ไลฟ์สไตล์

ปลดแล้ว!'หมอวิทิต'พ้นผอ.อภ.

ปลดแล้ว!'หมอวิทิต'พ้นผอ.อภ.

17 พ.ค. 2556

บอร์ด อภ.มีมติเอกฉันท์ ปลด'หมอวิทิต'พ้นเก้าอี้ ผอ.อภ. สังเวยจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราฯ สร้างโรงงานวัคซีนล่าช้า ด้าน'เจ้าตัว'บอกรู้มาระยะหนึ่งแล้ว

               17 พ.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการองค์การเภสัชกรรรม (บอร์ด อภ.) ใช้เวลาทั้งสิ้นกว่า 6 ชั่วโมง เฉพาะวาระการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการจัดซื้อวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอล ความล่าช้าในการก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก และการสร้างโรงงานยาต้านไวรัสเอดส์ล่าช้า รวมถึงวาระการเลิกจ้าง นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผอ.องค์การเภสัชกรรมใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมง โดยบอร์ดทั้งหมด 14 คน มีกรรมการเข้าประชุม 13 คน ยกเว้น นพ.เรวัต วิศรุตเวช

               นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานบอร์ด อภ.แถลงภายหลังการประชุมว่า บอร์ดมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า ผอ.องค์การเภสัชกรรมได้บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง ซึ่งผู้ว่าจ้างคือ องค์การเภสัชกรรมเห็นควรเลิกจ้าง ยุติสัญญาจ้าง โดยจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบอีกครั้ง ซึ่งตามระเบียบต้องนำเสนอโดยเร็วที่สุด ระหว่างนี้บอร์ดมีมติให้ นพ.วิทิตยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันทีจนกว่าจะมีมติ ครม.หรือมีคำสั่งเป็นอื่น โดยไม่มีการจ่ายชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น และมอบหมายให้ ภญ.พิศมร กลิ่นสุวรรณ รองผอ.องค์การเภสัชกรรม รักษาการในตำแหน่ง ผอ.จนกว่าจะได้ ผอ.คนใหม่ด้วยการสรรหา

               ประธานบอร์ด อภ.ระบุว่า ตามสัญญาจ้างระบุว่า ผู้ว่าจ้างมีสิทธิเลิกจ้าง ซึ่งในกรณีนี้บอร์ดพิจารณาเห็นว่าควรเลิกจ้างด้วยเหตุผล 3 ข้อหลัก คือ 1.จงใจทำให้ผู้ว่าจ้างได้รับความเสียหาย 2.ประมาทเลินเล่อทำให้ผู้ว่าจ้างได้รับความเสียหาย และ3.ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบ หรือวินัยของพนักงานองค์การเภสัชกรรมหรือคำสั่งของผู้ว่าจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและผู้ว่าจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ทั้งนี้หนังสือเตือนมีผลบังคับใช้ไม่เกิน 180 วัน นับแต่ที่ผู้รับจ้างได้กระทำความผิด เว้นแต่กรณีร้ายแรงผู้ว่าจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน

               "หลังจากบอร์ดชุดนี้ได้มาทำหน้าที่เมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา ก็เห็นข้อบกพร่องในการก่อสร้างโรงงานวัคซีนที่มีความล่าช้า จึงได้ติดตามและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบชุดแรก เมื่อพบใครบกพร่องจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอีกหนึ่งชุด ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ถ้าพบว่าเกี่ยวข้องกับพนักงานคนใดจะตั้งคณะกรรมการสอบทางวินัย ถ้าพบว่ามีการทุจริตจะส่งเรื่องให้หน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป" นพ.พิพัฒน์ กล่าว และว่า กรณี ป.ป.ช.หรือดีเอสไอตรวจสอบเป็นเรื่องทางอาญา

               ด้าน นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในฐานะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีการจัดซื้อวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอลและการก่อสร้างโรงงานยาต้านไวรัสเอดส์ล่าช้า กล่าวว่า การพิจารณาของคณะกรรมการได้ยึดถือตามข้อบังคับว่าด้วยการพัสดุขององค์การเภสัชกรรมร่วมกับเอกสารและหลักฐานต่างๆ พบว่า วิธีการจัดซื้อวัตถุดิบด้วยวิธีการพิเศษไม่สอดคล้องกับข้อบังคับ

               ส่วนการซื้อวัตถุดิบจำนวน 100 ตัน พบว่ามีการให้ข้อมูลก่อนการอนุมัติสั่งซื้อว่ายังไม่มีแผนการผลิต ไม่มีสถานที่เก็บ และยังมีวัตถุดิบเก่าเหลืออยู่อีก 40 กว่าตัน รวมถึงมีการชะลอการส่งมอบ ทั้งที่ทำการจัดซื้อแบบเร่งด่วน เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับโครงการ Mass Production ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงโรงงาน ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้ไม่สามารถนำวัตถุดิบที่สั่งซื้อมาผลิตได้ ถือเป็นการตัดสินใจสั่งซื้อที่ไม่รอบคอบ และกลายเป็นภาระขององค์การเภสัชกรรมที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บวัตถุดิบ 100 ตัน นานหลายปี

