ไลฟ์สไตล์

'นักวิชาการ'รุมอัดโครงการน้ำ3.5แสนล้าน

'นักวิชาการ'รุมอัดโครงการน้ำ3.5แสนล้าน

14 พ.ค. 2556

'นักวิชาการ' รุมอัดโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน ชี้เสี่ยงเป็นแค่อนุสาวรีย์ แนะคิดแผนโครงการก่อนใช้เงินนำ เตรียมชง 4 ข้อ จี้ 'กบอ.' ทบทวนแผนผ่านเวทีสมัชชาปฏิรูป

 

                    14 พ.ค.56 จากเวทีเสวนาเรื่อง "ส่อง 3.5 แสนล้านผ่านแว่นวิชาการ" จัดโดยคณะทำงานวิชาการประเด็นการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขอุทกภัยอย่างมีส่วนร่วมและบูรณาการสำนักงานปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งเชิญนักวิชาการด้านจัดการน้ำและด้านสิ่งแวดล้อมจากสถาบันการศึกษา ตัวแทนสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี กลุ่มนักอนุรักษ์เข้าร่วมเสนอข้อกังวลต่อ และทางออกต่อโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาข้อเสนอสุดท้ายของภาคเอกชน โดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กบอ.นั้น

 

ติงโครงการน้ำเสี่ยงเป็นแค่อนุสาวรีย์

 

                    ศาสตราจารย์สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์ในฐานะสถาบันวิชาการต้องการเป็นเวทีกลางในการเสนอความเห็นเชิงทักท้วงทางวิชาการสื่อไปยังรัฐบาลต่อการใช้งบ 3.5 แสนล้านบาท เพราะที่ผ่านมามีภาคประชาชน ภาคสังคมและหลายภาคส่วนที่พยายามทักท้วงต่อภาครัฐ ยังขาดการจัดการที่โปร่งใส เป็นรูปธรรม และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง ขณะที่เม็ดเงินจำนวนมหาศาลกำลังเป็นค่าใช้จ่ายสาธารณะที่ทุกคนต้องแบกรับ และโครงการก่อสร้างที่อาจจะกลายเป็นอนุสาวรีย์เหมือนกับโฮปเวลย์หรือไม่

                    "ถ้าเราเป็นเด็กๆหากทำอะไรผิดพลาดอาจจะบอกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ แต่นี่เป็นการตัดสินใจของผู้นำ ที่กำลังทำเรื่องที่มีความเสี่ยงและเกิดความสูญเปล่าอย่างมหาศาล แต่ยังลากทุกคนเข้าไปรับความเสี่ยง ดังนั้นนักวิชาการต้องช่วยกันออกมากระทุ้งให้เกิดการปรับเปลี่ยนที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศ" ศาสตราจารย์สุริชัย ระบุ

 

ชี้กำแพงกั้นน้ำทำสะแกกรังแคบ

 

                    ด้านนายเสถียร แผ่วัฒนากุล อุปนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทางโยธาธิการจังหวัดอุทัยธานี ได้รับงบราว 2,000 ล้านบาท จากโครงการเงินกู้แก้ปัญหาน้ำท่วมในเฟสแรกจำนวน 1.2 แสนล้านบาทของรัฐบาล มาดำเนินก่อสร้างกำแพงริมตลิ่งแม่น้ำสะแกกรังทางฝั่งตะวันตกช่วงโค้งที่สุดบริเวณหน้าตลาดสดเทศ บาล โดยไม่ได้สอบถามความคิดเห็นต่อชุมชนในพื้นที่เลย เนื่องจากอ้างว่าเป็นโครงการเร่งด่วนเพื่อแก้น้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจ ด้วยการสร้างกำแพงขนาดความสูง 3 เมตร ระยะทางรวมประมาณ 7 กม. แต่โครงการนี้ได้ใช้วิธีการนำทรายและหินถมออกจากแนวตลิ่งเดิมออกมาอีกประมาณ 20 เมตร ทำให้แม่น้ำที่เคยกว้าง 50 เมตร หายไปเกือบครึ่ง โดยขณะนี้โครงการช่วงแรกระยะทาง 1.5 กม.แล้วเสร็จไป 60% ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวแพแหล่งสุดท้ายตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่อาศัยในแม่น้ำสะแกกรังต้องถูกย้ายออกไปจำนวน 14 หลัง และยังไม่ชัดเจนว่าหลังโครงการเสร็จจะได้กลับมาอยู่ที่เดิมหรือไม่ เพราะร่องน้ำที่แคบลงจากโครงการนี้จะยิ่งทำให้น้ำมีความเชี่ยวมากขึ้น

