
'เสริมศักดิ์'ยันสอบวินัยร้ายแรง'ชินภัทร'
'เสริมศักดิ์'ยันสอบสวนวินัยร้ายแรง'ชินภัทร' ด้าน เลขาฯกพฐ.เมินออกความเห็นไม่เป็นธรรม ปฏิเสธไม่รู้ใบสั่งการเมือง
21พ.ค.2556 จากกรณีที่คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงการทุจริตสอบครูผู้ช่วย ที่มีนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน มีมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) 4 ราย ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้สอบสวนชี้ความผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง และทางรมว.ศึกษาธิการได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ศธ. 323 /2556 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง ตามนัยมาตร 82 (2) ประกอบมาตรา 85 (7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.255 นั้น
นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายชินภัทร มีนายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เป็นประธาน และกรรมการ มีดังนี้ นางวราภรณ์ สีหนาท รองเลขาธิการกกอ. นายวัชริทร์ จำปี ผู้ตรวจราชการศธ. นายเฉลิมชนม์ แน่นหนา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากฎหมายการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และนายขจร จิตสุขุมมงคล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพัฒนาสมรรถนะบุคคล สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กรรมการและเลขานุการ นายกำพล วันทา นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานปลัดศธ. กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และนายสุภัทร บุญส่ง นิติกรชำนาญการ สกอ. กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ โดยให้คณะกรรมการสอบสวนรีบดำเนินการสอบสวนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว อนึ่ง หากผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำสั่งนี้ และประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งนี้ ให้อุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่งนี้ โดยให้อุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม(ก.พ.ค.)
ส่วนเหตุผลที่ผมเสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้าย นายชินภัทร คนเดียว ทั้งที่คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงฯ ที่มีปลัดศธ. เป็นประธาน ชี้มูลกล่าวหาถึง 4 คน เพราะเห็นว่า คณะกรรมการสืบสวนฯชี้มูลชัดเจน ในฐานะที่ นายชินภัทรเป็นผู้บริหารที่มีความรับผิดชอบสูงสุดของสพฐ. ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องอีก 3 คนถือเป็นผู้รับคำสั่ง ซึ่งต้องมีการสอบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป อีกทั้งคณะกรรมการสืบสวนฯได้นำประเด็นของการรายงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุดรธานี เขต3 และสพป. ยโสธร เขต1 ที่ได้มีการรายงานว่ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตทั้งทางโทรศัพท์และวันต่อมาก็มาเข้าพบผู้ใหญ่ที่ส่วนกลาง และมีการทำเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งคณะกรรมการสืบสวนฯสรุปว่า ที่เขตพื้นที่ฯรายงานมานั้น เป็นข้อมูลที่สำคัญ พบโพยเฉลยข้อสอบ และยึดโทรศัพท์มือถือได้ที่ สพป. อุดรธานี
