
ผู้ปกครองระนองค้านยุบร.ร.ขนาดเล็ก
ผู้ปกครองนักเรียนในพื้นที่ จ.ระนอง ออกโรงค้านแนวคิดยุบโรงเรียนขนาดเล็ก หวั่นกระทบสัมพันธ์ชุมชน-โรงเรียน
9 พ.ค.56 นายนิตย์ อุ่ยเต็กเค่ง ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนเทศบาลบ้านเขานิเวศน์ จ.ระนอง เปิดเผยว่า ทางผู้ปกครองในพื้นที่ จ.ระนอง ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กเรียนต่ำกว่า 60 คน เพราะมองว่ายังมีความสำคัญกับชุมชน โดยปัญหาสำคัญที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ จ.ระนอง ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ปกครองในพื้นที่เป็นเพราะการขาดการเอาใจใส่ดูแลจากรัฐบาล, กระทรวงศึกษาธิการ และเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาผู้ปกครองต่างต้องระดมทุนช่วยเหลือกันเอง สุดท้ายทำให้โรงเรียนขนาดเล็กมีศักยภาพที่ด้อยกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีพร้อมกว่า ทำให้ผู้ปกครองขาดความเชื่อมั่นที่จะส่งบุตรหลานเข้าเรียน จนจำนวนเด็กลดลง
นายนิตย์ กล่าวต่อว่า โรงเรียนยังเป็นสิ่งที่คู่กับชุมชน เพราะยังมีผู้ปกครองหลายคนที่ยังต้องพึ่งพาโรงเรียนใกล้บ้าน ซึ่งทางออกที่เหมาะสมคือการปรับตัวเช่นการปรับเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก น่าจะเหมาะสมกว่าที่จะยุบทันที
ด้านนายปรารม นาคบำรุง รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง กล่าวว่า ในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ทาง สพท.ระนองเตรียมประชุมร่วมตัวแทน 3 ฝ่าย จาก 86 โรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัดระนอง ประกอบด้วยประธานคณะกรรมการสถานศึกษา,ตัวแทนท้องถิ่น และเลขา (ผู้บริหารสถานศึกษา) เพื่อรับทราบนโยบายของรัฐบาลต่อกรณีการดำเนินการกับโรงเรียนขนาดเล็ก รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทน 3 ฝ่าย เพื่อหาทางออกในเรื่องดังกล่าวต่อไป
ด้านนายพายัพ โอสถเจริญ นักประชาสัมพันธ์ เขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดระนอง (สพท.ระนอง) กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบข้อมูลโรงเรียนในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาระนองจำนวนกว่า 10 โรง แทบจะไม่มีเด็กนักเรียนไทยเข้าศึกษา แต่กลับพบมีเด็กรหัส G หรือเด็กต่างด้าว เด็กไร้สัญชาติเข้ามาศึกษาแทน
“จากข้อมูลล่าสุดพบว่าขณะนี้มีโรงเรียนอย่างน้อย 4-5 โรง ที่มีข้อมูลชัดเจนว่าเข้าข่ายจะต้องยุบ หากพิจารณาตามกฏเกณฑ์ที่ทางกระทรวงศึกษากำหนดไว้ว่าหากพบว่าโรงเรียนใดมีเด็กนักเรียนไทยทั้งโรงเรียนไม่ถึง 50 คน เข้าข่ายที่จะต้องถูกยุบรวมกับโรงเรียนใกล้เคียง” นายพายัพ กล่าว
พัทลุง-ห่วงยุบร.ร.ขนาดเล็กกระทบสัมพันธ์ชุมชน
นายชุมพล ศรีสังข์ นายชุมพล ศรีสังข์ ผอ.สพป.พัทลุง 1 กล่าวว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1 ที่จะถูกยุบรวมให้ไปเรียนรวมด้วยกัน ในปีนี้มีจำนวน 1 โรงเรียน คือ โรงเรียนบ้านชายครอง ต.พนางตุง อ.ควนขนุน ที่มีเด็กนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 20 คน โดยจะไปเรียนในระดับ ม.4,5,6 กับโรงเรียนทะเลน้อย ต.ทะเลน้อย อ.ควนขนุน ในปี 2557 มีแผนที่จะรวมโรงเรียนอีก 1 โรงเรียน คือโรงเรียนบ้านศาลาน้ำ อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง และในปี 2558 คาดว่าจะมีโรงเรียนที่จะร่วมเข้าด้วยกันอีกจำนวน 7 โรงเรียน
