
วิวาทะหนุน-ต้าน'ยุบ'6,000โรงเรียน
วิวาทะหนุน-ต้าน'ยุบ'6,000โรงเรียน
กลายเป็นประเด็นร้อนทันทีภายหลัง พงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ ประกาศปัดฝุ่นนโยบาย "ยุบ" โรงเรียนขนาดเล็ก ที่นักเรียนจำนวนน้อย และให้เด็กย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง โดยยกสองเหตุผลสำคัญ คือ รัฐบาลไม่มีกำลังงบประมาณพัฒนาโรงเรียนทุกแห่ง และ ไม่สามารถนำงบประมาณจากเงินภาษีมาดูแลทุกโรงเรียนได้เท่าเทียมกัน
เรื่องนี้ ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ยืนยันว่า ได้ตั้งเป้าการยุบรวมเป็นโรงเรียน ที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 60 คน ส่วนข้อมูลของ สพฐ. ระบุว่า โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คน มีทั้งหมด 14,816 โรง ส่วนโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 60 คน มีทั้งหมด 5,962 โรง แยกเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 20 คน จำนวน 709 โรง มีนักเรียนตั้งแต่ 21-40 คน จำนวน 2,090 โรง และนักเรียน 41-60 คน จำนวน 3,163 โรง
ส่งผลให้ในรอบ 24 ชั่วโมง ที่ผ่านมาเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ รวมทั้งแวดวงการศึกษา ฝ่ายการเมือง และกลุ่มผู้กปครอง ที่แสดงความคิดเห็นทั้ง "สนับสนุน" และ "คัดค้าน" แนวคิดดังกล่าว
โดยฝ่ายที่เห็นด้วย เชื่อว่าจะทำให้ระบบการศึกษาของเด็กชนบททัดเทียมกับเด็กในเมือง แถมยังประหยัดงบประมาณในส่วนนี้ ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วย มองว่าเป็นการโยนภาระให้ผู้ปกครอง อีกทั้งการแก้ปัญหาด้วยวิธีย้ายเด็กไปเรียนรวมกัน ในอนาคตอาจเกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ศธ.มาถูกทาง
คณะกรรมาธิการการศึกษาวุฒิสภา นำโดย สุธรรม พันธุศักดิ์, นรีวรรณ จินตกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการ และ ม.ร.ว.วุฒิเลิศ เทวกุล ส.ว.สรรหา กรรมาธิการฯ แถลงว่า มติเห็นด้วยกับนโยบาย รมว.ศึกษาธิการ ที่สั่งให้ยุบรวมโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก เนื่องจากการยุบรวมจะทำให้กระบวนการจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ
โดยมีข้อเสนอดังนี้ 1.เตรียมประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองรับทราบรายละเอียดและแนวทางที่ชัดเจน 2.เตรียมรับส่งนักเรียนให้มีความพร้อมและเน้นเรื่องการปลอดภัย 3.อาคารบ้านพักและอาคารที่ทำการของโรงเรียนต่างๆ ที่ยุบรวม ควรมีแนวทางที่ชัดเจนว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องใด 4. ควรบริการจัดการเรื่องการโยกย้ายครู และบุคลาการทางการศึกษาในโรงเรียนที่ถูกยุบรวมให้เหมาะสมและเป็นธรรม และ 5.ควรพิจารณาจัดการศึกษาทางไกล และใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนการสอนและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาแก่ประชาชนทุกระดับ
