ไลฟ์สไตล์

โลกร้อนรถก็ร้อน

โลกร้อนรถก็ร้อน

05 พ.ค. 2556

โลกร้อนรถก็ร้อน : คอลัมน์มอเตอร์เวิลด์

               เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่าภาวะเรือนกระจกหรือโลกร้อนคือตัวการที่จะทำความหายนะให้แก่โลกใบนี้ องค์การสหประชาชาติจึงกระตุ้นให้ทั่วโลกหันมาเอาใจใส่เรื่องนี้อย่างจริงจัง จึงทำให้เกิดพิธีสารเกียวโต(Kyoto Protocol) ขึ้นมา จุดประสงค์หลักก็คือลดภาวะเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 8 ภายในปี 2551-2555 โดยใช้ระดับที่บันทึกไว้ในปี 2533 เป็นโจทย์ 

                ตัวการสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดโลกร้อนก็คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) กล่าวกันว่าเชื้อเพลิงที่ผลิตจากปิโตรเลียม น้ำหนักปิโตรเลียม 1 กิโลกรัมเผาผลาญไปด้วยยานพาหนะที่ใช้เพื่อคมนาคมทั้งบกเรือและอากาศ ทำให้เกิด CO2 ถึง 3.15 กิโลกรัม

                การคมนาคมขนส่งในอียูทั้งหมดตั้งแต่ปี 2533-2547 ทำให้ปริมาณของCO2 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 32 โดยเฉลี่ย อัตราส่วนของก๊าซร้ายตัวนี้ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 เกิดจากรถยนต์ขนาดเล็กหรือที่เรียกว่า “light duty vehicles” (รถเก๋งและรถแวน) CO2 ที่เกิดมากขึ้นก็เกิดจากยานพาหนะที่ใช้น้ำมันมากขึ้น

                ในปี 2539 สมาชิกของกลุ่มประชาคมยุโรปจึงทำความตกลงร่วมกันที่จะผลักดันให้ทำการลด CO2 ที่เกิดจากการใช้รถยนต์ให้เหลือ 120 กรัมต่อกิโลเมตรภายในปี 2005 หรืออย่างช้าที่สุดก็ปี 2553 และมาถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครทำได้
 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540-2541 มาแล้วมีการวิเคราะห์กันว่าการที่จะทำให้ลดก๊าซ CO2 ให้เหลือ 140 กรัม/กิโลเมตร นั้นผู้ผลิตรถยนต์จะต้องใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่จะทำให้รถยนต์คันนั้นมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินที่ 6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือในเครื่องยนต์ดีเซลต้องเป็น 5.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ในขณะที่ถ้าจะทำให้ก๊าซ CO2 ลดลงเหลือ 120 กรัม/กิโลเมตรนั้นจะต้องทำให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์เบนซินเท่ากับ 5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรหรือในเครื่องยนต์ดีเซลเท่ากับ 4.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร

                สำหรับในบ้านเราดูเหมือนว่าผู้ผลิตจะทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองในรถอีโคคาร์เพื่อใช้ในการโฆษณาได้แล้วในรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน(แต่ในความเป็นจริงยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเป็นอย่างนั้น) ด้วยเงื่อนไขที่ยากลำบากและเป็นไปได้ยากยิ่ง แม้ในอดีตตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2549 หน่วยงาน T&E อันเป็นหน่วยงานเอกเทศที่ขึ้นตรงต่อ IEEP(Institute for European Environment Policy)ในลอนดอน ที่เฝ้าติดตามความก้าวหน้าของการพัฒนาที่จะลด CO2 กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ทั้งสามกลุ่มของปี 2548 เปรียบเทียบกับปี 2547  ผลที่ปรากฏออกมานั้นถือว่าอยู่ในขั้นโคม่า เพราะกลุ่มของ ACEA ลดลงได้เพียงร้อยละ 1 เท่านั้น (ปี 2547 : CO2 162 g/km ลดเหลือเพียง 160 g/km ในปี 2548) ในขณะที่ตัวเลขของทาง JAMA ก็แย่พอกัน ในขณะที่ตัวเลขของกลุ่มจากเกาหลีดูเหมือนจะเป็นตัวเลขที่ย่ำแย่ที่สุดเพราะค่า CO2 ของกลุ่ม KAMA ในปี 2547 อยู่ที่ 169g/km แต่ในปี 2548 ค่า CO2 ขยับขึ้นไปเป็น 172 เท่ากับว่าไม่ก้าวหน้าแล้วยังถอยหลัง จากตัวเลขเหล่านี้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้กล่าวว่า ถ้าจะทำให้ทุกค่ายผลิตไปถึงเป้าหมาย(140g/km ในปี 2551/2) ผู้ผลิตจะต้องพยายามเพิ่มมากขึ้นอีกสามถึงสี่เท่าตัวจากความพยายามในปัจจุบัน

                การลดโลกร้อนจากรถยนต์โดยกำหนดไว้ที่ค่าของ CO2 ดูเหมือนจะพยายามกันเต็มที่แล้วแต่ยังห่างไกลกับเป้าหมายอยู่มากมายนักเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ใกล้เข้ามา ผู้คุมกฎไม่สามารถเลื่อนเวลาได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ผ่อนคลายกฎให้เอาค่าเฉลี่ยของรถไฮบริดที่ปล่อย CO2 ออกมานำไปคิดเป็นค่าคาร์บอนโดยรวมของรถคันนั้น ก็ไม่ว่ากัน วันนี้เราจึงเห็นรถไฮบริดขายดีมากขึ้นเพราะเชื่อว่าลดคาร์บอนได้ดีกว่าทั้งๆ ที่ความจริงแล้วผู้ค้าผู้ขายรถไฮบริดรวมทั้งรถประชานิยมในบ้านเรายังไม่เคยพูดว่าคันที่ขายไปนั้นเมื่อใช้งานจริงแล้วปล่อยคาร์บอนไปเท่าไร ก็ต้องอยู่กับการหลอกตัวเองกันต่อไป เพื่อที่จะบอกลูกหลานว่าโลกใบนี้จะเย็นลงในเร็วๆ นี้แหละ 

 

..................................................

(โลกร้อนรถก็ร้อน : คอลัมน์มอเตอร์เวิลด์)