
ปรับระบบบริหารดีกว่ายุบร.ร.ขนาดเล็ก
เปิดวิสัยทัศน์ : 'ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์' ปรับระบบบริหารดีกว่ายุบ ทางออกพัฒนาร.ร.ขนาดเล็ก : โดย...ธรรมรัช กิจฉลอง
เกิดกระแสต่อต้านจากสังคมขึ้นมาทันควัน หลัง นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกมาประกาศเตรียมยุบโรงเรียนขนาดเล็ก 1.7 หมื่นแห่ง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและลดภาระงบให้รัฐบาล ซึ่งหนึ่งในผู้คร่ำหวอดในวงการศึกษาอย่าง นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ อดีตประธานกรรมการบริหารมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาคุณภาพ (สวพ.) และอดีตประธานกรรมการบริหารสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ให้มุมมองต่อเรื่องนี้ว่า ขอชื่นชม รมว.ศึกษาธิการที่กล้าออกมาพูดเรื่องนี้คงเพราะนายพงศ์เทพนั่งตำแหน่งรองนายกฯ ด้วย ทำให้ต้องดูแลหน่วยงานราชการต่างๆ จึงมองเห็นถึงจำนวนบุคลากรและภาระด้านงบของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อยู่ที่ประมาณกว่า 5 แสนคน ทำให้งบ ศธ.ปีละกว่า 3 แสนล้านบาท ร้อยละ 90 ถูกนำมาใช้เป็นงบเงินเดือน ส่วนที่เหลือร้อยละ 10 เป็นงบดำเนินการในเรื่องอื่นๆ
“ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในเรื่องคุณภาพการศึกษาโดยให้ข้อมูลว่า โรงเรียนที่มีเด็กต่ำกว่า 60 คน ควรถูกยุบ เพราะไม่มีคุณภาพนั้น เป็นข้อมูลบิดเบือนจากความจริง ทำให้ รมว.ศึกษาธิการถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ไปในทางลบและคัดค้าน ความจริงแล้วคุณภาพของโรงเรียนขนาดเล็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนนักเรียน แต่ขึ้นอยู่กับระบบบริหารจัดการ ซึ่ง ศธ.จะต้องสร้างความโปร่งใสในเรื่องนี้ และเกณฑ์ที่นำมาใช้ประเมินคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กเป็นเกณฑ์มาตรฐานชาติ ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่ไม่ผ่านประเมิน เช่น เกณฑ์เรื่องจำนวนครู โดยเรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการพัฒนา 10-20 ปี แก้ไขไม่ได้ในเวลาสั้นๆ" นายชัยณรงค์ วิเคราะห์ถึงปัญหา
อดีตกรรมการบริหาร สมศ.แนะนำอีกว่า การแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กต่ำกว่า 60 คน ควรแก้ไขแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่อยู่ๆ ประกาศยุบไปเลย หากเป็นโรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นราบที่ตั้งอยู่ห่างกันไม่ถึง 15 กิโลเมตร ก็วางระบบบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพเน้นปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ครู นักเรียน หลักสูตรและอุปกรณ์การศึกษา เช่น จัดครูมาสอนเพิ่มเติมโดยจ้างครูเกษียณในวิชาต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และมีรถรับส่งครูให้มาสอนที่โรงเรียน หรือหากกรณีจำเป็น เช่น โรงเรียนมีนักเรียนไม่ถึง 10 คน มีครูไม่ครบชั้นเรียน ก็ต้องพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ปกครองและชุมชน เพื่อจัดรถรับส่งเด็กไปเรียนในโรงเรียนใกล้เคียงที่มีความพร้อมด้านครูมากกว่า
“หากดำเนินการไปแล้วผู้ปกครองและชุมชนเห็นว่าคุณภาพการศึกษาไม่ดีขึ้น ถ้าจำเป็นจะต้องยุบโรงเรียนจริงๆ เชื่อว่าผู้ปกครอง ชุมชนคงยอมรับได้ เมื่อทำเช่นนี้แล้วโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีคุณภาพจะลดจำนวนลงไปเรื่อยๆจนเหลือเท่าที่จำเป็นจริงๆ เพราะโรงเรียนเล็กยังไงก็ต้องมีอยู่บ้าง เนื่องจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมและเชื้อชาติ และโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ เช่น เด็กพิการ สติปัญญาเลิศ ยากจน“ นายชัยณรงค์ กล่าว
พร้อมแนะต่อไปว่า ศธ.จะต้องส่งเสริมให้โรงเรียนรัฐบาลที่มีความพร้อม เช่น โรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด ซึ่งมีประมาณ 8,000 แห่งทั่วประเทศให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลลักษณะเดียวกับโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เนื่องจากโรงเรียนกลุ่มนี้มีความพร้อมด้านครูและบุคลากร รวมทั้งการสนับสนุนของผู้ปกครองและชุมชนก็ควรให้ความเป็นอิสระในการบริหาร เพื่อให้ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ได้มีเวลาดูแลโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ที่มีอยู่ 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ
“รมว.ศึกษาธิการไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาข้อมูลใหม่ทั้งหมด เวลานี้ ศธ.มีข้อมูลพออยู่แล้ว ทั้งผลประเมินคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กของ สมศ.ทั้ง 2 รอบและผลคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน(โอเน็ต) ของนักเรียนชั้น ป.6 และม.3 ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และเมื่อปี พ.ศ.2552 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้จัดทำข้อเสนอปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ.2552-2561) ไว้แล้ว อยากให้รมว.ศึกษาธิการหยิบข้อเสนอนี้ ซึ่งมีทั้งปัญหาและแนวทางแก้ไข เช่น การผลิตและพัฒนาครู การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ซึ่งข้อเสนอก็ไม่ได้ให้ยุบโรงเรียนขนาดเล็กนำมาใช้ประโยชน์ ขอให้มองว่า ข้อเสนอนี้เป็นสมบัติของชาติ ไม่ใช่ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ถ้าหยิบเอามาใช้จะเกิดอานิสงส์ต่อการศึกษาของชาติ" นายชัยณรงค์ กล่าวทิ้งท้าย
---------------------
(เปิดวิสัยทัศน์ : ปรับระบบบริหารดีกว่ายุบ ทางออกพัฒนาร.ร.ขนาดเล็ก : โดย...ธรรมรัช กิจฉลอง)



