ไลฟ์สไตล์

'วิสุทธิ'คนสองวิถี'ทุน-ธรรม'

'วิสุทธิ'คนสองวิถี'ทุน-ธรรม'

18 พ.ค. 2556

'วิสุทธิ วิทยฐานกรณ์' คนสองวิถี'ทุน-ธรรม' : คอลัมน์คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์/เรื่อง : วารสาร FN & Society/ภาพ

                หลังทำงานหนักมากว่าครึ่งชีวิต วิสุทธิ วิทยฐานกรณ์ ได้เกษียณตัวเองจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ และกรรมการ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อสามปีก่อนในวัย 55 ปี ด้วยเหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ ว่า "ผมขอเวลาของผมคืน"

               "เราอยู่ในวิถีทุนมาจนถึงอายุ 55 ปี ทำให้องค์กรมาตลอด แต่ยังไม่ได้ทำอะไรให้ตนเองและครอบครัวเลย บริษัท น้ำมันพืชไทย เป็นบริษัทมหาชน ผมก็ได้ทำเต็มที่กับผู้ถือหุ้น ถึงเวลาแล้วที่ผมจะขอเวลาที่เหลือ 5 ปี 10 ปีของผมคืน ผมขอทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ต้องชอบในสิ่งที่ต้องทำ เพราะถ้าไม่ได้ทำตอนนี้ ชาตินี้ก็ไม่ได้ทำแล้ว"

               'สิ่งที่ชอบ' ของอดีตนายใหญ่น้ำมันพืชองุ่นคือ การตีกลอง เต้นลีลาศ ปฏิบัติธรรม รวมทั้งทำทีวีดาวเทียมชื่อ 'ไทยภิรมย์'

               โดยชื่อผู้ก่อตั้ง บริษัท ไทยภิรมย์สตาร์ จำกัด และผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมคือ 'น่าคบ เพื่อนรัก' ซึ่งเป็นคนเดียวกับ 'วิสุทธิ วิทยฐานกรณ์' อดีตกรรมการผู้จัดการ และกรรมการ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันพืชตราองุ่น ผู้ปลุกปั้นธุรกิจน้ำมันพืชถั่วเหลืองของครอบครัวจนติดตลาด  โดยจุดเด่นขององุ่นคือเป็นน้ำมันพืชที่ผลิตจากถั่วเหลืองล้วนๆ ทั้งยังชูจุดขายว่าเป็นน้ำมันพืชที่ไม่มีคอเลสเตอรอล ทำให้ได้รับการต้อนรับจากตลาดเป็นอย่างดี และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเวลาต่อมา

               โจทย์ใหม่ของวิสุทธิคือ 'ไทยภิรมย์' ที่วิสุทธิควักเงินส่วนตัว 80 ล้านบาท ด้วยหวังจะทำรายการโทรทัศน์ที่จรรโลงสังคม ภายใต้สโลแกน 'ดีสังคม คมปัญญา พาประโยชน์' ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เขาให้เหตุผลในการทำสื่อว่า 

               "ทุกวันนี้ผมว่าบ้านเมืองสับสน มืดมัว ขึ้นเรื่อยๆ ผมในฐานะที่เป็นพลเมืองของประเทศจึงอยากมีส่วนในการดูแลสังคมบ้านเมืองด้วย โดยการพัฒนาสื่อที่มีรายการดีๆ ออกมาจรรโลงสังคม...เราเป็นคนไทย และก็ผ่านงานบริหารมามากมาย เลยอยากทำอะไรใช้ประสบการณ์ของตัวเองบ้าง คือการพยายามที่จะสร้างสิ่งดีๆ ให้เป็นตัวอย่าง ให้คนในสังคมหันมายึดหลักความดี ช่วยกันสร้างความดี ผมหวังว่าจะเป็นเหมือนการจุดประกายให้คนในสังคมหันมาใส่ใจและดูแลสังคมมากยิ่งขึ้น"

