
จีเอสเคส่งเสริมวิจัยมาลาเรีย
จีเอสเคส่งเสริมวิจัยมาลาเรีย ผ่าน'ยาดีเข้าถึงได้'เพื่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วย : โดย...นิรมล สถานเมือง
องค์การอนามัยโลก ประกาศให้ “โรคมาลาเรีย” เป็น 1 ใน 4 โรคที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึงปีละประมาณ 1 ล้านคนทั่วโลก ผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่นั้นเป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น จำกัด หรือจีเอสเค จึงได้ร่วมมือกับ Medicines for Malaria Venture (MMV) องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหากำไรและโรงพยาบาลแม่สอด จ.ตาก พื้นที่ที่ประสบกับปัญหาของโรคนี้ตามแนวชายแดน จัดทำโครงการวิจัยโรคมาลาเรีย เพื่อเป็นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยาที่ใช้ในการรักษาโรคชนิดนี้
นพ.รณไตร เรืองวีรยุทธ ผอ.รพ.แม่สอด จ.ตาก เผยว่า แม่สอดถือเป็นพื้นที่ที่พบอัตราการป่วยด้วยโรคมาลาเรียสูงที่สุดของประเทศ เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา ผู้ป่วยมาลาเรียในประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 10 รายและในจำนวน 5 ราย เกิดใน อ.แม่สอด ซึ่งโรคมาลาเรียที่เกิดในคนมีด้วยกัน 4 ชนิด ได้แก่ ฟัลซิปารัม ไวแวกซ์ มาลาเรียอี และโอวาเล เดิมเชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ ฟัลซิปารัม ซึ่งมีโรคแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ หากเชื้อไปที่สมอง ปอด ไต แต่ปัจจุบันพบว่าเชื้อที่พบมากที่สุดประมาณร้อยละ 70 คือ ไวแวกซ์ ที่เชื้อมักจะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในตับได้นานและออกสู่กระแสเลือดภายหลัง ทำให้กลับเป็นโรคซ้ำได้อีก ผู้ป่วยต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาตัวนาน อีกทั้งยังมีอัตราการดื้อยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การทำโครงการวิจัยในครั้งนี้ถือเป็นปัญหาท้องถิ่นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และแม้จะมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคมาลาเรียมากมาย แต่ก็ไม่สามารถใช้ในพื้นที่ให้ได้ผลดีร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะโรคที่เกิดในแต่ละพื้นที่และผู้ป่วยมีความแตกต่างกัน การแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นได้ดีที่สุดจึงต้องแก้ด้วยคนที่ทำงานในพื้นที่ ด้วยการศึกษาวิจัยด้วยวิธีมาตรฐานเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นของเราเอง และนำมาพัฒนาวิธีการรักษาให้เหมาะกับคนในพื้นที่อย่างแท้จริง อีกทั้งยาที่ใช้ในการรักษามาลาเรียที่อยู่ในตับมีอยู่อย่างจำกัดและตัวยาแต่ละชนิดเมื่อผลิตออกมาได้ 10 ปีก็จะมีธรรมชาติของการดื้อยาเกิดขึ้นอยู่เสมอจึงต้องมีการศึกษาวิจัยตัวยาใหม่ๆ อยู่เสมอ
“ในประเทศไทยมีอัตราการดื้อยารักษาโรคมาลาเรียมากที่สุดอยู่ที่ชายแดนติดกับประเทศกัมพูชาและแม่สอด ที่ผ่านมามีการค้นพบยารักษาโรคมาลาเรียมากว่า 30 ปีแล้ว แต่ก็ต้องมีการวิจัยและพัฒนามาเรื่อยๆ ให้มีความปลอดภัยต่อผู้ป่วยให้มากที่สุดและทดแทนตัวยาเก่าๆ ที่ดื้อยา” ผอ.รพ.แม่สอด กล่าว
พญ.สุเนตรา ชินะผา ผอ.ฝ่ายการแพทย์ จีเอสเค เปิดเผยว่า การศึกษาวิจัยโรคมาลาเรียเกิดขึ้นภายใต้นโยบาย “ยาดีเข้าถึงได้” ซึ่งจีเอสเคได้ให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนายาและวัคซีนนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทั่วโลกให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นในการวิจัยและพัฒนายา รวมทั้งวัคซีนเพื่อป้องกันรักษาโรคที่องค์กรอนามัยโลกจัดให้เป็นปัญหาที่ร้ายแรงในประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น โรคเอดส์ วัณโรค หรือแม้กระทั่งโรคมาลาเรีย ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกเฉลี่ยประมาณ 2 หมื่นคนต่อวัน
ขณะนี้โครงการวิจัยโรคมาลาเรียของ รพ.แม่สอด ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยในเฟส 1 ซึ่งเป็นการทดลองในคนที่ไม่ได้เป็นผู้ป่วย หรือภายในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการรักษาด้วยตัวยารักษาโรคมาลาเรียมาก่อน เพื่อทดสอบความปลอดภัยต่อภาวะเม็ดเลือดแดงแตกซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของยารักษามาลาเรีย และเฟสที่ 2 ที่ศึกษาวิจัยจากอาสาสมัครในวงแคบที่ทางรพ.แม่สอดทำร่วมกับสถาบันเวชศาสตร์เขตร้อน พร้อมกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกประมาณ 600 คน โครงการวิจัยนี้คาดว่าจะต้องใช้เวลาสรุปผลประมาณเดือนมีนาคม ก่อนจะเริ่มทดลองเฟส 3 คือ การวิจัยทางคลินิกต่อไป
ซึ่ง น.ส.เมซูน อายุ 22 ปี อาชีพก่อสร้าง สัญชาติพม่า และเป็นอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการวิจัยฯ เฟส 1 เปิดเผยว่า ไม่ได้ป่วยด้วยโรคมาลาเรียแต่ที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเนื่องจากเกิดความสนใจในตัวโครงการและคิดว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่นได้ เพราะโรคมาลาเรียถือเป็นโรคที่น่ากลัวหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็อาจจะเสียชีวิตได้
โครงการวิจัยในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังให้แก่ประชาชนที่จะได้เข้าถึงยาที่ดีและการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และมุ่งหวังว่าโครงการวิจัยนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่ร่วมแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน
.......................................................
(จีเอสเคส่งเสริมวิจัยมาลาเรีย ผ่าน'ยาดีเข้าถึงได้'เพื่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วย : โดย...นิรมล สถานเมือง)