               นอกจากนี้วัตถุดิบดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์การเภสัชกรรมด้วย เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการปนเปื้อนทำให้ไม่สามารถนำมาผลิตได้และหากคืนวัตถุดิบไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องทำลายวัตถุดิบมูลค่ากว่า 20 ล้านบาททิ้ง กลายเป็นปัญหาเรื่องการสูญเสียทรัพย์สิน

               นพ.นิพนธ์ กล่าวถึงโรงงาน Mass Production ที่ก่อสร้างและปรับปรุงล่าช้า 2 ปี พบว่าแต่เดิมสัญญาแรกต้องแล้วเสร็จภายใน 180 วัน แต่กลับขยายสัญญาถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกขยายไป 100 วัน และรอบสองอีก 515 วัน เพิ่งส่งมอบเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ส่อให้เห็นว่าการบริหารสัญญาไม่มีความรอบคอบ เป็นเหตุให้องค์การเภสัชกรรมไม่สามารถใช้ประโยชน์จากโรงงานในการผลิตยาตามเป้าหมายธุรกิจขององค์การเภสัชกรรมได้ ส่วนโรงงานผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ที่รังสิต กำลังสอบสวน โดยเรื่องคุณสมบัติของเครื่องปรับอากาศที่ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้ กำลังหาผู้รับผิดชอบและแก้ไขต่อไป

               นพ.สมชัย นิจพานิช อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีความล่าช้าในการก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรมทำสัญญาจ้างในปี 2552 ผู้รับจ้างแบ่งเป็น 2 สัญญา ใช้เวลาทั้งสิ้น 540 วัน นับตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2552 ครบกำหนดวันที่ 29 เมษายน 2554 แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เรียบร้อย

               โดยเหตุล่าช้ามีอยู่ 3 ประเด็นใหญ่ คือ 1.เรื่องฐานรากที่ต้องปรับใหม่ เนื่องจากบริเวณที่ก่อสร้างมีปัญหาเรื่องน้ำใต้ดินและชั้นหินแกรนิต สำนักงบประมาณอนุมัติในการแก้ไขฐานรากโดยที่ใช้เวลาเพิ่มขึ้น 2.เรื่องน้ำท่วมปี 2554 และเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ขยายสัญญาทั้ง 2 สัญญาเป็นเวลาสัญญาละ 100 วัน ทั้ง 2 เหตุผลไม่น่ามีปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องพื้นที่และอุทกภัย และ3.เป็นการออกแบบเพิ่มเติม ซึ่งองค์การเภสัชกรรมต้องประสานกับผู้รับจ้างในการลงรายละเอียดให้ถูกต้องตามแบบมาตรฐานต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันว่าส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้า ซึ่งองค์การเภสัชกรรมยอมรับว่าเป็นความล่าช้าขององค์การเภสัชกรรมเองที่ให้ข้อมูลกับผู้รับเหมาล่าช้า คณะกรรมการสอบสวนจึงเห็นว่า ผอ.องค์การเภสัชกรรมต้องรับผิดชอบในความล่าช้าที่เกิดขึ้น

               ขณะที่ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล กล่าวว่า พอจะทราบผลมาระยะหนึ่งแล้วว่าจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเป็นเพียงลูกจ้างขององค์การเภสัชกรรมไม่ใช่ข้าราชการ หากไม่ถูกจ้างก็คงต้องถูกปลดออก ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้น นอกจากการไปปรึกษากับฝ่ายกฎหมายก่อนว่าควรจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

               "ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งก็ทำงานและทำหน้าที่ร่วมกับทีมงานในองค์การอย่างตั้งใจมาโดยตลอด ส่วนเรื่องของข้อกล่าวหา โดยเฉพาะเรื่องวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาพาราเซตามอลก็ยังไม่ทราบว่ากระทำผิดในเรื่องใด" นพ.วิทิต กล่าว

               ด้าน นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ไม่ได้กังวลอะไร เพราะเป็นดุลพินิจของบอร์ดในการพิจารณาและตัดสิน ซึ่งเรื่องนี้มีทั้งดีเอสไอและองค์การเภสัชกรรมที่ทำการตรวจสอบปัญหาต่างๆ ซึ่งไม่มีใครไปสั่งได้ หากมีใบสั่งจริงก็ถือเป็นการใส่ร้าย และอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งตนไม่ได้ทำแบบนั้น

               ก่อนหน้านี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ชี้มูลความผิด นพ.วิทิต อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำเข้าข่ายความผิดกรณีการจัดซื้วัตถุดิบยาพาราเซตามอล และการก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก ทั้งนี้ นพ.วิทิตได้เข้ารับตำแหน่ง ผอ.องค์การเภสัชกรรมเมื่อปี 2550 หมดวาระแรกในปี 2554 และได้ต่อสัญญาจ้างเป็น ผอ.องค์การเภสัชกรรมวาระที่ 2 อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งนั้น บอร์ด อภ.ที่มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน ได้มีมติเลิกจ้าง พล.ท.นพ.มงคล จิวะสันติการ เป็น ผอ.องค์การเภสัชกรรม