ส่วนที่ยโสธรเป็นยางลบที่มีตัวเลข 50 ข้อ ซึ่งเมื่อมีการรายงานถึงส่วนกลางและเป็นเรื่องที่สำคัญมีผลต่อความเป็นธรรมต่อผู้เข้าสอบ เป็นความผิดที่รุนแรงและกระทบต่อศธ. ซึ่งคณะกรรมการสืบสวนฯสรุปว่า ถ้าผู้บังคับบัญชาสูงสุด นำข้อมูลเหล่านี้มาตรวจสอบ ก็จะรู้ว่าเป็นโพยเฉลยข้อสอบ และถ้ารู้ว่าเฉลยข้อสอบรั่ว และแพร่กระจายไปทั่ว ถือเป็นความผิดที่มาก เมื่อไม่ตรวจสอบและยังไม่มีการสงผลคะแนนไปให้อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ฯประกาศ ส่งแต่ลำดับที่ ซึ่งทางเขตพื้นที่ฯ ได้มีการติงมาว่า ถ้าส่งคะแนนสอบมาให้เขตพื้นที่ฯ เห็นผลคะแนนว่าที่สูงผิดปกติ เขาก็อาจจะเลื่อนประกาศผลสอบได้ทัน ซึ่งหากผู้บริหารสูงสุดตรวจสอบ และยกเลิกการสอบตั้งแต่ตอนนั้นก็ถือว่ายังเสียหายไม่มาก จึงถือว่านายชินภัทร ละเลยการปฎิบัติหน้าที่
“การตั้งคณะกรรมการฯ ดังกล่าวไม่ได้กลั่นแกล้งใคร และดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ยิ่งช่วงนี้มีข่าวว่าการสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่มีการรับเงินกันอีกแล้ว ก็ยิ่งทำให้ไม่สบายใจ จึงอยากให้ผลการสอบออกมาเป็นที่ประจักษ์โดยเร็ว และยืนยันว่าเรื่องนี้จะไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน นายเสริมศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ต้องโยกย้ายผู้ที่ถูกสอบไปยังที่อื่น แต่ครั้งนี้คงต้องฟังจากคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ก่อนว่าในการสอบสวนทางผู้ถูกสอบมีการขัดขวาง หรือไม่เอื้ออำนวยหรือไม่ จากนั้นจะได้มีการพิจารณาโยกย้ายต่อไป เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกสอบด้วย และหากต้องมีการโยกย้ายผู้ถูกสอบไปยังหน่วยงานอื่น จะต้องเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.)การสอบสวนวินัยฯ ในครั้งนี้จะต้องให้ได้ผลการสอบโดยเร็ว ซึ่งหากพบว่ามีความผิดจริงการลงโทษทางวินัยร้ายแรงจะมี 3 ระดับคือ ให้ออก ปลดออก และไล่ออก ทั้งนี้ แม้ผู้ถูกสอบจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ก็ต้องมีผลย้อนหลังโดยสิทธิต่างๆ ที่ได้รับหลังจากการเกษียณฯ ก็จะเสียไปทั้งนี้คณะกรรมการสอบสวนฯ
นายชินภัทร กล่าวว่า แม้ผลจะออกมาเป็นการสอบวินัยร้ายแรงที่ตนคนเดียวก็รับได้ไม่เป็นไร เพราะการรับราชการเป็นเรื่องปกติที่หากการปฏิบัติหน้าที่มีปัญหาเกิดขึ้นต้องมีระบบดำเนินการเพื่อไม่ให้ปัญหานั้นเกิดซ้ำ และไม่ขอแสดงความคิดเห็นว่าการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงครั้งนี้มีความเป็นธรรมหรือไม่ เพราะความเห็นส่วนนี้ควรให้บุคคลภายนอก หรือสังคมใช้ดุลยพินิจหรือให้ความเห็นมากกว่า เพราะหากตนพูดทางใดทางหนึ่งอาจมีการตีโจทย์ได้ว่าเป็นการปกป้องตนเอง
ส่วนหากจะต้องมีการโยกย้ายไปช่วยราชการที่อื่นระหว่างมีการสอบสวนวินัยร้ายแรงหรือไม่นั้น ตนมองเรื่องนี้ใน 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก การโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นเหตุผลจำเป็น คือ เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน ส่วนอีกประการหนึ่งที่ คือ ต้องพิจารณาถึงความต่อเนื่องของงาน เนื่องจากงานที่กำลังขับเคลื่อนในองค์กรขนาดใหญ่มีภารกิจกว้างขวาง และมีนโยบายสำคัญหลายเรื่องอาจจะได้รับผลกระทบ ซึ่งการให้คนมาทำหน้าที่รักษาราชการแทน คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะกว่าจะเรียนรู้งาน และระบบงาน สพฐ.ความเป็นงานของนโยบายคงจะไม่ใช่เรียนรู้ได้ในระยะเวลาสั้น ตนห่วงประเด็นนี้เป็นสำคัญ ส่วนที่ว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับใบสั่งการทางการเมืองหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ



