หาเสียงหรือเปล่าผมไม่สน ผมจะทำ ผมอยากทำ คุณคิดว่าผมจะหาเสียงก็ไม่ว่ากัน ท้ายสุดผมก็คือนักการเมือง ถามว่าทำแล้วดีกับสังคมไหม ถ้าผมไม่ใช่นักการเมือง แล้วมาทำเฉยๆ คงไม่มีคนคิด พอเป็นนักการเมืองก็มีคนคิด มันช่วยไม่ได้"  

               ถามว่าหลัง ปลดล็อก แล้วจะกลับไปเป็น ส.ส.อีกหรือไม่ เขาตอบว่า "นั่นเป็นเรื่องในอนาคต จะเลือกตั้งอีกเมื่อไรไม่รู้"

               ที่แน่ๆ คือ นาทีนี้ ทีมช้างศึกยุทธหัตถี ยังมีประธานสโมสรที่มุ่งมั่นเกินร้อย ! 

 

 .........................................................

('เอาชนะใจคู่แข่ง และคนดูให้ได้' หลักคิด 'วราวุธ ศิลปอาชา'  : คอลัมน์คิดนอกกรอบ  : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์ /เรื่อง : สโมสรสุพรรณบุรี เอฟซี/ภาพ)