               "สังคมไทยวันนี้สับสนว่าค่านิยมอะไรกันแน่ที่ดี ช่องไทยภิรมย์เราศรัทธาเรื่องความดี เราทำทุกอย่างเกี่ยวกับความดี เราไม่ได้เน้นเรื่องทุนว่าต้องทำกำไรสูงสุด ขอแค่อยู่รอดและได้รับใช้สังคมต่อไปก็พอ นี่คือการเลือกระหว่างความดีกับเงิน เราเลือกความดี เราชัดเจน ไม่ได้ปฏิเสธว่าเงินไม่จำเป็น ช่องไทยภิรมย์เป็นช่องที่วิถีธรรมนำวิถีทุน 60/40 ยังไงก็ทำ ให้ความดีนำหน้า เราทำเท่าที่กำลังมี บังคับไม่ได้ เราได้แค่ทำให้ดู คนวิถีทุนเขาบอกว่า คนนี้ไม่บ้าก็โง่ ก็ไม่เป็นไร (หัวเราะ) ความเชื่อไม่เหมือนกัน ครอบครัวผมไม่ว่า เพราะจัดการให้หมดแล้ว คุณไปเอ็นจอยของคุณ ผมเอ็นจอยของผม ชีวิตช่วงนี้ก็สมบูรณ์มีความสุข"

               ที่ว่าจัดการให้หมดแล้ว หมายความว่าแบ่งทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้แก่ภรรยา เพื่อที่ว่าแต่ละฝ่ายจะได้ใช้เงินส่วนของตนอย่างอิสระ เป็นการป้องกันความเสี่ยง หากเขาไม่อยู่ก็ไม่มีใครเดือดร้อน ทำให้ได้อยู่ในวิถีของตนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และว่าเขาไม่มีมรดกให้ลูก แต่แบ่งเงินให้ลูกทั้งสามคนขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยให้ปีละสิบเปอร์เซ็นต์

                การจัดการสินทรัพย์แบบนี้มีข้อดีคือ หนึ่ง-ลูกได้ใช้เงินเลย ไม่ต้องรอจนพ่อเสียชีวิต สอง-ถ้าลูกทำธุรกิจแล้วล้มจะมีโอกาสฟื้น เพราะปีต่อไปยังได้รับเงินก้อนใหม่จากพ่อ

               "เรื่องทรัพย์สิน ลาภยศ ตำแหน่งของเอ็มดี หมื่นล้านเราก็ไม่ติดแล้ว หัวโขนก็ถอดแล้ว หลังเสือก็ลงแล้ว" (คอลัมน์ commitment วารสาร FN & Society ฉบับเดือนเมษายน-มิถุนายน 2554)

               นอกจากการทำทีวีดาวเทียม 'ไทยภิรมย์ แชนแนล' แล้ว เขายังแบ่งเวลาอีกครึ่งหนึ่ง ย้อนวันวารให้แก่ชีวิต ซึ่งในวัยเยาว์ไม่มีโอกาสทำ !

               นั่นคือการฝึกตีกลองด้วยตนเองที่สโมสรสังกะสี รวมทั้งเต้นลีลาศ และปฏิบัติธรรม

               วิสุทธิ บอกว่า อยากตีกลองตั้งแต่เป็นวัยรุ่น แต่ไม่มีเงินซื้อกลอง ประกอบกับพ่อแม่บอกให้เรียนหนังสือก่อน

               หลังปลดภาระ (หนัก) ออกจากชีวิต เขาจึงซื้อกลองมาหัดตีกับคาราโอเกะด้วยตนเอง เน้นเพลงป๊อป แจ๊ส ยุคซิกตี้ เป็นเพลงที่เคยฟังสมัยเด็ก ซึ่งตอนนี้ตีได้ 30 เพลงแล้ว

               'การเต้นลีลาศ' เป็นกิจกรรมอีกอย่างที่เขาชื่นชอบ และเห็นว่าเป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์ เพราะทำให้ทุกสรีระได้เคลื่อนไหว ตั้งแต่ข้อเท้าไปจนถึงสมอง

               "หากคุณลีลาศเป็นจะรู้สึกว่าคุณเคลื่อนไหวได้งดงาม และดูเป็นคนที่มีศิลปะในตัว ผมจะเต้นประมาณ 2 ชั่วโมง ถือเป็นความบันเทิงที่สนุก และได้ออกกำลังกายด้วย"