มีการตั้งกระทู้ ที่ "เว็บไซต์ครูไทย" www.kruthai.info ในหัวข้อ “พงศ์เทพ” สั่งยุบ ร.ร.ขนาดเล็กไร้คุณภาพ โดยโค้ดคำพูดของ "พงศ์เทพ เทพกาญจนา" ที่ว่า "โรงเรียนขนาดเล็กบางแห่ง อย่างที่ จ.สมุทรสาคร มีนักเรียนแค่ประมาณ 20 คน เป็นชาวต่างชาติทั้งนั้น ถามว่าอย่างนี้จะเปิดไว้ทำไม คุณภาพก็ไม่ได้ ขณะที่โรงเรียนข้างเคียงที่มีคุณภาพก็อยู่ห่างไม่ถึง 1 กิโลเมตร ถ้ายุบโรงเรียนแล้วย้ายเด็กไปเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพมากกว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวนักเรียนเองและเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาในภาพรวม ซึ่งแม้แต่ในต่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกายังมีการปิดโรงเรียนขนาดเล็กแม้แต่ในเมืองหลวงอย่างกรุงวอชิงตัน ดีซี อยู่บ่อยครั้งถ้าเห็นว่าโรงเรียนในย่านใดไม่มีประโยชน์จะคงไว้ แม้มีนักเรียน 60 คน หรือโรงเรียนขนาด 300 คนยังถูกปิด”
จากนั้นผู้ที่ใช้ชื่อ "ดร.ภัณฑ์รักษ์ พลตื้อ" โพสต์ว่า "ถูกต้องแล้วครับ ระดับรัฐมนตรีต้องให้นโยบายอย่างนี้แหละ ทีนี้ก็เป็นกึ๋นของระดับปฏิบัติที่เขตพื้นที่จะนำไปดำเนินการตามบริบทของแต่ละเขตพื้นที่ ซึ่งอาจแตกต่างกันไป แต่ปลายทางคือคุณภาพของผู้เรียน สพฐ.ก็ต้องจัดระบบสนับสนุน ติดตามประเมินดูว่าแต่ละเขตพื้นที่ทำไปได้อย่างไร เกิดสัมฤทธิผลมากน้อยอย่างไร มีอุปสรรคอะไรที่เกินศักยภาพของเขตพื้นที่บ้างก็ต้องช่วยเหลือ นี่เป็นตัวอย่างของการปฏิบัติงานตามที่ควรจะเป็น มันต้องหนึ่งในนโยบาย การปฏิบัติหลากหลายไปตามสภาพของเขตพื้นที่ อย่าไปทำนอกบทบาทเหมือนที่ผ่านมา เช่น การสอบบรรจุครู เป็นต้น มาถูกทางแล้ว สนับสนุนครับ"
เช่นเดียวกับ ผู้ใช้นามแฝง "?" ระบุว่า "สักวันหนึ่งโรงเรียนขนาดเล็กก็ต้องสลายเพราะไม่มีนักเรียนมาเรียน... ปัจจุบันมีองค์กรปกครองท้องถิ่น(ระดับเทศบาล)มากขึ้น ทั้งนี้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีรายได้ของตนเอง การศึกษาจึงจัดให้ฟรีแก่เด็กทุกเรื่อง เนื่องจากฐานเสียงขององค์กรปกครองท้องถิ่นก็คือประชาชนในท้องถิ่นนั่นเอง ดังนั้นการดูแลบุตรหลานของประชาชนในท้องถิ่นในทุกๆ เรื่องจึงเป็นการวางรากฐานการหาเสียงไว้ก่อน..."
"ดังนั้นเมื่อองค์กรปกครองท้องถิ่นให้ในสิ่งที่ผู้ปกครองพึงพอใจ... ผู้ปกครองจึงนำลูกหลานไปเรียน... แล้วโรงเรียนขนาดเล็กที่แตกกระจายมีเด็กไม่กี่คน รวมทั้งครูไม่ครบชั้น ผู้ปกครองจะเลือกให้ลูกหลานไปเรียนที่ไหน... และซ้ำร้ายไปกว่านั้น ถ้ารัฐบาล จัดทุ่มงบประมาณลงไปให้อย่างที่โรงเรียนร้องขอ (ขอครูครบชั้น ของบประมาณสนับสนุน) ...แล้วโรงเรียนจะได้เด็กนักเรียนเพิ่มมาจากไหน?... แล้วที่ร้องขอจะเอาไปทำอะไร?..."
