
'ชินวรณ์'ออกโรง!ค้านยุบร.ร.
'ชินวรณ์' ค้าน ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก อ้างไม่มีมาตรการรองรับ ชี้งบซื้อรถตู้รับ-ส่งนักเรียน ไม่โปร่งใส ร.ร.ยะลาเฮ! หลัง'ศธ.'เลิกยุบ ด้าน'กสม.'แนะรบ.ฟังเสียงปชช.ก่อน
15 พ.ค. 56 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงถึงกรณีที่ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คนว่า กรณีดังกล่าวมีกระแสคัดค้านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนก็เป็นคนหนึ่งที่คัดค้าน เพราะไม่เห็นด้วยที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก เนื่องจากไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจนและไม่ตอบโจทย์ด้านการศึกษาอย่างแท้จริง และตลอด 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาเท่าที่ควร นอกจากนี้การยุบโรงเรียนยังไม่ตรงกับหลักการของรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ที่บัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”
นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการหามีมาตราการชัดเจนในการรองรับการยุบโรงเรียน และขอให้เร่งส่งเสริมคุณภาพของโรงเรียน ทั้งมิติของครู ผู้บริหารโรงเรียน รวมทั้งการมีส่วนร่วมกับชุมชน และต้องการให้ภาคีเครือข่ายการศึกษาต่างๆ ร่วมมือกันติดตามเรื่องการยุบโรงเรียนของรัฐบาลชุดนี้ด้วย นอกจากนี้ขอตั้งข้อสังเกตในการเตรียมจัดซื้อรถตู้ เพื่อเตรียมการสำหรับรับส่ง นักเรียน จำนวน 1000 คัน คันละ 1.6 ล้านบาท อยากให้รัฐบาลทบทวนและนำเม็ดเงินดังกล่าวมาพัฒนาการศึกษาดีกว่า และแสวงหาพันธมิตรเครือข่ายรถ-รับส่ง นักเรียนในแต่ละพื้นที่ดีกว่า อีกทั้งทำไมเมื่อมีนโยบายการยุบโรงเรียนแต่กลับมาจัดซื้อรถตู้ได้
โรงเรียนยะลาเฮ หลัง ศธ.เลิกยุบโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลาเขต 1 อ.เมือง จ.ยะลา ดร.อาดุลย์ พรมแสง ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลาเขต 1 เปิดเผยว่า สำหรับโรงเรียนในสังกัดยะลาเขต 1 ที่มีโอกาสที่จะถูกยุบตามหลักการของกระทรวงศึกษาธิการคือมีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน นั้น มีอยู่ 4 แห่ง แบ่งเป็นในพื้นที่ อ.เมือง จ.ยะลา จำนวน 2 แห่ง คือโรงเรียนบ้านคลองทราย ต.ยุโป ซึ่งมีเด็ก นร.จำนวน 21 คน และโรงเรียนศรีพัฒนาราม ต.ตาเซ๊ะ มี นร.46 คน ส่วนพื้นที่ อ.รามัน จำนวน 2 แห่งคือ โรงเรียนบ้านกาดือแป ต.กอตอตือระ มี นร 55 คน และโรงเรียนบ้านตะโล๊ะสดาร์ ต.อาซ่อง มี นร 43 คน ซึ่งในโรงเรียนทั้ง 4 แห่งนี้ ได้ลงพื้นที่ไปถามผู้ปกครองของเด็กนักเรียนว่ายินยอมให้ยุบโรงเรียนหรือไม่ ก็ได้คำตอบว่าไม่ยินยอม เนื่องจากผู้ปกครองของเด็ก นร. เหล่านี้ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน มีปัญหาในการเดินทางไปส่งบุตรหลาน รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ หากมีการขนย้ายเด็กนักเรียนไปเรียนอีกแห่งหนึ่ง ส่งผลให้ทั้ง 4 แห่งนี้ ชุมชน ผู้ปกครอง ไม่ยอมให้ยุบรวม
“ซึ่งหลังจากมีข่าวว่าทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้ยกเลิกการยุบโรงเรียนขนาดเล็กแล้วนั้น ก็เป็นเรื่องที่ดี ทางโรงเรียนดังกล่าวก็จะต้องหารูปแบบในการพัฒนาการศึกษา ให้เด็ก และเป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมด้วย ซึ่งหลังจากวันนี้ไปตนเองก็จะเชิญผู้บริหารทั้ง 4 โรง มาประชุมร่วม เพื่อจัดทำแผนพัฒนาด้านการศึกษา ว่าจะมียุทธศาสตร์อะไร เพื่อที่จะได้วัดผลในช่วงที่สอบโอเน็ต ว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่” ดร.อาดุลย์ กล่าว
ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลาเขต 1 กล่าวต่อว่า สำหรับการประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเกี่ยวกับมาตรการ รปภ.ครู ช่วงเปิดเทอมนั้น ก็มีความเชื่อมั่นในมาตรการดังกล่าว แต่เน้นย้ำให้ทางฝ่ายกองกำลังให้ปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เป็นห่วงที่สุกคือพื้นที่เขตรอยต่อเขตเมือง กับอ.รามัน เขตรอยต่อ อ.รามัน กับ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และเขตรอยต่อ อ.รามัน กับ อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ซึ่งได้เน้นย้ำให้กองกำลังดูและพื้นที่ดังกล่าวอย่างเข้มงวดแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลาเขต 2 ที่เดิมจะอยู่ในหลักเกณฑ์ต้องถูกยุบรวมนั้น คือ โรงเรียนนิคมพัฒนาตนเองภาคใต้ 3 และโรงเรียนนิคมพัฒนาตนเองภาคใต้ 13 อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งทั้งสองแห่งนี้ มีรายงานว่าชุมชนในพื้นที่ก็ไม่ยินยอมให้มีการยุบโรงเรียนแต่อย่างใด
