ไลฟ์สไตล์

'รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา'เร่งตั้งศาลท่องเที่ยว

'รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา'เร่งตั้งศาลท่องเที่ยว

25 พ.ค. 2556

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา 'ป้ายแดง'เร่งตั้ง 'ศาลท่องเที่ยว' ต้อนรับเมืองไทย ไร้ 'โลว์ซีซั่น' : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ

                "รมว.ท่องเที่ยว ป้ายแดง" เน้นนโยบายเร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศ ด้วยการเชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศให้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ผ่านการประชาสัมพันธ์ และโฆษณาผ่านสื่อมวลชนต่างๆ กระตุ้นกระแสการเดินทางท่องเที่ยวด้วยงานกิจกรรมเทศกาล งานประเพณี และกิจกรรมอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการจัดตั้ง ”ศาลท่องเที่ยว” เพื่อให้มีหน่วยงานยุติธรรมสำหรับอำนวยความยุติธรรมแก่นักท่องเที่ยวเป็นการเฉพาะ เนื่องจากรัฐบาลมีความตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดแก่นักท่องเที่ยว และนำไปสู่การลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ร่วมกันระหว่างตำรวจ ศาลยุติธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา เพื่อให้มีกระบวนการยุติธรรมในการดูแลนักท่องเที่ยวทั้งระบบ อันเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ด้วยการแสวงหาความร่วมมือจากพี่น้องคนไทยทั้งประเทศร่วมมือกกันเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ ร่วมกันดูแลนักท่องเที่ยวให้เกิดความปลอดภัย และมีความสุขให้มากที่สุดตลอดระยะเวลาที่ท่องเที่ยว หรือพักอาศัยอยู่ในประเทศไทย

                สมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ "รัฐมนตรีป้ายแดง" อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา" ท่ามกลางการท่องเที่ยวเมืองไทยยุคเฟื่องฟู ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคน ภายในปีนี้ จนทำให้เมืองไทยไม่มี "โลว์ซีซั่น" เน้นประชาสัมพันธ์ต้องตรงใจ ตรงจุด และให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินนักท่องเที่ยวเป็นเรื่องหลัก

                รัฐมนตรีสมศักย์ เล่าว่า ได้เดินทางไปเยี่ยมนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีที่ได้รับบาดเจ็บ จากกรณีเรือสปีดโบ๊ท 2 ลำชนกันกลางทะเลพัทยา ห่างจากเกาะล้านประมาณ 800 เมตร จนทำให้นักท่องเที่ยวเกาหลีรายหนึ่งขาขาด ภรรยาของนักท่องเที่ยวรายนี้เสียใจมาก เพราะสามีเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการขับแท็กซี่ แต่จากนี้ไปจะไม่สามารถกลับไปทำอาชีพเดิมได้อีก นอกจากนี้ ยังได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานของไทยล่าช้า ในฐานะผู้ดูแลการท่องเที่ยวของประเทศจึงลงไปตรวจสอบด้วยตนเองว่า นักท่องเที่ยวจะได้รับความช่วยเหลือตามกฎหมายอย่างไร ปัญหาอุปสรรคของหน่วยงานราชการในการให้การช่วยเหลือเป็นอย่างไร เพราะค่ารักษาพยาบาลจริงของนักท่องเที่ยวที่ได้รับบาดเจ็บกรณีนี้ สูงกว่าอัตราที่ทางราชการจ่าย ทำให้หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทั้งหมด

                "ปัญหาอยู่ที่นักท่องเที่ยวเกาหลีที่ขาขาด เพราะเขามีอาชีพเป็นคนขับแท็กซี่ ตอนที่ผมไปเยี่ยม ภรรยาของเขาคลุ้มคลั่งมาก ตั้งคำถามผ่านล่าม 2 ข้อ คือ กรณีนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเป็นที่ประเทศเกาหลี ไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว หน่วยงานของไทยให้การช่วยเหลือล่าช้ามาก ถ้าเป็นเกาหลีจะไม่ช้าแบบนี้ ผมสะเทือนใจมาก เขาเครียดมาก เพราะสามีของเขาจะขับแท็กซี่หาเลี้ยงครอบครัวไม่ได้อีก สามีของเขาต้องกลายเป็นคนพิการ ผมเข้าไปเยี่ยมเขาใน 2 ฐานะ คือ ตัวแทนรัฐบาลไทย ไปขอโทษเขาที่ผู้ประกอบการของไทยกระทำการโดยประมาท และในฐานะคนไทย ที่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวเกาหลีรายนี้ จนทำให้เขากลายเป็นคนพิการ"