อย่างไรก็ตามในการดำเนินการร่วมโรงเรียนขนาดเล็กให้เด็กนักเรียนมาเรียนด้วยกัน จะไม่ส่งผลกระทบต่อนักเรียน เพราะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้จัดระบบรับส่งนักเรียนไว้รองรับแล้ว ถ้ายุบแล้วย้ายเด็กไปเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพมากกว่า จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวนักเรียนอีกด้วย
ด้านนางเตือนใจ สิทธิบุรี ผู้ประสานงานศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านเกาะทัง จ.พัทลุง กล่าวว่า ในการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก สิ่งหนึ่งที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชน คือ โรงเรียนจะขาดความสัมพันธ์ที่ดีต่อชุมชน เพราะที่ผ่านมาเมื่อโรงเรียนมีกิจกรรมภายในโรงเรียนผู้ปกครองจะเข้าไปมีส่วนร่วม ทำกิจกรรมด้วยกัน และในช่วงเวลาเช้า-เย็น ที่ผู้ปกครองไปส่งลูกยังโรงเรียน นั้นจะเป็นโอกาสที่ผู้ปกครองแต่ละคนได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ถึงวิถีชีวิตของแต่ละครอบครัว ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาดีๆที่ผู้ปกครองหลายๆคนได้พบกัน หากมีการยุบรวมสิ่งนี้ก็จะขาดหายไป
'อดีตรมว.ศธ.'ค้านยุบร.ร.ขนาดเล็ก หวั่นกระทบความรู้สึกผู้ปกครอง-เด็ก
นายชิณวรณ์ บุณยะเกียรติ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ มีแนวคิดที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก 14,186 แห่งว่า ไม่เห็นด้วย เพราะจะกระทบต่อความรู้สึกของผู้ปกครอง นักเรียน และสิทธิชุมชน ค่อนข้างสูง และยังขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ที่บัญญัติว่า รัฐต้องจัดการศึกษาอย่างทั่วถึง มีคุณภาพและไม่คิดค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นถ้ามีการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก จะต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่าจะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึงได้อย่างไร และในวรรคสองของมาตราดังกล่าวยังระบุด้วยว่า นักเรียนที่อยู่ในสภาวะยากลำบาก รัฐจะต้องจัดให้มีความทัดเทียมกัน
ดังนั้นการที่กระทรวงศึกษาธิการจะใช้เกณฑ์เพียงแค่เรื่องคุณภาพและงบประมาณมาเป็นข้ออ้างในการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก โดยยึดเอาจำนวนนักเรียนที่น้อยกว่า 60 คนเป็นตัวตั้งนั้นเป็นเรื่องที่ขัดกับหลักการตามรัฐธรรมนูญ
นายชินวรณ์ กล่าวว่า ในสมัยที่เป็น รมว.ศึกษาธิการนั้น ได้มีแนวทางชัดเจนว่าก่อนที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็กต้องสร้างโรงเรียนดีประจำตำบลก่อนเพื่อให้โรงเรียนในชนบทมีคุณภาพที่ใกล้เคียงกับโรงเรียนในเมืองเพื่อรองรับการยุบรวมโรงเรียนในอนาคต และยังมีการส่งเสริมโครงการ โรงเรียนพี่ โรงเรียนน้อง เพื่อให้สถาบันการศึกษามีส่วนช่วยเหลือกันในการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา
นอกจากนี้โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในชุมชนที่ห่างไกลควรจะมีสิทธิชุมชนในการดูแลการศึกษาเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับนักเรียน เพราะหากมีการยุบโรงเรียนเล็กที่อยู่ห่างไกลจะทำให้เกิดการออกจากการศึกษากลางคันของเยาวชน ต้องเข้าสู่การศึกษานอกระบบและยังมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองตามมา ดังนั้นหน้าที่ของรัฐจึงต้องสร้างทางเลือกให้ประชาชนมากกว่าที่จะบังคับในเชิงนโยบาย นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมโรงเรียนขนาดเล็กให้ชุมชนมีส่วนร่วมโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้จัดงบประมาณรายหัวเพิ่มให้เป็นสองเท่าเพื่อพัฒนาคุณภาพ ซึ่งมีโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งเริ่มปรับปรุงตัวเองให้มีคุณภาพอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
“การยุบโรงเรียนขนาดเล็กมีระบุไว้ในแผนปฏิรูปการศึกษารอบสองระยะเวลา 10 ปี จาก 2553-2563 ที่กำหนดไว้ว่าจะยุบ 7,000 พันแห่ง จาก 14,186 แห่ง โดยเป็นแนวคิดของคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาที่มองว่าโรงเรียนเหล่านั้นด้อยคุณภาพ แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ กำหนดแนวทางว่าก่อนที่จะยุบโรงเรียนต้องสร้างโรงเรียนที่มีคุณภาพรองรับก่อน และส่งเสริมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความพร้อมให้ยืนอยู่บนขาตัวเองได้ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการไม่ควรยึดแต่เกณฑ์จำนวนนักเรียนน้อยกว่า 60 คนแล้วใช้เป็นเหตุผลในการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก “อดีต รมว.ศึกษาธิการ กล่าว
นายชินวรณ์กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องไปยังโรงเรียนที่มีความพร้อม และชุมชนที่เห็นว่าโรงเรียนควรมีเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ก็ต้องรักษาสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ดังนั้นควรออกมาเรียกร้อง ซึ่งตนพร้อมที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้รัฐบาลมีมาตรการรองรับที่ชัดเจนก่อนที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก
เชียงใหม่ค้านยุบร.ร.ขนาดเล็ก หวั่นวิถีชุมชนเปลี่ยน-เดินทางลำบาก
ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองเต็ง ค้านยุบโรงเรียนขนาดเล็ก หวั่นวิถีชีวิตชุมชนเปลี่ยน-สร้างภาระให้ผู้ปกครองจะต้องมีการรับส่งบุตรหลาน ในระยะทางที่ไกลจากเดิม ด้านตัวแทนสถานศึกษา ระบุต้องมีการสอบถามความเห็นของผู้ปกครองเป็นหลัก
นายพิมพา ทองน้อง ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองเต็ง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวออกว่าจะมีการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก กว่า 7,000 แห่งว่า จากกรณีดังกล่าวตนมองว่าไม่เห็นด้วย เนื่องจากโรงเรียนในพื้นที่ ถือเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของชุมชนรวม ทั้งเป็นจุดร่วมใจของชาวบ้าน เมื่อทางโรงเรียนมีกิจกรรม ทางชุมชนก็จะให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือตลอด ดังนั้นหากโรงเรียนมีการปิดตัวลงจริง ทางกลุ่มชาวบ้านคงจะต้องมีการประชุมเพื่อสอบถามความเห็นของคนในพื้นที่ และเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ว่าจะดำเนินการอย่างไร
เบื้องต้นพบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ ยังคงต้องการให้มีโรงเรียนในพื้นที่ เนื่องจากมีความสะดวกสบายในการเดินทางไปรับส่งบุตรหลาน อีกทั้งหากมีการยุบโรงเรียนไปยังโรงเรียนแห่งใหม่ที่มีการรองรับไว้ ระยะทางจะห่างจากที่เดินกว่า 3 กิโลเมตร และเป็นการยุ่งยากผู้ปกครองที่จะต้องเดินทางไปส่ง เพราะส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม จะต้องประกอบอาชีพตั้งแต่ช่วงเช้า
