
เมื่อมะกันฟันธง จีน=โจรไซเบอร์
เมื่อมะกันฟันธง จีน=โจรไซเบอร์
กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา หรือที่มีชื่อเรียกเท่ๆ ว่า "เพนตากอน" เพิ่งประกาศสงครามกับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคาร (7 พ.ค.) โดยการเปิดเผยรายงานการศึกษาการจารกรรมข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ที่มีหลักใหญ่ใจความกล่าวหาสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า "เป็นส่วนหนึ่งของการทำจารกรรมข้อมูลทางการทูต เศรษฐกิจ และการป้องกันประเทศ" ของสหรัฐอเมริกา เพื่อประโยชน์แห่งการเสริมกำลังทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน
นับเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและชัดเจนที่สุดเท่าที่สหรัฐอเมริกาเคยกล่าวหาจีน ซึ่งก่อนหน้านี้มีแต่เพียงการกล่าวว่าจีนเป็นศูนย์กลางการโจมตีทางไซเบอร์ต่อสหรัฐอเมริกาโดยเจ้าหน้าที่กระทรวงเพนตากอน แต่ไม่มีการระบุที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการเช่นนี้
ในทางการทูตแล้วนี่ถือเป็นการกล่าวหาในระดับรุนแรงซึ่งถ้าไม่จำเป็นจริงๆ นักการทูตต่างรู้ดีว่าจะต้องหลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีที่ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่จะเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง เพราะแน่นอนประเทศที่ถูกกล่าวหาคงจะไม่อยู่นิ่งเฉยและต้องมีมาตรการตอบโต้กลับมาอย่างแน่นอน
หลังจากที่มีการกล่าวหาโดยเพนตากอน ทางการจีนได้ตอบโต้ในทันทีว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐ เป็นเรื่อง "เลื่อนลอย" และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกา "มีความหวาดระแวง" ต่อจีนอย่างที่สุด
ขณะที่ผู้แทนกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน พันเอกอาวุโสหวัง ซิ่นจุน ที่รับผิดชอบด้านการวิจัยในกองทัพจีน กล่าวโต้ตอบว่า รายงานของเพนตากอนเป็นเรื่องไร้ความรับผิดชอบและเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นระหว่างสองประเทศ และกล่าวด้วยว่าทั้งจีนและสหรัฐต่างตกเป็นเหยื่อของการโจมตีของแฮ็กเกอร์ที่ไม่ประสงค์ดี จึงควรร่วมมือกันจัดการแก้ปัญหามากกว่า
เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต จะเห็นได้ว่ามีการทำสงครามไซเบอร์ หรือการโจมตีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมระบบสาธารณูปโภค ธนาคาร เครือข่ายการเงิน และเครือข่ายสำคัญอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และ อิหร่าน รวมทั้งประเทศอื่นๆ หลายต่อหลายครั้ง
อย่างในปี 2553 สหรัฐอเมริกายอมรับต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกว่าถูกแฮ็กเกอร์ที่มีฝีมือสูงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพจีนโจมตีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัทเอกชนและหน่วยงานรัฐบาลอเมริกันหลายครั้ง โดยในการนั้นมีการตรวจพบว่าแฮ็กเกอร์ได้ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในจีนที่เรียกว่า "โกสท์เน็ต" เข้าโจมตีสหรัฐ และได้ปล่อยไวรัสเข้าทำลายเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน
การโจมตีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2555 ที่สหรัฐยอมรับว่าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกรวมทั้งเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลสหรัฐถูกโจมตีทางอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมหาศาล
เช่นเดียวกับที่จีนที่มีรายงานการถูกโจมตีทางอินเทอร์เน็ตกว่า 1,000 ครั้งในปี 2551 และมีการตรวจพบการโจมตีลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ทั้งสองประเทศจึงใช้เหตุผลดังกล่าวจัดตั้งกองกำลังสงครามไซเบอร์ขึ้นมาในกองทัพของตนเอง และเมื่อไม่นานมานี้เพนตากอนได้ประกาศรับบุคลากรพลเรือนและทางทหารเข้าเสริมกองทัพไซเบอร์ที่ตั้งขึ้นมา เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกัน และทำสงครามไซเบอร์โจมตีประเทศเป้าหมาย (เช่น อิหร่าน)
แต่การประกาศความผิดของจีนครั้งล่าสุดนี้ถือได้ว่าเป็นการ "งัดข้อ" กับ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนอย่างชัดเจน หรือจะเป็นการ "ประลองกำลัง" ระหว่างยักษ์ใหญ่ทั้งสองที่ต่างฝ่ายต่างมี "จอมยุทธ์" อยู่ในมือจำนวนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
แต่ที่แน่ๆ สหรัฐอเมริกา "กล้า" มากที่ประกาศสงครามไซเบอร์กับจีนอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ และคงลืมไปว่า จีนยังคงสถานะ "เจ้าหนี้รายใหญ่" และ "ผู้ผลิตสินค้า" ของสหรัฐ ซึ่งถ้าจีนเกิดอึดขึ้นมาเล่นงานสหรัฐอย่างที่กล่าวหา อาจจะไม่ได้ใช้แค่การโจมตีทางไซเบอร์ที่ฝ่ายสหรัฐเตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว แต่อาจจะรวมไปถึงการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ซึ่งหากจีนทำเช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ เศรษฐกิจโลกจะเกิดการผันผวน และเสถียรภาพความมั่นคงของโลกจะเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