รัฐกำลังละเมิดสิทธิ์ชุมชน
ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีต รมว.ศึกษาธิการ ย้ำว่า ไม่เห็นด้วย เพราะจะกระทบต่อความรู้สึกของผู้ปกครอง นักเรียน และสิทธิชุมชนค่อนข้างสูง และขัดหลักการของรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ที่บัญญัติว่า รัฐต้องจัดการศึกษาอย่างทั่วถึง มีคุณภาพและไม่คิดค่าใช้จ่าย
"ถ้ายุบโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าจะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึงยังไง อีกทั้งรัฐต้องจัดให้มีความทัดเทียมกัน การที่กระทรวงศึกษาฯ จะใช้เกณฑ์แค่เรื่องคุณภาพและงบประมาณมาเป็นข้ออ้างในการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก โดยยึดเอาจำนวนนักเรียนที่น้อยกว่า 60 คนเป็นตัวตั้งนั้น เป็นเรื่องที่ขัดกับหลักการตามรัฐธรรมนูญ" ชินวรณ์กล่าว
สมัยที่นั่งเก้าอี้ รมว.ศึกษาธิการ ชินวรณ์ บอกว่า มีแนวทางชัดเจน ก่อนจะยุบโรงเรียนขนาดเล็กต้องสร้างโรงเรียนดีประจำตำบล เพื่อให้โรงเรียนในชนบทมีคุณภาพใกล้เคียงกับโรงเรียนในเมือง เพื่อรองรับการยุบรวมโรงเรียนในอนาคต และเป็นการส่งเสริมโครงการ "โรงเรียนพี่ โรงเรียนน้อง" เพื่อให้สถาบันการศึกษามีส่วนช่วยเหลือกันในการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา
นอกจากนี้โรงเรียนขนาดเล็กในชุมชนที่ห่างไกลควรจะมีสิทธิชุมชนในการดูแลการศึกษา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับนักเรียน ถ้ายุบโรงเรียนเล็กที่อยู่ห่างไกลจะทำให้เกิดการออกจากการศึกษากลางคันของเยาวชน ต้องเข้าสู่การศึกษานอกระบบ และยังมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองตามมา ดังนั้นรัฐต้องสร้างทางเลือกให้ประชาชนมากกว่าที่จะบังคับในเชิงนโยบาย
เช่นเดียวกับ อดีต รมว.ศึกษาธิการ อย่าง สัมพันธ์ ทองสมัคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไม่น่ายุบโรงเรียนเหล่านี้ และปรับโครงสร้างใหม่ ขณะนี้ได้ตั้งทีมงานเพื่อปรับยุทธศาสตร์ทางการศึกษาในถิ่นทุรกันดารของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และการพัฒนาสังคม บ้านเมือง และตอบรับกับการเข้าสมาคมอาเซียน โดยจัดตั้งเป็นวิทยาลัยท้องถิ่นในโรงเรียนขนาดเล็ก หรือโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และมีเครือข่ายคลุมไปถึงโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียง ให้ครูหมุนเวียนไปสอนในบางวิชาแทนการหมุนเด็กไปเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่ และยุบโรงเรียนขนาดเล็ก บรรดาครูจะสังกัดโรงเรียนเดิม หรือสังกัดวิทยาลัยท้องถิ่นก็ได้ และเปิดเรียนหลักสูตรระยะสั้น อบรมอาชีพด้านต่างๆ ให้ผู้ประกอบอาชีพด้วย
“น่าเสียดายกระทรวงศึกษาธิการเร่งเรื่องนี้จนเกินไป น่าจะนำแนวทางดังกล่าวนี้ไปปรับปรุงได้ ชะลอไว้หน่อยไม่ได้ หรือครับท่านรัฐมนตรี เพราะเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับสังคมหรือชุมชนที่โรงเรียนขนาดเล็กตั้งอยู่”