ด้านนายนรินทร์ สาโร ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลาเขต 3 กล่าวว่า สำหรับพื้นที่เขต 3 นั้น มีโรงเรียนที่อยู่ในเกณฑ์เด็กนักเรียนต่ำกว่า 60 คน รวม 5 แห่ง อยู่ใน อ.เบตง จ.ยะลา ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านมาลาศีตะจิตต์ โรงเรียนบ้านจาเราะซูซู โรงเรียนบ้ายนจาเราะปะไต โรงเรียนบ้านธารน้ำทิพย์ และโรงเรียนบ้านไทยพัฒนา โดยหลังจากมีมาตรการของกระทรวงศึกษาฯ นั้น ก็ได้ลงไปทำความเข้าใจกับบรรดาผู้ปกครอง โดยเฉพาะโรงเรียนบ้านมาลาศีตะจิตต์ และโรงเรียนบ้านธารน้ำทิพย์ ซึ่งอยู่ห่างกันไม่ถึง 3 กม. เด็ก นร.ทั้งสองแห่งนี้รวมกันประมาณ 60 คน และทางผู้ปกครองก็เห็นประโยชน์ของการยุบรวมกัน เนื่องจากว่า จะทำให้เด็กนักเรียนมีครูประจำสอนตามชั้นเรียนต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ ส่วนโรงเรียนไทยพัฒนา ซึ่งมี นร.ประมาณ 40 คน ก็จะจัดเป็นโรงเรียนที่เรียนร่วมกับโรงเรียนบ้านศรีนคร ที่มีเด็ก นร.ประมาณ 80 คน ซึ่งโรงเรียนทั้งสองแห่งอยู่ใกล้กัน โดยมีแผนให้เด็กจากโรงเรียนบ้านไทยพัฒนา มาเรียนร่วมกับบ้านศรีนคร โดยแบ่งเรียนตามชั้นต่างๆ แยกกัน
"กสม."แนะรัฐบาลฟังเสียงภาคปชช.ก่อนเริ่มนโยบายยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก
นางวิสา เบ็ญจะมโน ประธานอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิด้านเด็ก สตรี และความเสมอภาคของบุคคล กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวปรากฏต่อสื่อมวลชนว่ากระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีแนวคิดเกี่ยวกับการยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก โดยคำนึงถึงคุณภาพการศึกษา และจะให้ความสำคัญในการดำเนินการที่จะใช้วิธีการผสมผสานตั้งหลักเกณฑ์ เรื่อง จำนวนเด็ก และความรับรู้ความเข้าใจของชุมชน ว่า การจะยุบต้องเป็นการยุบตามธรรมชาติ คือ ไม่มีเด็กนักเรียน สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือชายขอบจะไม่ยุบ แต่ก็ยังปรากฏข่าวผ่านสื่อมวลชนด้วยว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการจะยุบโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยมาก และเป็นโรงเรียนที่ด้อยคุณภาพและมีโรงเรียนใกล้เคียงที่มีคุณภาพรองรับ
ในส่วนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เคยรับเรื่องร้องเรียนกรณีคัดค้านการยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กของกระทรวงศึกษาธิการ รวม 2 คำร้อง คือ คำร้องที่ 270/ 2554 และคำร้องที่ 59/2556 ซึ่งทาง กสม. ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิเด็ก สตรีและความเสมอภาคของบุคคลรับผิดชอบ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้เชิญผู้ร้องและผู้ถูกร้องเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิ และลงพื้นที่เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูลประกอบการดำเนินการในพื้นที่บางจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ โดยในขณะเดียวกันได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 ขอความร่วมมือสั่งการชะลอการยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กไว้ก่อนจนกว่าจะมีแนวทางที่เหมาะสม เพื่อดำเนินนโยบายในเรื่องนี้ร่วมกันในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้แจ้งให้กสม. ทราบว่าได้ส่งเรื่องนี้ให้ทาง สพฐ. รับเรื่องดังกล่าวไปพิจารณา
