ไลฟ์สไตล์

ข้อดี

ข้อดี

08 มิ.ย. 2552

“อือ...ถ้าหน้าเล็กกว่านี้หน่อยก็คงจะดีนะ...ไม่หรอก…หน้าคงต้องหายไปสักครึ่งถึงจะดูดี จมูกก็ควรจะโด่งกว่านี้ เพราะทุกวันนี้ก้มหน้าทีไรลูกกะตาจะไหลมารวมกันทุกที...ปากก็บางเกินไปน่าจะตุ่ยๆ กว่านี้ เฮ้อ...ไม่มีอะไรดีสักอย่าง...เอ่อ...แล้วถ้าหน้าเป็นอย่างที่เร

 นึกในใจพร้อมกับสำรวจหน้าตัวเองอยู่หน้ากระจก

 “คนอะไรวะ...มีดีแต่เสียง” พูดเสร็จก็เชิดใส่อีคนหน้าแย่ที่อยู่ในกระจก

 ถ้าฉันหน้าเล็กเท่าฝ่ามือ แบบพวกคนหน้าตาดีในวงการ ชีวิตของฉันคงเปลี่ยนไป...ฉันคงเดินตามห้างไม่ได้ เพราะคนจะจำได้แล้วคอยชี้โบ๊ชี้เบ๊ ทำปากบุ้ยบ้าย (ออกแนวผีกระซิบ) ให้คนข้างๆ ดู แล้วกรูกันมาถ่ายรูป ทั้งกรี๊ดทั้งทึ้งให้สมกับที่คลั่งไคล้ นั่นแค่ในห้าง คนหลายคนก็ยังมีเปลือกที่จะเลือกทำตามใจไม่ค่อยได้ บางคนจึงแค่หันมามองแล้วเดินผ่านไปเฉยๆ ก่อนจะยักไหล่ เบะปากเล็กๆ ว่า

 “ก็งั้นๆ แหละ” แต่ถ้าในตลาด... “ตลาดสด” ของมันไม่ได้ฟรีซหรือแช่แข็งอย่างในห้าง ผู้คนจึงแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา แบบบ้านๆ ดูจริงใจดี ทั้งตะโกนทัก เรียกแม่ค้าร้านใกล้กันมาดูตัวเป็นๆ สัมผัสตัว พิสูจน์หนังหน้าว่าเจอตัวจริงแล้ว...ดังนั้น คนดังหน้าตาดี ที่รักความเป็นส่วนตัวจึงไม่ค่อยได้เยื้องกรายไปสัมผัสกลิ่นไอของตลาดสด...ว่ามันสดจริงๆ!

 ความกลัวของคนหน้าตาดี กลับกลายเป็นความกล้าของคนหน้าตาแย่ (อย่างฉัน) นี่คือข้อดีในระดับต้นๆ ที่ฉันพอจะหาได้ในหน้าตัวเอง อีตอนแต่งหน้ามาเต็มเหนี่ยว ติดขนตาแทบหมดตลาดประตูน้ำ คนก็ยังแค่ “ใช่มั้ย?” บางทีมีซึ่งหน้า “ไม่ใช่หรอก” ทำให้หน้ากางๆ เท่าถาดขนมเข่ง หดย่นจนแปลความรู้สึกไม่ได้ ได้แต่กระซิบในใจ...

 “ตัวจริงเฟ้ย!”

 เครื่องสำอางที่ข้าวตูลงทุนด้วยเงินหลักแสน แบรนด์เนมแถวหน้าของโลก กลับทำอะไรหนังหน้าของฉันไม่ได้ งั้นก็ไม่ต้องแต่ง! ไปมันแบบโล้นๆ ขนคิ้วแทบจะไม่เหลือ มองไกลๆ เห็นแค่รูเล็กๆ สองรูเอาไว้แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์ จะพูดให้ยากทำไมฟะ ก็แค่เอาไว้หายใจและดมกลิ่น ลูกตาไม่ต้องไปพูดถึงมัน มันไม่สำคัญขนาดนั้น มันแค่รอยแตกเล็กๆ ที่มองลอดออกไปเห็นอะไรต่อมิอะไร ไม่ตาบอดก็บุญแล้ว ลูกคนจีนก็หน้าแบบนี้แหละ จะเอาอะไรเยอะแยะ ดังนั้นจึงเดินกันเกลื่อนกลาดตามตลาดสด เดินชนกันนึกว่าฝาแฝด ถ้ามีเวลานึกระลึกชาติต่อ อาหงั่วกง (คุณทวด) ของสายนี้อาจเคยไปมีสัมพันธภาพทางเพศกับอาหงั่วม่าของอีกตระกูลก็เป็นได้ ขี้เกียจคิด เอาเป็นว่า หน้าแบบนี้ไม่เป็นที่สังเกต

 “อิสรภาพอยู่ในหน้า”