ส่วนความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย บรรดานักเลงคีย์บอร์ดได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน โดยตั้งแฟนเพจของ "กลุ่มคัดค้านการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก" ออกมาแสดงจุดยืน "คัดค้าน" แนวทางของรัฐมนตรีพงศ์เทพ พร้อมระบุว่า โจทย์ใหญ่ คือ ระบบการศึกษาไทยมีปัญหา กระทรวงศึกษาฯ ไม่สามารถบริหารจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ข้อเรียกร้องในภาพรวม คือ เราเสนอให้กระทรวงศึกษาปฏิรูปตัวเอง ลดบทบาท กระจายอำนาจลงท้องถิ่น ให้ชุมชน ท้องถิ่น เอกชน ภาคส่วนต่างๆ ในระดับพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบการจัดการศึกษาภายใต้ พ.ร.บ.การศึกษา ด้วยกระบวนการของท้องถิ่น
นอกจากนี้แฟนเพจดังกล่าว ยังโพสต์คลิปวิดีโอสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลความเจริญ ถ้ามีการยุบโรงเรียนจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเด็กเหล่านี้ รวมถึงครู และผู้ปกครอง
ต่อมา ได้โพสต์ข้อของ สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และ เครือข่ายโรงเรียนชุมชน (โรงเรียนขนาดเล็ก) ทั่วประเทศ ดังนี้ การยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก จึงสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำ คือ 1.ความไม่เป็นธรรมในการแก้ปัญหาอันเกิดจากความล้มเหลว ด้านการบริหารจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ใช้งบประมาณแผ่นดินสูงถึงปีละ 400,000,000,000 บาท แต่ล้มเหลวในการดูแลพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพ และทั่วถึงตามความต้องการของประชาชน
2.ความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานของประชาชน
3.ความไม่เป็นธรรมต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง โดยปัดภาระให้ประชาชนต้องย้ายลูกไปเรียนโรงเรียนที่ห่างไกลชุมชน และเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แม้จะมีรถรับส่งดูแล แต่การเรียนไกลบ้านย่อมรวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะที่ย่อมจะเกิดขึ้นตามมา
4.ความไม่เป็นธรรมต่อเด็กในด้านการเรียนรู้ เพราะรัฐยังคงเน้นการจัดการศึกษาโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง เน้นการจดจำสาระวิชาเพื่อไปสอบแข่งขันศึกษาต่อ เพื่อผลิตแรงงานสนองความต้องการของอุตสาหกรรม ซึ่งล้มเหลวในการพัฒนาคุณภาพเด็กที่รอบด้าน และสอดคล้องกับการพัฒนาสังคมที่หลากหลายตามบริบท
5.ความไม่เป็นธรรมต่อชุมชน คือ โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ ชุมชนมีส่วนร่วมในการก่อตั้ง ทั้งบริจาคที่ดิน ชาวบ้านช่วยกันก่อสร้างอาคารเรียน ช่วยทำนุบำรุงโรงเรียนทั้งแรงกายและแรงทรัพย์ การยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กโดยไม่ได้รับฟังเสียงสะท้อน คัดค้านจากเจ้าของพื้นที่ เจ้าของโรงเรียนตัวจริงอย่างชาวบ้าน ชุมชน จึงเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนอย่างเห็นได้ชัด
และ 6.ความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากการบริหารจัดการศึกษาแบบรวมศูนย์ของรัฐ โรงเรียนใหญ่ได้รับงบประมาณเยอะกว่าโรงเรียนเล็ก แต่การประเมินคุณภาพการศึกษากลับใช้มาตรฐานไม้บรรทัดเดียวกันในการชี้วัดซึ่งไม่เป็นธรรม
โรงเรียนของหนูมีอยู่3คน
กล่าวสำหรับ โรงเรียนบ้านตาชู หมู่ 8 ต.ตาจั่น อ.คง จ.นครราชสีมา สถานศึกษาขนาดเล็กมาก ทั้งโรงเรียนมีนักเรียนแค่ 3 คนเท่านั้น จัดได้ว่าน้อยที่สุดในประเทศไทย ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองยังประสานกันเป็นเสียงเดียวว่า "ไม่ยุบ"
บุญธรรม ฉิมนอก นายก อบต.ตาจั่น ในฐานะผู้รับผิดชอบโรงเรียนบ้านตาชู เล่าว่า เมื่อประมาณต้นปี 2553 สื่อมวลชนได้เสนอข่าวโรงเรียนบ้านตาชู มีจำนวนนักเรียนน้อยที่สุดในประเทศไทย โดยมีเพียง 4 คน ทำให้คนท้องถิ่นเกิดจิตสำนึกพาลูกหลานมาเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 16 คน ส่วน อบต.ตาจั่น ก็สนับสนุนด้านสื่อการเรียนการสอน อาหารกลางวัน และนมกล่อง
ต่อมาผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้สอนย้ายไปปฏิบัติหน้าที่โรงเรียนอื่น เหลือเพียง ธวัชชัย ประเสริฐศรี ครู คศ.3 เพียงคนเดียว ทำให้มีปัญหาการจัดการเรียนการสอน กระทั่งผู้ปกครองทยอยนำลูกหลานจำนวน 11 คน ไปเรียนที่โรงเรียนอนุบาลตลาดแค อ.โนนสูง ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 15 กิโลเมตร ล่าสุดเหลือนักเรียนแค่ 3 คน เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาที่ 4-5-6 หรือชั้นละ 1 คน
"โรงเรียนบ้านตาชู เปิดสอนมากว่า 60 ปี ถ้าสอบถามคนท้องถิ่นที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป และมีภูมิลำเนาในเขตนี้กว่า 80% จะเคยเรียนที่โรงเรียนนี้ จึงอยากให้โรงเรียนแห่งนี้อยู่ต่อไปเพื่อให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ แต่หากจะถูกยุบจริงๆ จะเสนอวาระเร่งด่วนให้ สภา อบต.ตาจั่น อนุมัติงบประมาณจัดซื้อยานพาหนะ รวมทั้งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรับส่งลูกหลานให้ไปเรียนต่อที่อื่น" บุญธรรมกล่าว
ส่วนครูผู้สอนอย่าง ธวัชชัย ยอมรับว่า สอนในกลุ่มสาระวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาไทย ตั้งแต่ปี 2529 เดิมมีนักเรียนกว่า 50 คน กระทั่งหลังปี 2540 นักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี สาเหตุมาจากปัญหาภัยแล้งและไม่มีที่ดินทำกิน ชาวบ้านจึงต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด โดยอพยพครอบครัวไปรับจ้างในกรุงเทพฯ ทิ้งไว้เพียงคนเฒ่าคนแก่ให้อยู่ตามมีตามเกิด
"โชคดีที่ อบต.ตาจั่น และผู้ปกครองช่วยกันเรี่ยไรเงินจ้างครูพี่เลี้ยงมาดูแลนักเรียนชั้นปฐมวัยนับสิบคน พร้อมประสานขอความร่วมมือไปยังโรงเรียนตะโกทุ่ง ต.ตาจั่น ที่ตั้งอยู่ใกล้กัน ส่งครูมาช่วยสอน หรือพานักเรียนเดินทางไปเรียนร่วม คาดปีการศึกษาใหม่ ผู้ปกครองของนักเรียนทั้ง 3 คน เตรียมนำลูกหลานย้ายไปเรียนที่โรงเรียนบ้านตะโกทุ่ง เพื่อโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมคนอื่น ส่วนผมได้ทำเรื่องขอย้ายไปสอนที่โรงเรียนอื่นแล้ว" ธวัชชัยกล่าวทิ้งท้าย