                    "นอกจากกระทบต่อวิถีชีวิตโดยตรงแล้ว พบว่าช่วงก่อสร้างมีทรายและหินไหลลงในแม่น้ำสะแกกรังจำนวนมาก และทรายก็นำมาจากหลายพื้นที่ไหลลงไปกลบในชั้นดินใต้ท้องน้ำที่ชาวบ้านเคยหาหอย หากุ้งแม่น้ำ หาปลาเริ่มพบว่ามันหายากขึ้น และในอนาคตเชื่อว่ากำแพงที่ทำแบบนี้จะไม่สามารถหยุดการไหลของทรายและหินลงมาในแม่น้ำจนที่สุดก็จะตื้น และแคบลงจนกลายเป็นคลอง เนื่องจากขณะนี้ยังเหลือโครงการอีก 2 ระยะคือบริเวณตอนเหนือของแม่น้ำ 2 กม. ซึ่งเริ่มไป5% และตอนใต้ของแม่น้ำอีก 3 กม. ขณะนี้ยังไม่เริ่ม จึงอยากเรียกร้องให้ปรับรูปแบบและลดผลกระทบต่อโครงการนี้ เพราะมองว่าการทำกำแพงริมตลิ่งอาจจะสร้างปัญหาน้ำท่วมมากขึ้น เพราะโครงสร้างอาจไม่แข็งแรงหรือต้านต่อแรงน้ำได้อย่างกรณีสุโขทัยที่เกิดน้ำรั่วใต้กำแพงเข้าท่วมเมือง" นายเสถียร กล่าว

 

อึ้ง!รัฐเมินผลคุ้มทุน-มาตรฐาน

 

                    ผศ.ดร.คมสัน มาลีสี รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ระบุว่า โครงการแก้น้ำท่วมภายใต้วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท เป็นผลความเร่งรีบใช้งบด้วยการอ้างเป็นโครงการเร่งด่วน เพื่อให้ดึงงบมาใช้ ส่งผลให้ขาดการออกแบบ การตรวจสอบในโครงการ และมาตรฐานความคุ้มค่าต่างๆ โดยเฉพาะเขื่อนริมตลิ่ง และการขุดลอกคูคลองนั้้นสามารถบอกได้ว่าส่วนใหญาขาดการตรวจสอบทางวิศกรรม และในอนาคตจะเกิดผลกระทบตามมา  ถ้าทุกคนทำแนวกันน้ำทั้งหมด ธรรมชาติเปลี่ยนเกิดโจทย์ปัญหาใหม่หมด เพราะน้ำไม่สามารถล้นตลิ่งได้แต่จะกองกันอยู่และดันไปทางด้านล่าง ซึ่งทางลงของน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่พระนครศรีอยุธยามีทางต่างของระดับน้ำมีมาก ไม่ว่าจะทำฟลัดเวย์ ฟลัดไดเวอร์ชั่นถ้าทำแล้วไม่วางแผนตรงปลายน้ำ น้ำจะไม่ไหลลงไปทะเลได้

                    รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า เช่นเดียวกับแผนงาน 3.5 แสนล้าน สิ่งที่รัฐบาลวางแผนเป็นสิ่งที่ดีในการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการน้ำ แต่วิธีการต้องปรับการมีส่วนร่วมประชาชนด้วย แต่ที่ผ่านมางบก้อนนี้มีจุดเริ่มต้น จากการเสนอโครงการต่างๆที่มีอยู่แล้วจากกรมชลประทาน ที่เขายังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะแผนต่างๆต้องมาบูรณาการและดูว่าตรงไหนต้องปรับปรุง ข้อผิดพลาดอยู่ตรงนี้ที่เอกชนเองก็คงไม่ได้คิดอะไรใหม่ได้ เพราะทางรัฐบาลกำหนดแนวทางมาให้หมดแล้ว ซึ่งในมุมของนักวิชาการเชื่อว่าโครงการน้ำจะมีความสำเร็จต่ำมาก เพราะมีปัญหารออยู่มากมาย

                    "ส่วนกำแพงริมตลิ่งแม่น้ำสะแกกรังนั้น ในทางวิศวกรรมจะไม่ใช้โครงสร้างลักษณะนี้ในแม่น้ำ แต่เรามักจะใช้ในบริเวณชายฝั่งทะเลมากกว่า ในอนาคตกำแพงนี้จะกลายเป็นขยะลงในแม่น้ำจากการไหลของทรายริมตลิ่งที่จะทรุดตัวลงมา และยิ่งทำให้การไหลของลำน้ำลดลง"