               และสถานที่ที่เอ็มดีหมื่นล้าน ใช้พักผ่อนหย่อนใจคือ 'สโมสรสังกะสี' ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินที่บิดาของวิสุทธิซื้อไว้ โดยเจ้าตัวเข้าไปตบแต่งสถานที่เพื่อใช้เป็นสโมสร ภายในประกอบด้วย ห้องดนตรี ห้องประชุม ห้องกินข้าว ห้องพักผ่อน ห้องทำงาน และเอนเตอร์เทนเพื่อนๆ รวมถึงเป็นที่เล่นดนตรี และเต้นลีลาศในช่วงเย็น ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง

               วิสุทธิ บอกด้วยว่า เขาเป็นครูสอนลีลาศที่ดี สอนเพลงเดียวเพื่อนเต้นได้เลย

                โดยส่วนตัวเขาเต้นได้ทั้งจังหวะบอลรูม และละติน แต่ชอบจังหวะละตินมากกว่า เพราะสนุกและมีเสน่ห์

               แม้จะชอบลีลาศ และมีเสียงกลอง (ดัง) อยู่ในหัวใจ ขณะเดียวกันเขาก็เชื่อมั่นและศรัทธาในรสพระธรรมตั้งแต่ครั้งทำธุรกิจน้ำมันพืชเมื่อสิบปีก่อน

                ด้วยเชื่อว่าการ 'รู้จักธรรมะ' จะช่วยนำพาให้ทำธุรกิจอย่างมีสติ รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร ทำเพื่ออะไร และสิ่งที่ทำนั้นเบียดเบียนตัวเองหรือไม่ ดังที่เขาอธิบายว่าการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่ดีสำหรับนักธุรกิจ เพราะทำให้ไม่โกรธ หรือโกรธน้อยลง ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพ

               "การปฏิบัติธรรมจะช่วยลดความโลภลง จากเดิมที่เราอาจจะบอกว่า มีเงินเท่าไร ยิ่งเยอะยิ่งดี หลังปฏิบัติธรรมจะเห็นว่ามีเท่าที่ต้องใช้ก็พอ ความโลภลดลง เมื่อความโลภลดลง ความเสี่ยงในธุรกิจลดลง ความเหนื่อยก็ลดลงด้วย เช่น คุณบอกอยากจะมีเงินสักห้าสิบล้าน พอครบก็เลิกแล้ว ล้านที่ห้าสิบเอ็ดจะเอาทำไม ไม่ต้องมีล้านที่ห้าสิบเอ็ด"

                 กรณีที่ว่าหากสนใจธรรมะ ทำให้ลดความทะเยอทะยานในการทำธุรกิจ ส่งผลให้ไม่มีความก้าวหน้าในสายทุนนิยม? วิสุทธิตอบว่า หากพูดด้วยเหตุผล ถามว่าตนมีอาการพวกนี้ไหม มันมีคล้ายๆ กับที่กล่าวข้างต้น แต่ไม่ใช่เสียทีเดียว

               เพราะความโกรธน้อยลงกับความทะเยอทะยานเป็นคนละเรื่องกัน ความไม่โลภกับความทะเยอทะยานก็เป็นคนละเรื่องอีกเช่นกัน

                วิสุทธิ เล่าว่า เขาสนใจปฏิบัติธรรม หลังจากที่พบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะระยะที่สาม อันเนื่องมาจากความเครียด ขณะอายุเพียง 30 ปี ทว่า หลังปฏิบัติธรรมทำให้สุขภาพดีขึ้น ไม่เครียด ไม่โกรธง่าย จึงเกิดแรงบันดาลใจและได้ข้อสรุปว่า ถ้าอยู่ในโลกวิถีทุน หากมีความเครียด ความโลภ ความโกรธ ผลก็คือความตาย

