ไลฟ์สไตล์

เกษตรกรปลูกพริกชัยภูมิเจ๋ง!ไม่ต้องก่อม็อบ

เกษตรกรปลูกพริกชัยภูมิเจ๋ง!ไม่ต้องก่อม็อบ

25 พ.ค. 2556

เกษตรกรปลูกพริกชัยภูมิเจ๋ง!ไม่ต้องก่อม็อบ สกว.หนุนออกจากวังวนอุบาทว์เดิมๆ : สำราญ สมพงษ์รายงาน


               เกือบทุกปีจะได้เห็นข่าวการเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกรชุมนุมประท้วงราคาพืชผลตกต่ำไม่มีที่ที่กิน ปัญหาเกิดจากอะไรจากตัวเกษตรกรเองหรือว่าการบริหารจัดการภาครัฐ

               แต่สำหรับเกษตรกรปลูกพริกแห่งบ้านกุดเลาะ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ หาได้มีสภาพเช่นนั้นไม่ เพราะว่า เกษตรกรแห่งนี้มีที่ปรึกษาดีอย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ภายใต้การดำเนินการของ รศ. ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร  ที่ได้สนับสนุนให้  อ.วีระ ภาคอุทัย เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเกษตรกรปลูกพริกปลอดภัย

               เกษตรที่เข้าร่วมโครงการอย่างนายชู หล่าคำ เกษตรกรวัย 72 ปี นางสายชล เจริญชีพ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรบ้านกุดเลาะ ซึ่งส่งขายพริกให้กับพ่อค้าในกรุงเทพฯ ภายใต้การสนับสนุนของนายสุรพงษ์ ฟ้ารักษา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดเลาะ 

               ทั้งนี้นายชู  กล่าวว่า ทุกวันนี้มีรายได้หลักจากการปลูกพริกซูเปอร์ฮอตในพื้นที่กว่า 2 งาน ผลผลิตสูงขึ้น และได้ใบรับรอง GAP ทำให้ตนลืมตาอ้าปากได้จึงรู้สึกดีใจมาก อีกทั้งสามารถต่อยอดความรู้ในการทำน้ำหนักชีวภาพเพิ่มเติมด้วยสูตรสับปะรด ตนและภรรยาช่วยกันปลูกพริกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนขณะนี้เก็บขายได้แล้ว 4 หมื่นบาท จากที่ลงทุนไปเกือบหมื่นบาท และยังเหลือเก็บขายได้อีก 3-4 เดือน คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 2 แสนบาท

               นอกจากนี้ยังปลูกข้าวไว้กินเองอีกด้วย อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาเรื่องบางโรคที่ยังแก้ไขไม่ได้แต่ก็โทรศัพท์สอบถามจากนักวิจัยตลอด รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน และร่วมกับสมาชิกกลุ่มประมาณ 50 คน ส่งพริกคัดที่ได้มาตรฐานไปขายในกรุงเทพฯ ราคากิโลกรัมละ 80 บาท สูงกว่าพริกทั่วไป 5-10 บาท ทั้งนี้ได้ฝากข้อคิดถึงนักวิจัยด้วยว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ถ้าพืชอาหารไม่ผ่านมาตรฐานจะทำอย่างไร

               นายชู  กล่าวด้วยว่า ขอบคุณ สกว.และนักวิจัยที่ได้เสียสละทุ่มเทสร้างองค์ความรู้พริกปลอดภัย ทั้งการบริหารจัดการระบบการผลิต การป้องกันโรคและแมลง การอบรมทำน้ำหมักชีวภาพสูตรพืชบำรุงดอกและใบ สูตรสัตว์บำรุงผล อีกทั้งติดตามประเมินผลถึงบ้านและสวนพริก ทำให้ตนมีหลักวิชาการในการประกอบอาชีพ และรู้จักการจดบันทึกข้อมูล

               ด้านนางสายชล แสดงความเห็นว่า  เดิมทำนาและปลูกถั่วเหลืองแต่หันมาปลูกพริกเพราะเห็นว่ารายได้ดี ขณะนี้ตนต้องเก็บพริกทั้งวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น รวมกับพริกของเพื่อนเกษตรกรก็ยังไม่พอกับความต้องการของตลาด โดยขณะนี้เก็บได้ประมาณวันละ 200 กิโลกรัม ก่อนหน้านี้เคยได้มากถึงวันละ 1 ตัน จากการเข้าโครงการกับนักวิจัยมา 5-6 ปี ทำให้ได้รับความรู้ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทราบมาก่อน อาทิ สูตรน้ำหมักชีวภาพ การป้องกันโรคและแมลง โดยยังได้แลกเปลี่ยนความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนักวิจัยด้วย รวมถึงความรู้เกี่ยวกับการตลาดซึ่งนักวิจัยได้ช่วยหาแหล่งตลาดแนะนำพ่อค้าให้ แต่ยังไม่สามารถต่อรองราคาได้ พ่อค้าที่มารับซื้อจะเป็นผู้กำหนดราคาเอง