ด้านตัวแทนสถาบันการศึกษา โรงเรียนบ้านแม่หวาน อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า โรงเรียนบ้านแม่หวานเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และเป็นโรงเรียนที่ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯในพื้นที่ได้กำหนด ให้เป็นโรงเรียนที่รองรับโรงเรียนขนาดเล็ก ที่จะต้องมีการปิดตัวลง โดยได้มีการทำแผนไว้เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องมีการรองรับนักเรียนจากโรงเรียนบ้านปางแดง ที่มีนักเรียนจำนวน 30 คน แต่เนื่องด้วยการปิดโรงเรียนจะต้องมีการสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองของนักเรียนว่าจะเห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ขณะเดียวกันทางโรงเรียนมีความพร้อมในการรองรับนักเรียนในโรงเรียนดังกล่าวแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าโรงเรียนบ้านปางแดง อยู่ห่างจากโรงเรียนบ้านแม่หวาน ระยะทาง 6 กิโลเมตร และการเดินทางจะต้องใช้เส้นทางหลวง 118 เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย รวมทั้งเส้นทางดังกล่าวถือเป็นเส้นทางที่เกิดอันตรายบ่อยครั้ง จึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครอง และคณะครูในพื้นที่มีความเป็นกังวล ว่าหากนักเรียนจะต้องเดินทางมาเรียนในโรงเรียนที่ไกลบ้าน บนเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไร
นครราชสีมา-พบโรงเรียนบ้านตาชูมีเด็กนักเรียน 3 คน
นายบุญธรรม ฉิมนอก นายก อบจ.ตาจั่น อ.คง จ.นครราชสีมา ฐานะผู้บริหารท้องถิ่น ที่มีส่วนดูแลรับผิดชอบ โรงเรียนบ้านตาชู หมู่ 8 ต.ตาจั่น อ.คง สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 (สพป.นม.6) ซึ่งเป็นสถานศึกษาขนาดเล็ก โดยมีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 3 คน เปิดเผยว่า กรณีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ ให้นโยบายเตรียมยุบโรงเรียนขนาดเล็กว่า เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ 2553 สื่อมวลชน ได้นำเสนอประเด็น โรงเรียนบ้านตาชู มีจำนวนนักเรียนน้อยที่สุดในประเทศไทย โดยมีเพียง 4 คน ทำให้เกิดจิตสำนึกของคนในท้องถิ่น ชาวบ้านได้นำลูกหลานมาเรียนต่อที่โรงเรียนแห่งนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 16 คน รวมทั้ง อบต.ตาจั่น อ.คง ได้สนับสนุนงบช่วยเหลือด้านสื่อการเรียนการสอน อาหารกลางวัน และนมกล่อง
ต่อมาเมื่อประมาณ 3 ปี ที่ผ่านมา นายเกียรติรัตน์ เกียรติธนกุล ผอ.ร.ร.บ้านตาชู พร้อมครูผู้สอน ได้ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่โรงเรียนอื่นคงเหลือ นายธวัชชัย ประเสริฐศรี ครู คศ. 3 เพียงคนเดียว จึงเริ่มมีปัญหาในการจัดการเรียนการสอน จนกระทั่งผู้ปกครองส่วนหนึ่ง ได้ทยอยนำบุตรหลาน จำนวน 11 คน ไปเรียนต่อที่โรงเรียนอนุบาลตลาดแค อ.โนนสูง ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปประมาณ 15 กิโลเมตร ล่าสุดเหลือนักเรียนเพียง 3 คน เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาที่ 4-5-6 หรือชั้นละ 1 คน
นายบุญธรรม กล่าวต่ออีกว่า ท้องถิ่นไม่สามารถคัดค้านนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการยุบโรงเรียนบ้านตาชูได้ แม้นพวกเรามีความผูกพันกับโรงเรียนบ้านตาชูค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นสถานศึกษาแห่งแรก ของ ต.ตาจั่น โดยเปิดสอนมาไม่ต่ำกว่า 60 ปี หากสอบถามคนท้องถิ่นที่มีอายุเกิน 40 ปี ขึ้นไป และมีภูมิลำเนาในเขตนี้กว่าร้อยละ 80 จะเคยเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้มาก่อน จึงอยากให้โรงเรียนแห่งนี้อยู่ต่อไปเพื่อให้เด็ก เยาวชนที่เป็นลูกหลานของคนในพื้นที่ได้เข้ามาศึกษา หากถูกยุบขึ้นมาจริงๆ ตนจะเสนอวาระเร่งด่วน ให้ สภา อบต.ตาจั่น อนุมัติงบประมาณจัดซื้อยานพาหนะ รวมทั้งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรับส่งบุตรหลาน ให้ไปเรียนต่อที่อื่น
ด้านนายธวัชชัย ครูผู้สอน ร.ร.บ้านตาชู เปิดเผยว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่สอนในกลุ่มสาระวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาไทย ที่โรงเรียนแห่งนี้ มาตั้งแต่ปี พ.ศ 2529 หรือประมาณ 17 ปี ก่อนหน้านี้มีจำนวนนักเรียนมากกว่า 50 คน ต่อมาช่วงหลังปี พ.ศ 2540 จำนวนนักเรียนได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนเหลือไม่ถึง 20 คน ซึ่งมีแนวโน้มลดลงทุกปี สาเหตุสำคัญ เกิดจากปัญหาภัยแล้ง และไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ชาวบ้านจึงต้องดิ้นรน เพื่อความอยู่รอด โดยพากันเดินทางไปรับจ้างในเขตกรุงเทพฯ คงเหลือผู้สูงอายุ อยู่กันแบบตามมีตามเกิด
นายธวัชชัย กล่าวต่ออีกว่า โชคดีที่ อบต.ตาจั่น และผู้ปกครอง ได้ร่วมกันเรี่ยไรจ้างครูพี่เลี้ยงมาดูแลนักเรียนชั้นปฐมวัย ที่มีจำนวนนับสิบคน พร้อมประสานขอความร่วมมือไปโรงเรียนตะโกทุ่ง ต.ตาจั่นฯ ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง ช่วยจัดส่งครูมาช่วยสอนหรือพานักเรียนเดินทางไปเรียนร่วม คาดปีการศึกษาใหม่ ผู้ปกครองของนักเรียน 3 คน ได้เตรียมนำบุตร หลาน ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนบ้านตะโกทุ่ง เนื่องจากต้องการให้บุตร หลาน มีโอกาสได้รับการศึกษาเท่าเทียมคนอื่น ส่วนตนได้ทำเรื่องขอย้ายไปสอนที่โรงเรียนอื่นแล้ว
ประจวบฯเตรียมทำความเข้าใจชุมชนปมยุบร.ร.ขนาดเล็ก
นายไพชยนต์ สูรยาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 กล่าวว่า แนวทางกระทรวงศึกษาธิการต่อการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อปรับปรุงการศึกษาให้เท่าเทียมกัน หลังได้รับนโยบายจากกระทรวงศึกษา ได้มอบหมายให้ฝ่ายวิชาการ สำรวจข้อมูลให้รอบด้าน พร้อมทำความเข้าใจกับชุมชนเกิดความเข้าใจรัฐบาลที่ต้องการย้ายนักเรียนไปเรียนรวม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียนและเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา
ส่วนปัญหาการเดินทางของนักเรียนนั้น เบื้องต้น เขต 1 ประจวบคีรีขันธ์ ได้เตรียมขอรถตู้จำนวน 1 คัน เพื่อบริการนักเรียนที่โรงเรียนถูกยุบรวมในปี 2556 และในปี 2557 เตรียมขอรถตู้จำนวน 8 คัน เพื่อให้ทั่วถึงกับความต้องการ ในส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เบื้องต้นมีโรงเรียนที่เข้าข่ายยุบรวมประมาณ 60 แห่ง เนื่องจากมีนักเรียนเพียง 30 ถึง 60 คน เท่านั้น ส่วนครูของโรงเรียนที่ถูกยุบ ไม่ว่าจะเป็นครูประจำการ ครูอัตราจ้าง ครูช่วยสอน หรือพนักงานราชการ จะเกลี่ยไปตามโรงเรียนต่างๆให้มีครูประจำชั้นทุกชั้น
--------------------------------
(ภาพจาก : แฟ้มข่าว)