 ตอนอยู่บนเวทีแหกปากร้องเพลงคนก็พอจะจำได้ พอล้างทุกอย่างออก อิสรภาพก็ปรากฏ...หน้าตาไม่น่าจดจำ! ทำให้ทำอะไรตามใจได้แบบใครๆ ฉันจึงมาหยุดอยู่ตรงหน้าตลาดสามย่าน (ใหม่) แล้วเดินมุ่งตรงไปยังร้านที่คนยืนต่อแถวมุงๆ กัน

 “ร้านอาม่า” มีเครื่องหมายการค้าที่ยังมีชีวิต เป็นผู้หญิงจีนผมขาว อายุราว 70 กว่าๆ นั่งปั้นแป้งห่อไส้ขนมกุยช่าย ที่มีทั้งไส้ออริจินอล คือใบกุยช่าย หน่อไม้ มันแกว เผือก ข้าวเหนียว (มีเฉพาะวัน) วางใส่ลังถึงขนาดเท่า 2 แขนโอบ วางซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยมีผู้ช่วยอีก 4-5 คน คอยยกไปนึ่งจนสุก แล้วตักใส่กล่องตามที่ลูกค้าสั่ง ทั้งปั้นทั้งนึ่งตลอดเวลาตั้งแต่ 11 โมงเช้าถึงแค่บ่าย 3 ก็ยังไม่ทันความต้องการที่ล้นหลาม

 “มีไส้หน่อไม้รึเปล่า?” ฉันถามอาม่า

 “หมกเลี้ยว” อาม่าตอบไม่มองหน้า เพราะว่าแกโฟกัสอยู่กับการห่อไส้หน่อไม้อยู่ ไม่ต้องถามต่อ เพราะที่กำลังปั้นคงมีคนจองไว้ก่อนแล้ว ฉันจึงได้แต่ยืนหน้าซีด แอบเซ็งเล็กน้อยแล้วยืนรอต่อคิวอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงอย่างไม่มีใครสนใจใคร โทรมาสั่งไม่ได้ ต้องมารอลุ้นหน้าตากันเอาเอง...ของอร่อยก็ต้องรอ คนรออะไรได้ไม่นานแบบฉันก็เลยให้สีเกด ผู้ช่วยยืนรอต่อ แล้วหันหัวไปร้านใกล้ๆ กัน

 “ร้านเจ๊นา” สินค้าเหมือนกันเด๊ะ แถมไส้ต่างๆ ก็ยังพอมีเหลือให้เลือกแบบแอบลุ้นเพราะคนปั้นกับคนนึ่งและคนบรรจุใส่กล่องคนละคนกัน ไปควานหากันเอาเอง เจ๊นาเป็นผู้หญิงจีนวัยกลางคนท่าทางใจดี เพราะแกจะยิ้มแย้มตลอด

 “มีไส้หน่อไม้มั้ยคะ” ฉันถามเจ๊นา

 “เดี๋ยวต้องรอลุ้นดู จะปิดออเดอร์แล้ว” เจ๊นา ตอบแบบอินเตอร์

 กล่องโฟมถูกวางเป็นตั้งๆ กองสูงตามออเดอร์ที่มีคนโทรมาสั่งล่วงหน้า พร้อมกับลูกค้าที่ยืนต่อแถวรอลุ้นว่า ลังถึงนึ่งกุยช่ายลอตต่อไปจะมีไส้ที่ปรารถนารึเปล่า
 “ทำไมไม่โทรมาสั่งก่อน ออเดอร์พวกนี้เขาโทรมาสั่งกันทั้งนั้น” เจ๊นา บอก

 “08-9829-9849” ฉันเมมโมรี่เบอร์ที่ติดอยู่กับป้าย

 ในที่สุดฉันก็ได้ในสิ่งที่ต้องการครบถ้วน ลูกละ 7 บาท ลูกโตขนาดอุ้งมือ กิน 3 ลูกมีจุก ขนมกุ๋ยช่ายในฝันของฉันทั้ง 2 เจ้า ถึงจะต้องยืนรอนานก็คุ้ม เพราะได้กินแหงๆ ผิดกับการรอคอยใครสักคนที่เราไม่รู้ตัวว่าตัวเองต้องยืนต่อคิวที่ปลายแถว “ทุ่มเงินเป็นตั้ง แล้วก็ยังไม่ได้ตัว” แบบในเพลงของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ วัยนี้แล้วเวลาเหลือน้อย เลยเลิกลุ้นเลิกรอ ความรักไม่ใช่ขนมกุยช่ายจะได้ใช้เงินจ่ายแล้วได้มา แถมหน้าตาแบบนี้ ไม่อยากจะคิดต่อ ข้อดี หรือ ข้อเสีย ในตัวคนเรา มันไม่ได้ถูกตัดสินโดยคนอื่น แค่เรารู้จักตัวเอง มองมันอย่างมีคุณค่า (ตรงไหน?)

 “ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ”

 วิกฤติของคนหน้าตาดี ย่อมเป็นโอกาสของคนหน้าตาแย่ (รึเปล่า?)

 ป.ล. เฉพาะเรื่องกิน