               ขณะที่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปีนี้ได้จัดสรรงบประมาณ 2 แสนบาทเพื่อโครงการพริกปลอดภัยโดยเฉพาะ ซึ่งต้องหารือร่วมกับแกนนำชาวบ้านและวางแผนร่วมกับนักวิจัยเพื่อช่วยเหลือตามความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้านว่าต้องการให้สนับสนุนในด้านใดบ้าง

               โครงการวิจัยเกษตรกรปลูกพริกปลอดภัยภายใต้การสนับสนุนของ สกว.ดังกล่าว เกิดจาก รศ. ดร.จันทร์จรัส ได้ทำโครงการวิจัยเกษตรเรื่อง "ห่วงโซ่อุปาทาน : การจัดการงานวิจัยเกษตรแนวใหม่" และได้รับเลือกเผยแพร่ทางหนังสือ 2 ทศวรรษวิวัฒนาการ สกว. ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบโจทย์ว่าจะทำให้อย่างให้เกษตรกรหลุดพ้นจากวังวนเดิมได้ โครงการวิจัยเกษตรกรปลูกพริกปลอดภัยจึงเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโจทย์นี้

               และระหว่างวันที่ 22-23 พ.ค.ที่ผ่านมา รศ. ดร.จันทร์จรัสได้เดินทางไปที่จังหวัดชัยภูมิเพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดการเสวนาเรื่อง “การขับเคลื่อนระบบสร้างอาชีพและระบบการตัดสินใจของเกษตรกรเพื่อชุมชนเข้มแข็ง (พริกจังหวัดชัยภูมิเป็นต้นแบบ)” ณ โรงแรมสยามริเวอร์รีสอร์ม จังหวัดชัยภูมิ เพื่อสร้างความเข้าใจและฝึกปฏิบัติการพัฒนางานวิจัยอันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนอาชีพของเกษตรกร โดยใช้พริกเป็นต้นแบบ

               ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สกว. กล่าวว่า เป้าหมายหลักของการประชุมครั้งนี้คือการบริหารจัดการงานวิจัยที่มีความรู้เรื่องการผลิตสินค้า การเก็บรักษา การส่งตลาด ระบบรับรองความปลอดภัย และการแข่งขัน ซึ่งแม้นักวิจัยจะทำไว้ครบแต่ระบบส่งเสริมอาจเน้นเป็นจุดไม่เพียงพอสำหรับสถานการณ์ขณะนี้ ยุทธศาสตร์ของประเทศใน 5 ปีข้างหน้า รัฐบาลประกาศชัดเจนเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ สร้างความสามารถในการแข่งขันตั้งแต่ระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ กลุ่ม และเกษตรกรรายบุคคล ผู้บริโภคจะมีความเชื่อมั่นและมีการซื้อซ้ำหรือไม่ ผลตอบแทนจะนำไปสู่การอยู่ดีกินของเกษตรกรหรือไม่

               นอกจากนี้ยังต้องมีการเจริญเติบโตที่ครบถ้วนครอบคลุม ทุกภาคส่วนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศดำเนินไปโดยไม่ทอดทิ้งผู้ด้อยโอกาสที่มีความสามารถน้อยกว่า โดยการจัดสรรทรัพยากร งบประมาณ ความรู้ ความสามารถในการเข้าถึงตลาด ซึ่งต้องมีชุดความรู้เพียงพอที่จะเข้าไปต่อรองและมีข้อเสนอได้ รวมถึงข้อบ่งชี้ว่าภาครัฐควรมีแผนการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริง

               สุดท้ายคือการพัฒนาที่ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม เป็นระบบการผลิตสีเขียว (Green Growth) เช่น ไม่รุกล้ำพื้นที่สาธารณะ ไม่เผาทำลายป่า ไม่ใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในดินและลงสู่แหล่งน้ำ เป็นต้น แนวทางการพัฒนาทั้งสามประการนี้เชื่อมั่นว่าจะอยู่ในการประชุมครั้งนี้ ซึ่ง อ.วีระ ภาคอุทัย และคณะวิจัย ได้จัดทำรูปแบบการขับเคลื่อนโดยใช้พริกชัยภูมิเป็นต้นแบบ เพราะเป็นจังหวัดแรกที่มีการขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนจนประสบผลสำเร็จและสามารถสร้างเศรษฐกิจของอำเภอและจังหวัด รวมถึงการนำข้อค้นพบไปเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาจังหวัดในการขอแหล่งน้ำ อันเป็นความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร ซึ่งต้องสะสมข้อมูลและสอบถามติดตามเป็นระยะ