 

มึนลบตำราวิชาการ-จี้สังคยานาวิธีคิดใหม่

 

                    ด้าน รศ.ชัยยุทธ สุขศรี ภาควิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรม ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อยากให้สังคมช่วยกันร่วมตรวจสอบโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทร่วมกับนักวิชาการ เพราะในระบบที่รัฐใช้รูปแบบโครงการนี้จะเพิ่มความเสียงและความสูญเสีย ซึ่งในวิธีการที่รัฐใช้ในโครงการน้ำ ในเชิงวิชาการแม้ในต่างประเทศที่เริ่มตั้งคำถามกับสังคมไทย โดยเฉพาะใช้เกณฑ์ระดับน้ำท่วมของปี 2554 มาเป็นเกณฑ์กำหนดนั้น ในระดับโลกก็ไม่มีใครตอบได้ เพราะเป็นเรื่องของโอกาส แม้แต่ข้อมูลกรมชลประทานเองปริมาณน้ำท่วมปี 54 ก็ไม่ได้สูงสุด แต่ในอดีตเคยมีน้ำท่วมเทียบปีกับสถิติเก่ามีเค่าอุบัติซ้ำ 50-60 ปี แต่มันแน่นอนว่าไม่ถึง 100 ปี

                    "ความหมายคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้แตะความสูงของระดับน้ำสูงสุด และ รัฐก็ไม่พูดว่าจะลดความเสียงต่อประชาชนอย่างไร ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ้น เขาเอาระดับความเสียงที่ยอมกันเป็นตัวตั้ง ถึงจะมากำหนดรูปแบบป้องกัน โดยเฉพาะโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำ และสิ่งที่ไม่ใช้โครงสร้างเช่นปรับผังเมือง

                    อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐทำให้เราสอนหนังสือยาก เพราะตำราของเราควรต้องมีหลักคิดที่ชัดเจนก่อน แต่สิ่งที่รัฐทำคือตัดสินใจในโมดูลต่างๆ และเชิญคนนอกมาเขียนและออกแบบโครงการตามแนวคิดที่รัฐกำหนด และใช้งบเป็นตัวตั้งโครงการ ไม่ฟังเสียงใคร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ควรต้องสังคายนาวิธีคิดกันใหม่ รัฐต้องเปิดใจรับฟัง นำบทเรียนปัญหาที่เกิดขึ้นมาใช้ในการทำโครงการและปรับแก้ให้คุ้มค่า" รศ.ชัยยุทธ กล่าว

 

ชง 4 ข้อ ทบทวนแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน

 

                    ด้านนายแมน ปุโรทกานนท์ กล่าวว่า จากการรับฟังข้อมูลจากชุมชนพบว่าหลายพื้นที่ได้รับงบ 1.2 แสนล้านบาทไปแล้ว เช่น กำแพงริมตลิ่งในแม่น้ำสายหลักต่างๆเช่น นครสวรรค์ อุทัยธานี หรือการขุดลอกคูคลองพบว่ากระบวนการขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง และมีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ และวิถีชีวิตของชุมชนแล้ว ขณะที่งบอีก 3.5 แสนล้านบาท ที่เน้นโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ขาดกลไกการมีส่วนรวมและการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ด้วยการตั้งองค์กรที่มีอำนาจมาบริหารแบบเบ็ดเสร็จ ดังนั้นจึงเตรียมชงข้อเสนอต่อโครงการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำ รวม 4 ข้อ เสนอผ่านทางเวทีสัมชชาปฎิรูประดับชาติครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย.นี้

                    นายแมน กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอหลักๆ คือต้องการให้ กบอ.ทบทวนโครงการ 3.5 แสนล้านโดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในระบบการจัดการน้ำแบบบูรณาการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ โดยสร้างกลไกการจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมอบอำนาจสู่ระดับพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดเล็ก โดยให้สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแกนหลักร่วมกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง สถาบันการศึกษา ในการตรวจสอบโครงการเพื่อความโปร่งใส

                    ส่วนข้อที่ 2 การสร้างบรรทัดฐานในการกำหนดนโยบายสาธารณะว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ซึ่งกบอ.ควรต้องเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ ข้อที่ 3 ให้มีกระบวนการร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับประชาชนแบบมีส่วนร่วมโดยให้แล้วเสร็จภายในปี 2556 โดยให้สมัชชาฯ ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เป็นแกนหลักประสานกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับเครือข่ายต่างๆและสุดท้ายเสนอให้สร้างเครือข่ายการเรียนรู้บริหารจัดการน้ำในระดับประเทศ