ไลฟ์สไตล์

ยุบร.ร.!'บิลลี่ โอแกน'โพสต์'อย่ารังแกเด็ก'

ยุบร.ร.!'บิลลี่ โอแกน'โพสต์'อย่ารังแกเด็ก'

10 พ.ค. 2556

'พงศ์เทพ' เตรียมจ้อรายการ 'ยิ่งลักษณ์พบปชช.' แจงเหตุยุบ ร.ร. 'บิลลี่ โอแกน'โพสต์'รังแกเด็ก'

 

                         10 พ.ค. 56  ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลมีการบันทึกเทปรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน เพื่อนำไปออกอากาศในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 11พ.ค. นี้ ทางช่อง11 โดยรายการแบ่งเป็น 2 ช่วงเช่นเดิม

                         แหล่งข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า ในเทปนี้ ช่วงที่หนึ่งของรายการเป็นการเชิญนายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข มาพูดถึงการประชุมเชิงนโยบาย เรื่อง การพัฒนาศูนย์กลางบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา

                         ส่วนอีกช่วงของรายการเป็นการเชิญนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาชี้แจงกรณียุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีอย่างมากในช่วงนี้

                         นอกจากนี้มีการเปิดเผยจากแหล่งข่าวในกรมประชาสัมพันธ์ว่า หลังจากมีการโอนตัวนายธีระพงษ์ โสดาศรี จากอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์มาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำแล้ว ปรากฏว่าขณะนี้ช่อง11 กำลังมีการปรับผังรายการของสถานี และปรากฏว่าในผังใหม่มีการถอดรายการของสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรายการของทีมโฆษกรัฐบาล คือรายการ "ครม.เพื่อประชาชน" ที่จะออกอากาศทางช่อง11 ทุกวันอังคารเวลาประมาณ 21.00-21.30น. ซึ่งจะเป็นการรายงานมติครม.โดยทีมโฆษกรัฐบาล โดยมีการออกอากาศเทปสุดท้ายเมื่อวันอังคารที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา

                         นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับสำนักข่าวเนชั่นถึงการงดออกอากาศรายการ "ครม.เพื่อประชาชน" ว่า ตนทราบเพียงว่าช่อง11 ขอเวลาช่วงดังกล่าวคืน เพื่อจัดทำผังรายการใหม่ 

 

"บิลลี่ โอแกน"โพสต์"อย่ารังแกเด็ก"

                        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันที่หน้าเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวนาม Billy Ogan ของ บิลลี่ โอแกน อดีตดารา นักร้อง ได้โพสต์แสดงความเห็นว่า "ขอเชิญทุกท่านที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบโรงเรียนทั่วประเทศ จำนวน 16,000 ร่วมเป็นกำลังใจให้เด็กๆ อย่างพร้อมเพรียงกัน"

                        นอกจากนี้ บิลลี่ ได้โพสจ์รูปตัวเองโชว์ข้อความว่ามีเนื้อหาว่า "เราต่อต้านการยุบโรงเรียน 16,000 แห่งทั่วประเทศ โปรดอย่ารังแกเด็ก ที่ต้องการโรงเรียนและการศึกษา รัฐมีหน้าที่จัดหา ไม่ใช่

 

"ชินภัทร"หอบชาร์ทแจงยุบร.ร.ไม่ได้หวังประหยัด

 

                        ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( กพฐ.) แถลงข่าวชี้แจงนโยบายการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อม ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยากชี้แจงว่านโยบายการยุบโรงเรียนไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ได้ทำโดยพลการแต่มีแนวทางและมาตรการในการดำเนินการอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การยุบรวมโรงเรียนของ สพฐ.เป็นผลมาจากจำนวนประชากรนักเรียนที่ลดลงด้วย ถ้าดูข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีตั้งแต่ปี 2551-2555 จะพบว่าจำนวนนักเรียนลดลงจากประมาณ 8 ล้านคนในปี 2551 เหลือ 7.39 ล้านคน ในปี 2555 ขณะที่จำนวนโรงเรียนของ สพฐ.ก็ปรับลดลงทุกปีเช่นกัน ในปี 2551 สพฐ.มีโรงเรียนทั้งหมด 31,821 โรง พอถึงปี 2552 มีจำนวนโรงเรียนปิดไป 313 โรง เหลือ 31,508 โรง ปี 2553 ปิด 84 โรงเหลือ 31,424 โรง ปี 2554 ปิดไป 169 โรงเหลือ 31,255 โรง และปี 2555 ปิดไป 139 โรงเหลือ 31,116 โรง

                        “ใน 5 ปี สพฐ.ลดจำนวนโรงเรียนไป 705 โรง ซึ่งเป็นไปตามจำนวนประชากรวัยเด็กที่ลดลง แต่คำนวณแล้ว แต่ละปีมีโรงเรียนลดจำนวนลงน้อยมาก เช่นปี 2552 ลดจำนวนโรงเรียนลงแค่ 0.7% และขอยืนยันว่า การยุบเลิกโรงเรียนมีขั้นตอนและเงื่อนไขการพิจารณา เงื่อนไข คือ ยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ขอยืนยันว่า สพฐ.ไม่ได้มุ่งหวังแต่บริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่อยากให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ ถ้ายุบโรงเรียนแล้วเด็กเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษาเด็กไม่มีที่ไป การยุบโรงเรียนนั้นจะทำไม่ได้เลย และเมื่อยุบโรงเรียนแล้วต้องมีการดูแลเรื่องรับส่งนักเรียนไม่ให้เป็นปัญหา สุดท้ายจะต้องได้รับความยินยอมจากชุมชนด้วย ต้องทำให้ชุมชนมั่นใจได้ว่านักเรียนจะได้ย้ายไปเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพดีกว่า”นายชินภัทร กล่าว

                        เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่สภาการศึกษาทางเลือก จะเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านนโยบายยุบรวมโรงเรียนนั้น อยากชี้แจงให้เข้าใจความหมายของ ยุบโรงเรียน ไม่ได้หมายความว่า สพฐ.จะเดินหน้ายุบโรงเรียนทันทีถ้ามีนักเรียนน้อยกว่า 60 คน โรงเรียนกลุ่มนี้แค่เป็นกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น ซึ่ง สพฐ.ได้ให้เขตพื้นที่การศึกษาไปทำแผนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่และให้ส่งมาภายในวันที่ 24 พ.ค.นี้ ถึงตอนนั้นจึงจะรู้ว่าโรงเรียนใดจะอยู่ในข่ายยุบหรือไม่ยุบ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการยุบโรงเรียนของ สพฐ.ไม่ได้ขัดกับรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิ เสรีภาพและโอกาสทางการศึกษาเพราะ สพฐ.มีเงื่อนไขชัดเจนว่าการยุบโรงเรียนต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเด็กไม่ทำให้เด็กไร้ที่เรียน และโรงเรียนแห่งใหม่ต้องมีคุณภาพดีกว่า

                        นายกำจัด คงหนู ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ปทุมธานี เขต 1 กล่าวว่า เรื่องการจัดตั้ง รวม ยุบเลิกโรงเรียนนั้น มีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2550 กำหนดรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน โดยเป็นอำนาจของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาเขตพื้นที่การศึกษา ถือปฏิบัติกันมาเป็นปกติ อย่าง สพป.ปทุมธานี เขต 1 มีโรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียน 120 คนลงมา จำนวน 27 โรง และโรงเรียนที่มีนักเรียน 60 คนลงมา จำนวน 2 โรง

                        “ในภาพรวมการยุบโรงเรียนขนาดเล็กต้องดูจำนวนประชากรในพื้นที่ด้วยว่าลดลงมากน้อยแค่ไหน และต้องดูคุณภาพของการจัดการศึกษาในโรงเรียนนั้นด้วย ถ้าไม่มีคุณภาพจะทำ ให้เด็กในโรงเรียนนั้นขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ก่อนจะยุบโรงเรียนได้นั้นต้องได้รับฉันทานุมัติจากชุมชนด้วย และต้องดูว่านักเรียนมีที่ไปหรือไม่ ถ้ามีแม้แต่เด็กคนเดียวที่ไม่มีช่องทางไปเรียนตรงอื่นได้ ก็ไม่มีทางจะยุบโรงเรียนนั้น “ นายกำจัด กล่าว

                        นายประกอบ กุลเกลี้ยง ผอ.สพป.หนองคาย เขต 1 กล่าวว่า นโยบายยุบโรงเรียนเป็นนโยบายสาธาณะมาแต่ปี 2540 เพราะอัตราการเกิดของประชากร ขณะเดียวกันอันตราการเกิดของประชากรลดลงขณะเดียวกันโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนเทศบาล มีการเติบโตขึ้นมากเพราะได้รับงบประมาณจำนวนมากและมีความคล่องตัวในการบริหารงานเหนือกว่า ยิ่งในภาวะการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วมากขึ้น โรงเรียนเอกชนใน จ.อุดรธานี มาขนนักเรียนใน จ.หนองคาย ไปหมด เพราะฉะนั้น จำนวนนักเรียนโรงเรียนของรัฐจึงลดลง เช่น ที่หนองคาย มีโรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียนจำนวนไม่ถึง 60 คน จำนวน 70 โรง นักเรียนต้องเร่งทำแผน 3 ปีเพื่อบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพ เพราะโรงเรียนขนาดเล็กเมื่อเทียบคะแนนโอเน็ตแล้วส่วนใหญ่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ เพราะว่า 90% มีครูไม่ครบชั้น       

               

นักวิชาการชี้ยุบ ร.ร.ขนาดเล็กพิจารณาความเหมาะสม 
 

                        ดร.กฤษณพงษ์ กีรติกร รองประธานคณะกรรมการการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวว่า เรื่องของการยุบโรงเรียนขนาดเล็กตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกสื่อไปนั้น อาจสร้างความสับสน เพราะถ้าโรงเรียนใดมีการบริหารจัดการได้ดีเด็กนักเรียนมีคุณภาพก็ไม่ควรยุบ และโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลความเจริญก็ไม่ควรยุบควรจะให้มีในพื้นที่นั้นต่อไป และหากว่าโรงเรียนในพื้นที่มีปัญหาเรื่องการจัดการก็ควรมีการปรึกษากับชุมชนว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมได้หรือไม่ ซึ่งตนเชื่อว่า บางพื้นที่อาจไม่ได้ยุบทีเดียว แต่อาจจะมีการเปลี่ยนเงื่อนไขการดำเนินการ

                        “ถ้าให้มีการปิดโรงเรียน หรือยุบไปเฉยๆ คนก็ตกใจ ทั้งๆ บางโรงเรียนมีคุณภาพ โรงเรียนที่เด็กอยู่บนภูเขาจะไปปิดไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาในแต่ละพื้นที่และเป็นเรื่องจุลภาคมาก แม้ว่าในต่างประเทศที่มีปิด หรือยุบโรงเรียนบ้าง แต่เหตุผลเขาของเขาจะไม่เหมือนกับไทย แต่หมู่บ้านแต่ละแห่งของเขาก็ใหญ่มาก มีถนน มีสิ่งอำนวยความสะดวกเข้าถึง ในขณะที่ประเทศไทยบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กคืออยู่ตามหมู่บ้านขนาดเล็ก และหมู่บ้านก็กระจัดกระจายออกไปอยู่นอกเมือง อาจมีปัญหาเรื่องของการขาดแคลนครู มีครูไม่ครบชั้น ทำให้การเรียนการสอนของครูทำได้ไม่เต็มที่” ดร.ดร.กฤษณพงษ์ กล่าว

                        ด้าน ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักวิชาการด้านการศึกษาจากธนาคารโลก กล่าวว่า ที่ผ่านมาการศึกษาวิจัยเรื่องของการใช้เงินงบประมาณในการจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ พบว่ายิ่งเป็นเรื่องเรียนที่อยู่ห่างไกลและมีเด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจนยิ่งเป็นพื้นที่ที่ใช้งบประมาณมาก ซึ่งเราพบว่าโรงเรียนขนาดเล็กค่าใช้จ่ายต่อหัวเด็ก สูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่หลายเท่า และผลลัพธ์ทางการศึกษาก็ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เพราะครูไม่ครบชั้น ดังนั้น ตนเห็นเห็นด้วยกับเรื่องที่ให้มีการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าโรงเรียนขนาดเล็กใดมีประสิทธิภาพดีอยู่แล้วก็ไม่ควรไปยุบให้อยู่ในพื้นที่เดิม