               “ความสำเร็จทั้งปวง สกว.และนักวิจัยพอใจหรือไม่ ต้องดูว่ากระบวนการทั้งหมดสามารถจำลองไปใช้ในพื้นที่อื่นในกลุ่มเกษตรกรที่ทำสินค้าชนิดอื่นได้หรือไม่ ต้องปสร้างองค์ประกอบ การสร้างความสัมพันธ์และการขับเคลื่อนอย่างไร แต่สิ่งสำคัญอีกประการคือ เพื่อพิสูจน์ว่ารูปแบบนี้เกษตรกรจะอยู่ได้และทำได้ต่อเนื่อง จะมีโครงการเช่นนี้ต่อไปหรือไม่ เราจะสร้างความมั่นใจได้หรือไม่ว่าจะสามารถใช้ภูมิปัญญาที่มีอยู่กับความรู้ที่สะสมมา รวมถึงข้อคิดจากกระบวนการสังเคราะห์เพิ่มเติม ทำให้เกษตรกรสามารรถทำต่อได้เอง เป็นวิทยากรเองได้ มีการแลกเปลี่ยนและนำเสนอต่อองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคราชการส่วนกลางได้ การพัฒนาก็น่าจะครบถ้วนสมบูรณ์”

               ขณะที่ อ.วีระ ภาคอุทัย หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า ชัยภูมิเป็นจังหวัดที่ปลูกพริกมากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย แต่ปัญหาพริกราคาตกต่ำ โรคและแมลงมาก ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ปัญหาการรวมกลุ่ม ต้นทุนการผลิตสูง คุณภาพ/มาตรฐานพริก การได้ใบรับรอง GAP และการวางแผนการผลิตที่เป็นระบบ อีกทั้งราคาพืชชนิดอื่นสูงกว่า ทำให้พื้นที่ปลูกพริกลดลงอย่างรวดเร็ว ผลผลิตต่อไร่ต่ำ แม้จะมีการส่งออกซอสพริก เครื่องแกงปรุงสำเร็จจำนวนมากแต่ไทยยังต้องนำเข้าพริกแห้งและพริกป่นจากต่างประเทศหลายร้อยล้านบาท จึงมีความต้องการพริกอีกมาก ซึ่งปัจจุบันต้องให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย

               การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม เกษตรกรจึงต้องผ่านการอบรมและตรวจสอบผลผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เช่น มีใบรับรองมาตรฐาน หรือใบ Q และ GAP จึงเป็นการจุดประกายให้ตนเข้ามาช่วยอบรมให้ความรู้ในการปรับปรุงวิธีการผลิตแก่เกษตรกรและหาช่องทางการตลาดพริกปลอดภัย โดยมีราคาที่สูงกว่าพริกทั่วไปเป็นแรงจูงใจ แต่ประโยชน์ที่เกษตรกรได้รับมีมากกว่านั้น ประการแรกคือสุขอนามัยที่ดีของตัวเกษตรกรเอง จากการลดการใช้สารเคมีอันตราย เน้นระบบป้องกันโรคและแมลงด้วยการเตรียมดินและปรับปรุงดินให้เหมาะสม เสริมการปรับสภาพดิน สอนทำน้ำหมักชีวภาพสูตรต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคด้วย นอกจากนี้ยังแนะนำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในขั้นตอนการผลิตให้ถูกสุขลักษณะ มีการดูแลให้มากขึ้น

               “ประเด็นสำคัญที่อยากเห็นคือ จิตสำนึกที่ดีของเกษตรกรที่ต้องระลึกตลอดเวลาว่าพริกที่ปลูกต้องสะอาด ปลอดภัย ผู้บริโภคก็เปรียบเช่นคนในครอบครัว ส่วนข้อแนะนำแก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อพริกคือ ควรเลือกซื้อจากร้านหรือแหล่งที่เชื่อถือได้ มีมาตรฐานรับรอง แต่ถ้าซื้อจากร้านทั่วไปให้ล้างหลาย ๆ รอบและเก็บไว้ในตู้เย็น 3-4 วันก่อนรับประทานเพื่อให้สารเคมีที่ปนเปื้อนลดลงก่อน นอกจากนี้ถ้าลวกในน้ำเดือน 2 นาที แล้วนำไปตากแดด 3-7 วัน จะช่วยหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อโรคและเอนไซม์ อีกทั้งช่วยให้สีและความเผ็ดของพริกคงที่ ทั้งนี้ตนต้องการให้เกษตรกรเข้มแข็ง พึ่งพาตัวเองได้ รู้จักการประสานงานและหาความรู้ใหม่ ๆ เพื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืน”

               จึงเป็นโจทย์ไปถึงรัฐบาลและนักการเมืองว่าจะยังต้องการให้เกษตรกรตกอยู่ในวังวนเดิมแบมือขอเพื่อต้องการเพียงแค่ฐานเสียงเท่านั้นหรือ

..........................

(หมายเหตุ : เกษตรกรปลูกพริกชัยภูมิเจ๋ง!ไม่ต้องก่อม็อบ สกว.หนุนออกจากวังวนอุบาทว์เดิมๆ : สำราญ สมพงษ์รายงาน)