
'หมอประดิษฐ'ดึง'สปสช.'วางกรอบP4P
'หมอประดิษฐ' ดึง 'สปสช.' ร่วมวางกรอบ P4P ชี้กรณี 'หมอวิชัย' ฟ้อง 'ดีเอสไอ' เป็นสิทธิ์ส่วนตัว
8 พ.ค.56 นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าวถึงกรณีการประเมินการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรด้านสาธารณสุขตามผลการปฏิบัติงานหรือพีฟอร์พี (Pay For Performance : P4P) ว่า ยังไม่มีการประเมินเกี่ยวกับข้อติดขัดในเรื่องของระเบียบต่างๆ แต่เบื้องต้นจะประเมินเรื่องว่าโรงพยาบาลดำเนินการได้หรือไม่ จากนั้นจึงจะประเมินว่ามีระเบียบเรื่องใดที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งขณะนี้ก็ได้เปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์ในส่วนของการจัดแบ่งพื้นที่โรงพยาบาลใหม่
"เดิมทีจะประเมินหลังจากปรับรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนเป็นแบบ พีฟอร์พีไปแล้ว 1 ปี แต่นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นว่าเมื่อต้องใช้เงินจ่ายค่าตอบแทนผูกติดกับการของบประมาณผ่านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ก็ควรให้ สปสช. เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมนี้ จะเชิญ สปสช. มาหารือเพื่อวางระเบียบการดำเนิน" นพ.ประดิษฐ กล่าว
'หมอประดิษฐ' ชี้ 'หมอวิชัย' ฟ้อง 'ดีเอสไอ' เป็นสิทธิ์ส่วนตัว
จากกรณีที่นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) จะฟ้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ หากพิจารณาสำนวนที่ดีเอสไอส่งชี้มูลเข้าข่ายกระทำความผิดไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าข่ายการละเมิดเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ
นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ส่วนตัวที่ นพ.วิชัยจะดำเนินการฟ้องร้อง แต่ดีเอสไอเป็นหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ตามกฎหมายอยู่แล้ว นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า จากการเข้าไปดูโรงงานผลิตยาพาราเซตามอลที่ อภ.ด้วยตนเองเมื่อวันที่ 3 พ.ค.56 พบว่า ยังไม่มีการเปิดการผลิต เครื่องจักรยังไม่ได้ติดตั้ง ส่วนการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆของ อภ. เช่น การก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ยาพาราเซตามอล ทั้งเรื่องการจัดซื้อวัตถุดิบและโรงงานผลิต และการก่อสร้างโรงงานผลลิตยาต้านไวรัสเอดส์ เป็นต้น โดยบอร์ด อภ.นั้น ตนยังไม่ได้รับรายงานแต่ทราบว่าบอร์ดจะประชุมในช่วงสิ้นเดือน พ.ค.นี้
"การที่ผมดำเนินการเรื่องเหล่านี้เพราะต้องการให้เกิดความเป็นธรรม เพราะหากจะยึดตามายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ผมได้มาก่อนนี้ซึ่งเขียนระบุชัดว่าให้ใครรับผิดชอบ ผมก็สั่งการได้เลย แต่ก็ไม่ได้ทำ ต้องการใหเเกิดความเป็นธรรม" นพ.ประดิษฐ กล่าว
ต่อข้อถามนักวิชาการจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่าการดำเนินการเชนนี้เป็นการ "ป้ายความผิดเพื่อปลด ผอ.อภ." นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า คำว่าป้ายหมายถึงการเอาเรื่องไม่จริงไปพูด แต่ในทุกวันนี้ยอมให้มีการกล่าวหาตนทุกวัน ก็ไม่ได้ว่าอะไร แตหากท้ายที่สุดผลออกมาว่าสิ่งที่พูดมีข้อเท็จจริงยืนยันทุกครั้ง คนที่กล่าวหาก็ต้องถอนคำพูด
"ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนพยายามเข้าไปแก้ปัญหา กลับกลายเป็นคนยุ่งยาก แต่คนที่สร้างปัญหากลับได้รับการปฏิบัติอีกอย่าง ทั้งที่สิ่งที่ผมดำเนินการเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสิ้นและเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบทั้งหมด อย่างเรื่องยาใกล้หมดอายุก็เป็นการแก้ที่ต้นน้ำ เพราะอภ.เป็นตัวอย่างที่ดี หากวันหนึ่งบริษัทเอกชนทำบ้าง ประชาชนจะรับได้หรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้ผมได้สั่งการให้อภ.รายงานบัญชียาที่จะหมดอายุใน 1 ปีจากสต็อกยาที่ อภ.