นางวิสา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 กสม. ยังได้มีหนังสือถึงเลขาธิการ สพฐ. ขอทราบข้อมูลว่าในปัจจุบันได้ดำเนินการยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กไปแล้วกี่โรงเรียน พร้อมโรงเรียนที่ยุบ โรงเรียนหลักและโรงเรียนที่มาเรียนร่วม และเมื่อดำเนินการยุบควบรวมไปแล้วเกิดผลดีและผลเสียอย่างไร รวมถึงมีหนังสือถึงอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดที่พร้อมที่จะจัดการศึกษาหรือรับโอนโรงเรียนขนาดเล็กจาก สพฐ. ซึ่ง กสม. ได้รับหนังสือตอบว่า ข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2554 มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 541 แห่ง และมีจำนวนโรงเรียนในสังกัดฯ ทั้งที่จัดการศึกษาเองและรับโอนสถานศึกษาจาก สพฐ. มาแล้ว จำนวน 1,290 แห่ง ซึ่งสอดคล้องกับการลงพื้นที่ของคณะอนุกรรมการฯ ที่พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบลบางพื้นที่ก็มีความพร้อมที่จะรับโอนสถานศึกษามาจากกระทรวงศึกษาธิการ
นางวิสา กล่าวต่ออีกว่า ในขณะนี้ กสม. โดยคณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิเด็กฯ กำลังอยู่ระหว่างการประมวลข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบ เพื่อจัดทำรายงานและมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป และขอเน้นว่ากระทรวงศึกษาธิการควรคำนึงสิทธิและโอกาสของเด็กตามที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 49 ที่ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา ไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” และ“การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ ประการสำคัญการใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญก็ได้ระบุไว้ใน มาตรา 26 ด้วย
"รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรทุกช่วงวัย โดยเฉพาะคุณภาพของเด็ก ซึ่งเป็นที่ทราบว่าประเทศไทยมีอัตราการเกิดของเด็กต่ำลง ดังนั้นสังคมจึงเห็นพ้องกันว่า ควรต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพของเด็กเป็นสำคัญโดยระดมทรัพยากรสนับสนุน ซึ่งการลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาถือเป็นการลงทุนทางสังคมที่สำคัญยิ่ง โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพการศึกษาควรต้องเน้นการทำให้เด็กสามารถดำรงชีวิตอย่างพึ่งพิงตนเองได้ในวิถีชุมชน และควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเด็กจำนวนมากทั้งที่ต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน และกลุ่มที่เข้าไม่ถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน และรัฐบาลต้องรับฟังข้อเสนอแนะที่มาจากการจัดเวทีของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ซึ่งได้ระดมความคิดเห็นได้ข้อเสนอแนะที่ล้วนคำนึงถึงผลประโยชน์อันสูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ อันเป็นไปตามหลักการของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยต้องถือเป็นปฏิบัติ" นางวิสา กล่าว
ผอ.สพป.สิงห์บุรี สั่งยุบ 3 โรงเรียนจาก 41 โรงเรียนขนาดเล็ก
นายบุญเทียม อังสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีนโยบายในการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถพัฒนาการเรียนการสอนให้ดีขึ้นนั้น จากการสำรวจโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี โดยใช้ข้อมูลปีการศึกษา 2555 พบว่ามีโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน มีจำนวน 41 โรงเรียน ซึ่งในการดำเนินการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้มีการดำเนินการการบริหารจัดการให้มีการเรียนรวมของโรงเรียนขนาดเล็กมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2553 ที่ผ่านมาแล้ว เช่นนำนักเรียนจากโรงเรียนวัดแจ้งพรหมนคร และโรงเรียนวัดกำแพง ไปเรียนรวมที่โรงเรียนวัดท่าอิฐ โรงเรียนวัดชีปะขาว นำไปเรียนรวมที่วัดเตย โรงเรียนวัดเสาธงทอง นำเด็กไปเรียนรวมที่โรงเรียนวัดกลางธนรินทร์ โรงเรียนวัดกระโจมนำเด็กไปเรียนรวมที่โรงเรียนวัดเพิ่มประสิทธิผล ซึ่งในการดำเนินการต่างๆ สำนักงานเขตพื้นที่ ได้ทำการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก ครูผู้สอน ตัวแทนผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกครั้ง และในปีการศึกษา 2556 โรงเรียนที่จะมีการยุบเลิกในเบื้องต้นมี 3 โรงเรียนก่อน ได้แก่ โรงเรียนวัดแจ้งพรหมนคร อ.เมืองสิงห์บุรี โรงเรียนวัดสองพี่น้อง อ.อินทร์บุรี และโรงเรียนวัดศรีสำราญ อ.อินทร์บุรี