                รัฐมนตรีสมศักย์ บอกด้วยว่า ในกรณีนี้ ตามระเบียบราชการสามารถให้การช่วยเหลือได้รายละไม่เกิน 400,000 บาท เป็นเงินช่วยเหลือคนพิการ 100,000 บาท และเงินชดเชยความพิการหรือเสียชีวิต 300,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีเงินประกันของสปีดโบ๊ทอีกไม่มากนัก แต่เงินสำหรับส่งตัวนักท่องเที่ยวกลับประเทศเกาหลียังไม่มี ซึ่งจะต้องกลับไปหารือกระทรวงการคลังว่า จะช่วยเหลือได้อย่างไร เพราะขณะนี้ ค่ารักษาพยาบาลของแต่ละรายประมาณล้านกว่าบาท ที่บาดเจ็บสาหัสประมาณ 2 ล้านกว่าบาท แต่ได้รับเงินจริงเพียง 400,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จะต้องหาทางช่วยเหลือให้นักท่องเที่ยวได้รับค่ารักษาพยาบาลตามจริง ส่วนเงินชดเชยความพิการจำนวน 300,000 บาท มองว่า อาจจะเหมาะสมกับคนไทย แต่อาจจะไม่เหมาะสมกับคนเกาหลีที่มีรายได้สูง และต้องหาคำตอบให้กับสถานทูตเกาหลีด้วยว่า จะช่วยเหลืออย่างไรต่อไป

                สำหรับมาตรการที่จะให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในอนาคตนั้น รัฐมนตรีสมศักย์ กล่าวว่า เน้นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยจะต้องไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการตั้ง "ศาลท่องเที่ยว" ที่จากกรณีสปีดโบ๊ทชนกัน ทำให้ต้องเร่งติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้เป็นกรณีเร่งด่วน จึงได้หารือศาลยุติธรรม ซึ่งทางศาลยุติธรรมบอกว่า ในอำนาจของศาล อาจจะเร่งรัดการพิจารณาคดีแบบต่อเนื่องจนเสร็จสิ้น หรือเปิดที่ทำการศาลนอกเวลาราชการ หรือเปิดแผนกคดีท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยว หรือสุดท้าย ร่างกฎหมายตั้งศาลท่องเที่ยวขึ้นมา เมื่อศาลยุติธรรมมีทางออกให้ดังนี้ จึงต้องย้อนไปขอความร่วมมือคือต้นทาง คือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะตำรวจมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว อาชญากรมุ่งเป้าไปที่นักท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวมีเวลาอยู่ในประเทศไทยไม่นาน เมื่อคดีถึงกระบวนศาลยุติธรรม แต่ไม่มีโจทก์ เพราะโจทก์ที่เป็นนักท่องเที่ยวกลับประเทศไปแล้ว คดีก็จะล่าช้า หรืออาจจะยกฟ้องในที่สุด
 "สิ่งใดที่เป็นการดูแลนักท่องเที่ยว ผมจะทำ ถึงแม้ว่าบางเรื่องจะไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของผมก็ตาม ต่อไปผมจะไปพบอัยการสูงสุดเพื่อหารือให้เสร็จสิ้นในกระบวนการศาลยุติธรรม และทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน เพื่อบริการนักท่องเที่ยวจุดเดียวแบบเบ็ดเสร็จ และการมีศาลท่องเที่ยวจะสามารถพิจารณาคดีอาญาและคดีแพ่งได้ และอาจจะรวมถึงคดีหลอกลวง ฉ้อโกง ด้วย"

                นอกจากนี้ยังมีเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองไทย ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่า ได้รับการเชื้อเชิญจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ไปทำเวิร์กช็อปร่วมกัน เพื่อหามาตรการในการรักษาความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะความรับผิดชอบของแต่ละกรมของทั้งสองกระทรวง เพราะการเสียชีวิตจากการใช้รถใช้ถนนของนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย เป็นการทำลายภาพลักษณ์ที่ดีของเมืองไทย จึงได้หารือกันทั้งในเรื่องกำลังพลที่ไม่เพียงพอ ข้อกฎหมายที่ต้องปรับปรุงแก้ไข จากนั้นให้นำระบบเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ด้วย

                "ในเรื่องของรถ บางครั้งตรวจสภาพรถผ่าน รถพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่คนขับไม่พร้อม รัฐมนตรีคมนาคมเสนอให้นำวิดีโอติดตั้งไว้ในรถ เพื่อดูว่าคนขับหลับในหรือไม่ มีการเจาะใต้ท้องรถเพื่อขโมยของผู้โดยสารหรือไม่ หรือเรื่องใบอนุญาตขับขี่สากล ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องมี ในกรณีขับรถยนต์ข้ามแดน หรือมาเช่ารถยนต์ขับขี่ท่องเที่ยวในเมืองไทย แล้วเกิดอุบัติเหตุ ถ้าไม่มีใบอนุญาตขับขี่สากล ประกันไม่รับผิดชอบ อีกอย่างผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวของไทยไม่ค่อยใส่ใจเรื่องหลักฐานสำคัญเหล่านี้ ขอแค่มีพาสปอร์ต กับมีเงิน ก็โอเคแล้ว แต่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวว่า ขับถูกเลนไหม บ้านเขาพวงมาลัยซ้าย บ้านเราพวงมาลัยขวา ไม่มีการตรวจสอบ หรือให้คำแนะนำใดๆ ทั้งสิ้น ผมว่า ควรมีการติดตั้งระบบจีพีอาร์เอสในรถเช่าทุกคัน และแนะนำเป็นภาษาต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษารัสเซีย เป็นต้น"

                แม้เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวจะเป็นความรับผิดชอบของบางหน่วยงาน แต่ในฐานะเจ้าภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจึงต้องลงไปตาม และดูแลให้เรียบร้อย หลังทำเวิร์กช็อป ต้องเร่งหามาตรการร่วมกับกระทรวงคมนาคม ถ้าจะต้องมีการแก้ไขข้อกฎหมายเพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้นก็ต้องทำ เช่น กรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติเช่ารถจักรยานยนต์ เป็นหน้าที่รับผิดชอบของใคร ปรากฏว่า ไม่มีกำหนดในข้อกฎหมายกำหนด ดังนั้นกระทรวงคมนาคมซึ่งรับผิดชอบโดยตรง ต้องไปดูว่า จะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง จะต้องเขียนเพิ่มเติมก็ต้องทำ เพื่อให้ครอบคลุมรอบด้าน

                อีกเรื่องที่ต้องทำเพื่อความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยวเมื่อมาเที่ยวเมืองไทย ก็คือ "ป้ายบอกทาง" หรือป้ายต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้อาจจะมีแค่ภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ ต่อไปนี้ก็อาจจะเพิ่มภาษาต่างประเทศอื่นๆ เช่น ภาษารัสเซีย ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้หารือร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อจะยกระดับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย เน้นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและกำลังทรัพย์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประเทศไทยมากกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ 2 ล้านล้านบาท ในปี 2558 และจะพยายามสกัดกั้น "ทัวร์ 0 เหรียญ" ซึ่งอาจจะต้องไปลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลจีน เพื่อหาทางยับยั้งทัวร์ประเภทนี้ไม่ให้เข้ามาทำลายเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

                ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (Tourist Police) ที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยมี พล.ต.ต.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว และข้าราชการตำรวจในสังกัด ต้อนรับ ซึ่งผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยวมีเจตนารมณ์ในการนำพากองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวมุ่งสู่ความเป็น "ตำรวจมืออาชีพ" เพื่อไปสู่เป้าหมายในการเพิ่มรายได้ด้านการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท ในปี 2558 ตามที่รัฐบาลกำหนดตั้งเป้าไว้

 

.....................................................

( รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา 'ป้ายแดง'เร่งตั้ง 'ศาลท่องเที่ยว' ต้อนรับเมืองไทย ไร้ 'โลว์ซีซั่น' : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ)