
กวีในโลกมายาว้าเหว่
ไม่กี่วันมานี้ วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ได้ประกาศลาออกจากการเป็นกรรมการรางวัลนายอินทร์ อะวอร์ด เนื่องจากมีแรงเสียดทานขั้วทางการเมือง พร้อมกับลาออกจากการเป็นคณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า ของ "รัฐสภา" ด้วย
พร้อมกันนี้เขายังจับมือกับเครือข่ายราษฎรนักเขียนศิลปินฯ เปิดตัว "ดี พับลิชชิ่ง" (D-Publishing)สำนักพิมพ์บทกวีสีแดง ทำ ดี แม็กกาซีน (D-Magazine) นิตยสารรายสะดวก ที่ออกฉบับปฐมฤกษ์ไปแล้ว โดยบอกเพียงสั้นๆ ว่า
“นี่เป็นความฝันอันเก่าแก่(ตั้งแต่หลัง 14 ตุลา) และถึงตอนนี้ผมก็ยังฝันถึงมันอยู่”
ลองมาฟังที่มาที่ไป และความรู้สึกของนักเขียนมุมต่างคนนี้ดู
เพื่อนบ้านทั่วไปเขาเรียกนักเขียนว่ากวีรวมๆ กันไป เพื่อนบ้านแต่งตั้งเราเป็นกวี แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเราเขียนอะไรบ้าง ได้ยินได้ฟังแล้ว นึกอยู่ในใจว่าโลกส่วนตัวของกวีกับโลกของเพื่อนบ้าน ยังมีช่องว่าง
ผู้อาวุโสที่สุดที่ลงชื่อในเครือข่ายนี้คือ ลาว คำหอม หรือ คำสิงห์ ศรีนอก ผมเองเป็นคนโทรไปเชิญท่านร่วมลงชื่อ ท่านอ่านเนื้อความในแถลงการณ์ครั้งนั้นแล้วก็บอกว่ารัดกุมดี เป็นผู้ใหญ่ ไม่ก้าวร้าว ใครที่ชอบหรือไม่ชอบการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ขอให้อ่านแถลงการณ์นั้นเสียก่อนที่จะว่ากล่าวอะไรกัน มีตีพิมพ์ในเนชั่นสุดสัปดาห์
เหตุที่ไปเชิญผู้ใหญ่มาลำบากลำบนด้วยนี้ เพราะที่ผ่านมา 2-3 ปี เมื่อใดที่ผมแวะเยี่ยม ลาว คำหอม ที่ไร่ปากช่อง เป็นได้คุยกันยาว บางทีกะจะแวะแป๊บเดียวก็เลยได้ค้างคืน เพราะบรรยากาศดีและไวน์อร่อย-ฮา ผู้เฒ่าแห่งไร่ธารเกษมนั้นมีจุดยืนทางการเมืองมาตลอดชีวิตของท่าน คือปรารถนาเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของคนยากคนจนดีขึ้น ยิ่งเป็นคนอีสานนั้นแน่นอน “ลาว” อย่างลาวคำหอมผูกพันมั่นฮัก ใครมาทำให้ชีวิตคนอีสานดีขึ้น ท่านย่อมชื่นชม ยิ่งถ้าอ่านเรื่องสั้นเด่นๆ ของท่านอย่าง เขียดขาคำ สะท้อนปัญหา “โง่จนเจ็บ” เด็กน้อยในเรื่องไปหาเขียดกับพ่อแล้วโดนงูกัดตาย ตัวพ่อขึ้นไปบนอำเภอก็ต้องนั่งรอจนบ่าย แถมถูกล้อเลียนเป็นตัวตลก ซึ่งหากเป็นยุคมี 30 บาทรักษาทุกโรค โศกนาฏกรรมอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ขึ้นไปอำเภอก็ 10 นาทีเสร็จ ข้าราชการไม่ทำตัวเป็นเจ้านาย นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งท่วมท้นของประชาชนระยะปี 2544 ก่อนจะโดนคณะรัฐประหารของอภิสิทธิ์ชนโค่นลงไป
การแสดงตัวทางการเมืองของชาวเครือข่าย ย่อมมีทั้งด้านบวกด้านลบ เราได้รู้ว่าหลายคนระดับ บก.คอลัมนิสต์ ในสำนักพิมพ์ใหญ่บอกมาว่าเห็นด้วยแต่ลงชื่อด้วยไม่ได้ เป็นอันเข้าใจกันดี ส่วนที่ "ช็อก" ก็มี แบบนึกไม่ถึง พี่วัฒน์เป็นสีแดงหรือ แถมส่งคลิปเย้ยหยันประเภท รักประชาธิปไตยนักหรือ ที่ระบายสีความเลวร้ายของอดีตนายกฯ มาให้ดู ก็ได้แต่ขำครับ เพราะพี่วัฒน์นั้นเห็นว่าทั้งสีเหลืองสีแดงมาจากดวงตะวันเดียวกัน เพียงตกกระทบต่างองศาและต่างมุมมอง ไม่อยากคุย ว่าแกนนำสีเหลืองบางคนนั้น ก็ยังนัดกินดื่มกันเป็นครั้งคราว ความเป็นเพื่อนจีรังกว่าฤดูกาลทางการเมือง
ปฏิกิริยาตอบกลับยิ่งกว่านั้นคือการโดน "คว่ำบาตร" จากบริษัทยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก-ฮา แหม...เล่นคว่ำบาตรกัน แล้วหลวงตาวัดปากช่องกับหลวงพี่วัดไทรโยคจะฉันอะไรล่ะ ล้อเล่นครับ ไม่ได้เสียผลประโยชน์ เสียใจ หรือโกรธอะไรเลย คนเคยคบหาสมาคมกัน
กลุ่มกวีนักเขียนไปแสดงตัวเช่นนั้นได้อะไร ที่ผมคิดเองคนเดียวคือ อย่างน้อยๆ ก็ทำให้มวลชนคนรากหญ้าได้รู้ว่า ยังมีกลุ่มคนที่น่าสงสารที่เรียกว่า "กวี" อยู่ในบ้านนี้เมืองนี้ คอลัมนิสต์บางคนหมั่นไส้คำว่า "รากหญ้า" ว่าไม่เห็นมีใครเคยนิยามไว้ ทำให้ผมนึกถึงคำของ ศรีบูรพา ว่า คนบางคนรู้แล้วทำเป็นไม่รู้ เพราะเป็นคนฉลาดในทางเอาตัวรอด ส่วนที่ว่าน่าสงสารกวีก็ตรงที่ ประชากรไทยมีตั้งกว่า 60 ล้านคน แต่กวีขายหนังสือได้แค่ไม่กี่ร้อยเล่ม กวีจึงต้องยอมจำนนอยู่ในโลกมายาของรางวัลอุปถัมภ์ร่ำไป ซึ่งผมเห็นว่าในความตื่นตัวของมวลชนคนรากหญ้า น่าจะเป็นโอกาสที่กวีจะได้ออกจากโลกมายาอันว้าเหว่เข้าไปหาโลกอันสว่างจ้าแจ่มใส คนรากหญ้าไม่โง่ เขาอ่านบทกวีรู้เรื่อง ในบ้านเรือนของเขาต่อไปนี้ จะต้องมีหนังสือวรรณกรรมและอื่นๆ มิฉะนั้นเขาก็จะโดนเย้ยหยันร่ำไปว่า คนรากหญ้าโง่ เลือกนักการเมืองโกง พูดย้ำด้วยวาทกรรมนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อที่ว่าจะย่ำยีประชาธิปไตยอย่างไรก็ได้ ฉีกรัฐธรรมนูญได้ ล้มรัฐบาลที่คนส่วนใหญ่เลือกมาได้ ขณะที่นานาอารยประเทศเขาก็มีเรื่องนักการเมืองโกง หาผลประโยชน์ต่างๆ แต่เขาไม่ถึงขั้นล้มล้างอำนาจอธิปไตยของประชาชน ปัญหาทางการเมืองก็ต้องแก้ไขไปตามระบบการเมือง
ผลจากการถูกคว่ำบาตร ผมรู้สึกว่าดีเหมือนกัน คือผมจะถอยจากกิจกรรมเรื่องรางวัลวรรณกรรมทั้งหมด ถึงแม้บางที่เขาก็ดีกับเรามาก ทั้งนี้เพื่อทุ่มเทเวลาให้แก่ “ D แม็กกาซีน” รายสะดวกของเครือข่ายราษฎรนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย วางฤกษ์เปิดตัวฉบับแรก 24 มิถุนายน นี้ จะขายตรงสู่มือคนรากหญ้าโดยตรง ไม่ผ่านระบบธุรกิจหนังสือ
ล่าสุดหนังสือไม่ทันเสร็จ แกนนำคนแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ติดต่อจะช่วยกระจายหนังสือให้ เขาบอกว่า ขอเพียงให้เขียนพูดถึงความไม่เป็นธรรมต่างๆ เช่น ทำไมชาวนาต้องจนดักดานทั้งที่ไทยเคยส่งข้าวขายมากที่สุดในโลก ฯลฯ
นอกจากทำหนังสือแล้ว เครือข่ายฯ จะพานักเขียน ศิลปิน เดินสายไปร่วมเวทีสัมมนาย่อยกับมวลชนรากหญ้ากันให้ครื้นเครง ทั้งในปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ และทางภาคอีสาน ภาคเหนือ คุยการเมือง ร้องเพลง อ่านบทกวี ฯลฯ เพื่อที่จะได้เรียนรู้จากกันและกัน เลิกเก็บตัวหงอยเหงาว้าเหว่รอการอุปถัมภ์ เข้าไปหามวลชน แล้วมวลชนจะเป็นเพื่อนคุณ
ผมยังเพ้อฝันไปอีกหลายเรื่อง แต่อย่าเพิ่งพูดไปให้น่าขันเลย เริ่มลงมือกับความฝันที่หนึ่งก่อน
มหากวีอย่าง รพินทร์นาถ ฐากูรบอกว่าพระเจ้าอยู่ในทุ่งนา บัดนี้ถึงเวลาที่กวีต้องเดินเข้าไปหาพระเจ้า...เชิด
วัฒน์ วรรลยางกูร



