
การบริหารจัดการความโลภ(4)เมื่อความโลภอวตาร
ความโลภนั้นมีหลายๆ ชื่อ อวตารได้หลายๆ ปาง บางครั้งอวตารเป็นราคะคือดำฤษณา หมกมุ่นในทางกามารมณ์ ก็คือความรักนั่นเอง
คำว่ารักแผลงมาจากคำว่าราคะ ราคะๆๆๆ เรียกติดกันเร็วเป็น รัก บางครั้งความโลภอวตารไปเป็น ความรัก ถ้าบริหารจัดการไม่ดีก็ฆ่ากัน บางครั้งอวตารมาเป็น อยากได้อยากมี อยากเป็น ชื่อว่าตัณหา เห็นหรือยัง ตัณหาคือความอยากนั่นเอง และบางครั้งก็แสดงตัวในฐานะตัวจริงเสียงจริง ก็คือความโลภ
ฉะนั้นในวันนี้ถ้าพูดถึงความโลภจะหมายรวมถึงกิเลสสามตัวนี้ แต่จะเจาะจงไปที่ความโลภซึ่งกำลังประทุษร้ายสังคมไทย เอาความโลภในเชิงวัตถุก่อน ส่วนความโลภในเชิงราคะอันนั้นพักไว้ก่อน เพราะอาตมภาพไม่มีประสบการณ์ เก็บไว้ให้ผู้มีประสบการณ์พูด ความโลภในเชิงวัตถุ เช่นโลภทรัพย์สินสมบัติ โลภข้าวของเงินทอง โลภในยศศักดิ์อัครฐาน ทั้งหมดนี้ บางครั้งเรียกว่าตัณหาก็ได้
ความโลภนี้แค่ไหนจึงจะพอดี แค่ไหนจึงจะอันตราย ความโลภในระดับปกติ ที่ทำให้เราอยากสร้างเนื้อสร้างตัวก็เป็นความโลภ ความโลภทำธุรกิจอยากได้กำไรก็เป็นความโลภ มันจะเป็นความโลภที่หล่อเลี้ยงมนุษย์ให้สร้างเนื้อสร้างตัวอยู่ได้ แต่จะเป็นความโลภที่อันตรายก็ต่อเมื่อเป็นความโลภเกินความพอดี ซึ่งภาษาพระท่านใช้คำว่า อภิชฌาวิสมโลภะ แปลว่าความโลภเกินพิกัด ซึ่งความโลภเกินพิกัดนี้เองที่ทำให้เราเดือดร้อน ถ้าโลภธรรมดา เช่น อยากได้เสื้อมาสวมสักตัวหนึ่ง อยากมีเงินสักจำนวนหนึ่ง มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มีรถสักคันหนึ่งเพื่อเป็นพาหนะ โลภระดับนี้ในทางพุทธศาสนาก็พอรับได้ แต่ความโลภที่เกิดพิกัดเกินบ้านเกินเมืองนี่แหละที่เราจะต้องมาบริหารจัดการกัน
ในเมื่อความโลภนั้นเป็นกิเลสที่ทำให้เราอยากได้ไม่รู้จบน่ะ เวลาเราจะบริหารจัดการเขาเราจะทำอย่างไร เราจะต้องรู้ธรรมชาติของความโลภ ธรรมชาติของความโลภเป็นอย่างไรอาตมาจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ พระพุทธเจ้าทรงนำมาเล่า อาตมภาพนำไปเล่าที่อเมริกา ฝรั่งบอกพระอาจารย์นี่คือจุดเริ่มต้นของพุทธเศรษฐศาสตร์ ทำไมพระพุทธเจ้าสอนเศรษฐศาสตร์ได้ มันดีเหลือเกิน นิทานชาดกของพระพุทธเจ้าเรื่องนี้จะสอนธรรมชาติของความโลภ คุณโยมฟังให้ดี
ในสมัยโบราณกาลนี้ มีพระจักรพรรดิพระองค์หนึ่ง ชื่อพระจ้ามัททราช พระเจ้ามัททราชนี้เป็นพระจักรพรรดิที่มีทรัพย์สินสมบูรณ์ที่สุดในโลก พระชนมายุยืนนาน ๘๔,๐๐๐ ปี พวกเรานี้อยู่กันมา ๖๐-๗๐ ปีนี้เป็นยังไง เต็มกลืนแล้วใช่ไหม อันนี้ ๘๔,๐๐๐ ปีน่ะ อายุ ๑ หมื่นนี้ยังวัยรุ่นอยู่เลย แล้วเป็นจักรพรรดิที่มีช้างแก้ว ม้าแก้ว นางแก้ว ขุนพลแก้ว และจักรแก้ว ทรัพย์สินสมบัติของพระองค์นั้นสมบูรณ์พูนสุขถึงขนาดถ้าอยากได้เงินมาใช้ เสด็จดำเนินออกมาในที่โล่งแจ้ง เอามือซ้ายตบมือขวา ฝนเงินฝนทองจะตกลงมาสูงท่วมหัวเข่า ถ้าเป็นสมัยนี้เดินออกไปในที่โล่งแจ้งตบมือ บัตรต่างๆ วีซ่าบ้าง เครดิตการ์ดทั้งหลายตกลงมา ให้คุณโยมใช้กันทั้งบัตรเงินบัตรทองกดได้ทั่วโลกไม่มีวงเงินจำกัด ก็ร่ำรวยขนาดนี้น่ะ ถ้าจะปาหัวหมูหัวหมาใช้เพชรใช้พลอยก้อนเท่ากำปั้นขว้างปา ถนนหนทางทั้งหลายเสริมใยเพชรเสริมใยพลอย ไม่ใช่เสริมใยเหล็ก เมืองทั้งเมืองมลังเมลืองไปด้วยรัศมีของเพชรพลอยและเพชรนิลจินดาทั้งหมด นางสนม ๘๔,๐๐๐ คน
คุณโยมคิดดูซิ ในโลกนี้มีใครสมบูรณ์พูนสุขขนาดนี้ไหม เป็นจักรพรรดิที่สมอยากในทุกๆ เรื่อง แต่อยู่มาวันหนึ่งทรงเบื่อชีวิตขึ้นมา ทรงเรียกประชุมแล้วก็ถามมหาดเล็กว่า ในโลกนี้มีใครรวยมั่งคั่งเท่าฉันไหม มหาดเล็กก็ตอบว่า ในโลกนี้เมื่อเราทอดตามองไปแล้ว ไม่ว่าประเทศไทย ไม่ว่าสิงคโปร์ ไม่ว่าอเมริกา จีน อังกฤษ ไม่มีใครรวยเท่าพระองค์อีกแล้ว