มีอยู่ 3,400 ล้านบาท ว่าจำนวนเท่าไหร่จะได้บริหารจัดการที่ดี ผมจึงเสียใจว่าผมเป็นคนสร้างความยุ่งยาก" นพ.ประดิษฐ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการดำเนินการอย่างไรกับกรณีที่ผู้ใต้บังคับบัญชาพูดจาใส่ร้ายกล่าวหาผู้บังคับบัญชารายวัน นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า ยึดหลักอโหสิกรรม ถ้าไม่มีใครร้องเรียนก็ไม่รู้ว่าจะสอบทำไม ถือว่าเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน จะให้ฟ้องร้องอะไรก็คงฟ้องไม่ทัน เพราะมีการกล่าวหารายวัน ซึ่งตนก็ไม่ได้ว่าอะไร ถือเป็นการตรวจสอบการทำงาน แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องจริงนที่พูดต้องมีความรับผิดชอบบ้าง
ด้าน นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในฐานะคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีการก่อสร้างโรงงานผลิตยาต้านไวรัสเอดส์หรือเออาวีขององค์การเภสัชกรรม เปิดเผยว่า ภายในวันที่ 8 พ.ค.นี้ ทางคณะกรรมการฯ จะมีการสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ดังกล่าว ซึ่งผลสรุปเบื้องต้นไม่ได้มีการชี้มูลความถูกผิดของเรื่องดังกล่าวเพียงแต่ได้มีการตั้งข้อสังเกตของกระบวนการทำงาน ซึ่งพบว่า มีการปรับแบบการก่อสร้างตลอดระยะเวลาและทำให้มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้รับเหมา คณะกรรมการตรวจการจ้าง จำเป็นต้องหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้โรงงานที่ใกล้จะเสร็จสามารถเดินหน้าต่อและเปิดใช้งานได้ โดยถือเป็นหน้าที่ของบอร์ด อภ.ที่ต้องดำเนินการ เพราะคณะกรรมการฯไม่มีหน้าที่ตัดสิน เพียงแต่สอบเพื่อให้เกิดความชัดเจนในกระบวนการทำงานเท่านั้น และประเด็นที่ยังค้างอยู่ คือ เรื่องเครื่องปรับอากาศที่ทำให้ยังไม่สามารถเปิดโรงงานได้นั้น เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการแก้ปัญหา คณะกรรมการฯจะไม่ลงความเห็นเพราะจะเกิดความไม่เป็นธรรม
นายระวัย ภู่ผะกา ประธานสหภาพแรงงานรับวิสหากิจองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า ได้มีการจัดทำสมุดปกขาวเป็นเอกสารที่ส่วนใหญ่ทางผู้บริหารได้ยื่นให้แก่ดีเอสไอทุกเรื่อง ทั้งกรณีวัตถุดิบยาพาราฯ การสร้างโรงงานวัคซีนล่าช้า ฯลฯ ซึ่งเวลาออกข่าวกลับไม่เคยได้รับการพูดถึง เช่น กรณีข้อสงสัยที่ว่าสั่งซื้อวัตถุดิบยาพาราฯ เข้ามา 48 ตัน แล้วพบการปนเปื้อน เหตุใดจึงยังสั่งเข้าอีก 100 ตัน ซึ่งความจริงแล้วเอกสารที่ผู้บริหารยื่นให้ดีเอสไอระบุว่า การพบการปนเปื้อนนั้นพบภายหลังจากการนำเข้าวัตถุดิบล็อตที่สอง หรืออย่างกรณี นพ.ประดิษฐ ให้ อภ.จัดหาน้ำเกลือ 7 ล้านถุง เพื่อให้โรงพยาบาลต่างๆ มาซื้อน้ำเกลือจาก อภ.โดยตรง ในช่วงที่น้ำเกลือขาดแคลน ปรากฏว่าขณะนี้ขายไปได้เพียง 1 ล้านถุงเท่านั้น ยังเหลืออีก 6 ล้านถุง ซึ่งตีเป็นมูลค่าแล้วก็ประมาณ 180 ล้านบาท อย่างเรื่องนี้ก็อยากจะถาม รมว.สาธารณสุขกลับเช่นกันว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ โดยได้ยื่นต่อสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
'สธ.' ดันพรบ.เชื้อโรคและพิษจากสัตว์
รมว.สธ. เผยหน่วยงานรัฐไม่มีกม.รองรับควบคุมจัดการระดับความรุนแรงของเชื้อโรค เร่งออกมาตรการควบคุม ขนส่ง นำเข้า เคลื่อนย้าย เพื่อความปลอดภัยของปชช. อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ฯ เตรียมออก พรบ.ควบคุม กำกับ เชื้อโรค
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดประชุมสัมมนาความรู้ด้านการขนส่งเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ(พรบ.)เชื้อโรคและพิษจากสัตว์ เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานที่มีการผลิต ครอบครอง จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ได้เกิดการพัฒนาระบบการจัดการด้านการขนส่งเชื้อโรคและสารชีวภาพให้เป็นไปตามหลักวิชาการและหลักปฏิบัติสากล เพื่อความปลอดภัยของประชาชนภายในประเทศ
นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีองค์กรและหน่วยงานหลายแห่งถือสิทธิครอบครองเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่จะนำเข้ามาเพื่อการศึกษาวิจัย และดำเนินการเชิงธุรกิจของเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ จึงมีความจำเป็นต้องออกกม.เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยและควบคุมป้องกันอันตรายต่อสาธารณะ ซึ่งเดิมประเทศไทยมี พรบ.เชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ.2525 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2544 เป็นกม.บังคับใช้ เพื่อให้ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการกิจการด้วยความระมัดระวัง และไม่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ หรือใช้เชื้อโรคและพิษจากสัตว์ในทิศทางที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตโดยไม่เจตนา หรือปล่อยปะละเลยให้มีผู้ที่ไม่หวังดีนำไปใช้ก่ออันตรายให้แก่ผู้อื่น รวมถึงจัดบรรจุภัณฑ์และระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพให้เป็นไปตามหลักสากล เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
นพ.ประดิษฐ กล่าวต่อว่า พรบ.เชื้อโรคและสัตว์พิษ พ.ศ. 2525 และ 2544 ยังไม่ได้มีการปรับปรุงให้ชัดเจน แต่สิ่งที่ชัดเจนคือทุกวันนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก และเชื้อโรคมีการเกิดใหม่เพิ่มขึ้น และขณะนี้ทางสธ.เห็นช่องว่างทางกม. ซึ่งปรากฎในหน่วยงานของรัฐที่สามารถมีสิทธิ์นำสารพิษหรือเชื้อโรคเข้ามาเองได้ และในฐานะหน่วยงานของรัฐนับว่าเป็นปัญหาในเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ซึ่งตามกม.หน่วยงานของราชการ เช่น มหาวิทยาลัย สามารถนำเข้าได้โดยไม่ต้องขออนุญาตและไม่มีมาตรการควบคุม รวมถึงไม่ต้องมีการรายงานรายละเอียดว่านำอะไรเข้ามาครอบครองภายในประเทศบ้าง หรือรายงานรายละเอียดสถานการณ์สต๊อกต่างๆ จึงไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ ซึ่งหากมีกม.รองรับจะทำให้รู้สถานการณ์และจัดวิธีการควบคุมให้ถูกต้องและเพิ่มความปลอดภัยต่อประชาชนในกรณีที่เกิดปัญหาได้ สำหรับภาคเอกชนหากการประกอบการเชิงการค้าเมื่อนำเข้ามาจะมีการรายงานตามกม.อยู่แล้ว
"ปัญหาวันนี้เริ่มด้วยปัญหาพื้นฐานคือ กม.ควบคุมไม่ได้ก็ต้องหันมาออกมาตรการ การขนส่ง การนำเข้า เคลื่อนย้ายไปยังที่ต่างๆ หรือการเก็บเข้าไปดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐาน และหวังว่าต่อไปจะมีการตรวจสอบการนำเข้า เพราะอย่างน้อยเราต้องรู้ว่าจะมีใครนำอะไรเข้ามาภายในประเทศบ้าง ต้องแก้ตามปัญหาปัจจุบันก่อน"นพ.ประดิษฐ กล่าว
ด้าน นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ตามหลักแล้วกม.เกี่ยวกับเชื้อโรคได้บัญญัติขึ้นเป็นเวลานานและมีการพัฒนาการมาเรื่อย เพียงแต่ว่าการบังคับใช้ยังไม่ครอบคลุมและยังไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติอย่างเต็มที่ และปัจจุบัน กรมวิทยาศาสตร์ฯ ได้ดำเนินการพัฒนาปรับปรุงร่าง พรบ.เชื้อโรคและพิษจากสัตว์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมุ่งเน้นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเชื้อโรคและพิษจากสัตว์มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะในการครอบครอง การผลิต การจำน่าย นำเข้า ส่งออก ให้มีระบบเหมาะสมเทียบเคียงกับนานาชาติ คือ จะต้องมีการจัดระดับความรุนแรงของเชื้อโรคในการพิจารณาออกใบอนุญาตการครอบครอง หลักเกณฑ์การวัดระดับความรุนแรงที่จะต้องพิจารณาให้อยู่ในระดับมาตรฐานความปลอดภัยของห้องแล็ป และคุณสมบัติเฉพาะของบุคลากรที่รับผิดชอบให้มีความสอดคล้องเหมาะสม
"ร่างกม.ฉบับนี้จะสามารถทำให้รู้ว่าเชื้อโรคมีระดับความรุนแรงใด อยู่ในห้องแล็ปไหนบ้าง มีการวิจัยเรื่องอะไร และมีความปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และหลักการให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงสร้างความปลอดภัยกับประชาชนภายในประเทศและระดับนานาชาติ" นพ.นิพนธ์ กล่าว



