
แพทย์ชี้มี'ยีนส์ผิดปกติ'เสี่ยงโรคมะเร็ง
แพทย์เผยสถิติในอเมริกาตรวจพบยีนส์ผิดปกติโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม-รังไข่ 50-80 % ไทยยังไร้ข้อมูล ขณะทีหญิงไทย ตายจากมะเร็งเต้านมเป็นอันดับ 3
15 พ.ค.56 นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงกรณีแองเจลินา โจลี นักแสดง ที่เข้ารับการผ่าตัดเอาเต้านมทั้ง 2 ข้างออก เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านมว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งเต้านมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ในสหรัฐอเมริกาพบว่ามีอัตราการเกิดมะเร็งประมาณร้อยละ 1-5 ที่เป็นมะเร็งที่เกิดจากยีนส์ที่มีความผิดปกติซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือ บีอาร์ซีเอ 1 (BRCA1) หากตรวจพบยีนส์ผิดปกติประเภทนี้จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้ถึงร้อยละ 50-80 ผู้มียีนส์ผิดปกติประเภทนี้จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ การตัดเต้านมทิ้งจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้แต่ก็ยังต้องติดตามต่อเนื่องเพราะยังมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งรังไข่ด้วย
ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่ากลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีผู้ที่เกิดจากความผิดปกติของยีนส์อยู่ในสัดส่วนเท่าไหร่ เนื่องจากเทคโนโลยีการตรวจหาความผิดปกติในระดับยีนส์ยังมีราคาสูงและสามารถทำได้เพียงไม่กี่ที่เท่านั้น แต่ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงจะเกิดความผิดปกติที่เกิดจากยีนส์ จะสังเกตได้ว่าจะมีประวัติพี่น้องสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมทั้งสองข้าง หรือมีพี่น้องมากกว่าหนึ่งคนเป็นมะเร็ง หรือเกิดมะเร็งเต้านมในผู้ชายในครอบครัวญาติพี่น้องสายตรง หากมีสัญญาณดังกล่าวควรจะหมั่นตรวจเช็คความผิดปกติ ซึ่งจะต้องใช้วิธีการตรวจแบบแมมโมแกรม ซึ่งมีความละเอียดสูง จึงจะสามารถตรวจหาสัญญาณความผิดปกติได้ ส่วนคนปกติทั่วไปที่ไม่มีสัญญาณความเสี่ยงการเกิดมะเร็งในครอบครัวจะแนะนำให้ตรวจหาความผิดปกติที่อายุประมาณ 40 ปี ซึ่งจะต่ำกว่าชาวตะวันตก
นพ.ธีรวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันสถานการณ์มะเร็งเต้านมในไทย มีผู้ป่วยด้วยมะเร็งเต้านมปีละ 13,000 คน และเสียชีวิตปีละ 4,600 คน โดยเฉลี่ยจะเสียชีวิต 12 คนต่อวัน ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 รองจาก มะเร็งตับที่เป็นการเสียชีวิตอันดับ 1 ที่มีอัตราการเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 90 และอันดับ 2 มะเร็งปากมดลูก ที่มีอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 50 ปรากฏการณ์ของโรคส่วนใหญ่จะพบในหญิงอายุ 40-45 ปีขึ้นไป และมีแนวโน้มอุบัติการณ์ของโรคอยู่ที่ 20 ต่อแสนประชากร ความเสี่ยงจะเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง(เฮโตรเสจน)มากเกินไป ไม่สมดุล การรับประทานฮอร์โมนมากเกิดไป การรับประทานยาคุมกำเนิดตั้งแต่เด็ก การที่มีประจำเดือนอายุน้อยกว่า 12 ปี และหมดก่อน 50 ปี ถือว่ามีภาวะเสี่ยง ส่วนสาเหตุจากพันธุกรรมในคนไทยถือว่าพบในต่ำกว่าประเทศตะวันตก
“ขนาดของเต้านม ไม่ได้มีผลที่ทำให้เกิดโรค เพียงแต่ยากแก่การตรวจคัดกรอง โดยในต่างประเทศจะใช้การตรวจด้วยเครื่องเป็นส่วนใหญ่ การป้องกันมะเร็งเต้านมสามารถทำได้โดย การตรวจคัดคลำเต้านม ออกกำลังกาย ลดความอ้วน หรืองดการรับประทานอาหารมันจัด หากเป็นหญิงตั้งครรภ์ ควรให้บุตรดื่มนมพบว่าสามารถช่วยอัตราการเสี่ยงเกิดมะเร็งเต้านมได้”นพ.ธีรวุฒิ กล่าว