               "ขอโทษนะ ผมปัสสาวะเป็นเลือดแล้ว แต่รอดมาได้ ที่หายเพราะคุณพ่อเอาหญ้าปักกิ่งต้มให้กิน ภรรยาไปสิงห์บุรีทุกวันเพื่อเอายาหม้อยาไทยมาให้กินทุกวัน และรักษากับหมอแผนปัจจุบันด้วย สวนท่อปัสสาวะและผ่าตัดข้างใน ผมทำทุกอย่างก็ไม่รู้ว่าหายเพราะแผนไหน"

               ปัจจุบัน เขายังไปปฏิบัติธรรมนั่งวิปัสสนาทุกปี ปีละครั้ง ครั้งละสิบวันอย่างน้อย และตั้งใจว่าหากอายุมากขึ้น จะเพิ่มเป็นปีละสองครั้ง

               ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาที่อดีตนายใหญ่น้ำมันพืชองุ่น ถือศีลและไปวิปัสสนา ณ สำนักท่านโกเอ็นก้า จังหวัดพิษณุโลก ทำให้เขามีความสงบเยือกเย็นได้ตลอดทั้งปี ร่วมทั้งทำให้เกิดปัญญาด้วย

               ฟังดูน่าประหลาดใจ เพราะหลายคนที่บอกว่าตนเองเป็น 'คนวัด' เมื่อกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน ยังโกรธและฉุนเฉียวง่าย แต่วิสุทธิบอกว่ายังคงความสงบเย็นได้ทั้งปี ?

               "เพราะช่วงที่ปฏิบัติสิบวันเราทำอย่างจริงจัง มันเหมือนของแช่อิ่ม มันซึมเข้าเนื้อ มันอยู่ในตัวเรา เราโกรธยาก ไม่โลภ ไม่หลง"

                อีกเรื่องที่ดูเหมือนขัดแย้งกันคือ การชอบตีกลอง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่เสียงดัง ขณะเดียวกันก็ปฏิบัติธรรมซึ่งเน้นความสงบเงียบ ถามว่าไม่ขัดแย้งกันหรือ เจ้าตัวตอบว่า

               "ดูเหมือนขัดแย้งและไม่ขัดแย้ง ผมเป็นคนสองวิถี คือวิถีธรรมและวิถีทุนด้วย เราปฏิเสธวิถีทุนไม่ได้ วิถีธรรมล้วนๆ อยู่รอดในธุรกิจก็ยาก ต้องมีทั้งสองวิถี ผมเชี่ยวมากในวิถีทุน ขณะเดียวกันผมเชื่อและจริงจังในวิถีธรรม"

               "ถ้าคุณถึงแล้วพอ เหมือนผม ไม่หาเพิ่มแล้ว อย่างผมทำธุรกิจ ธุรกิจก็ไม่มีความกดดัน..เราศรัทธาและเชื่อในความดี ผู้คนมากแค่ไหนแอ็กชั่นเป็นเรื่องของสังคม เราบังคับเขาไม่ได้"

               ล่าสุด เขาตั้งใจเปลี่ยนชื่อสกุลเป็น 'น่าคบ น่ารัก' เพราะต้องการมีชีวิตใหม่ และเรื่องใหม่ๆ เหตุผลคือเพื่อนที่คบใหม่สองปีหลังเรียกเขาว่า 'น่าคบ'

               ในวัยหกสิบปี อดีตเอ็มดีหมื่นล้านบอกว่า ชีวิต ณ วันนี้มีความสุขดี เพราะได้ทำในสิ่งที่ชอบและอยากทำ

               "ผ่านมาสองปีชีวิตเติมเต็มแล้ว ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ มีความสุข ได้ปฏิบัติธรรม ทำธุรกิจที่ไม่กดดัน สนุกกับฮอบบี้ที่ชอบ มีสตางค์ใช้ เพื่อนๆ เยอะ ก็โอเคทุกอย่าง"

               จะมีสักกี่คน ที่ (ตัดใจ) เลือกได้เช่นนี้ !

               
..............................................................

('วิสุทธิ วิทยฐานกรณ์' คนสองวิถี'ทุน-ธรรม' : คอลัมน์คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์/เรื่อง : วารสาร  FN & Society/ภาพ)