ไลฟ์สไตล์

หมัดต่อมัด'คนทรงเจ้า'ปะทะ'สิงห์สาโท'

หมัดต่อมัด'คนทรงเจ้า'ปะทะ'สิงห์สาโท'

04 พ.ค. 2556

กก.รางวัลพานแว่นฟ้าแตก หมัดต่อมัด'คนทรงเจ้า'ปะทะ'สิงห์สาโท'


            จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์รางวัลวรรณกรรมการเมือง “พานแว่นฟ้า” ว่าเป็น “พานแว่นแดง” อันเป็นผลพวงมาจาก “กรรมการชุดใหม่” จากสายกลุ่ม "คนเสื้อแดง" เข้าไปนั่งเป็นกรรมการหลายคน พร้อมเสนอแนวทางการปรับโครงสร้างและเงื่อนไขในการประกวดเรื่องสั้นและบทกวีหลายประการ กระทั่งนำไปสู่ “วิวาทะ” ทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์นั้น ล่าสุดกรรมการจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้ถอนตัวจากการเป็นกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า ครั้งที่ 12 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            “ในด้านหลักการเห็นด้วย เพราะไม่แตกต่างจากเดิม เป็นการเพิ่มเติมรายละเอียดบางส่วนเข้ามาเท่านั้นเอง แต่ในด้านวิธีปฏิบัตินั้น ไม่สอดคล้องกัน และเพื่อให้การดำเนินการรางวัลพานแว่นฟ้าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐสภา ทางกรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย จึงมีมติลาออกทั้งหมด” นี่คือความในใจของ เจน สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังเข้าร่วมประชุดนัดสุดท้าย เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม และจะไม่มีการออกแถลงการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

            กรรมการพานแว่น 14 คน ที่ลาออก อาทิ เจน สงสมพันธุ์, ชมัยภร บางคมบาง, บูรพา อารัมภีร, กนกวลี กันไทยราษฎร์, จิตติ หนูสุข, พินิจ นิลรัตน์, ธาดา เกิดมงคล, เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม, นรีภพ จิระโพธิรัตน์, มณฑา ศิริปุณย์ และ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นต้น

            สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยนั้น เป็นองค์กรทางวรรณกรรมที่ร่วมก่อตั้งรางวัลและร่างหลักการการประกวดรางวัลวรรณกรรมการเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยร่วมกับรัฐสภามาตั้งแต่ต้น ด้านความเห็นต่างทางความคิดในที่ประชุมมีมาเป็นระยะอยู่แล้ว เนื่องจากกรรมการนั้นมีที่มาต่างกัน ประกอบด้วย กรรมการจากรัฐสภา สื่อมวลชน และสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย จากการถ่วงดุลนี้เอง หลายข้อขัดแย้งจึงยุติได้

            อย่างไรก็ดี การถอนตัวของกรรมการของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กลางสมัยการประชุมรางวัลพานแว่นฟ้านั้น มิใช่ครั้งแรก แต่เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งในสมัยที่ ประภัสสร เสวิกุล ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนฯ ในปี 2549 การลาออกครั้งนี้จึงมิใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด

            ขณะที่ทางรัฐสภายังไม่มีคำอธิบายใดๆ เช่นเดียวกับ "ไม้หนึ่ง ก.กุนที" และผองเพื่อนที่เป็นกรรมการใหม่ มีมติร่วมกันไม่ให้ความเห็นใดๆ ต่อการลาออกครั้งนี้

            สำหรับประเด็นท้ายสุดที่ได้นำเสนอต่อที่ประชุมในการยกระดับรางวัล ว่าด้วยการเสนอ “คณะกรรมการอ่าน” 12 คน จากประธานคณะอนุกรรมการแต่ละชุด โดย 12 กรรมการที่เสนอให้แต่งตั้งเป็นพิเศษพร้อมค่าตอบแทนนี้ เช่น รศ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์, ไอดา อรุณวงศ์, ปราบดา หยุ่น, นิวัต พุทธประสาท, มุกหอม วงษ์เทศ และ ซะการีย์ยา อมตยา เป็นต้น

            แหล่งข่าวรายหนึ่งยอมรับว่า จุดแตกหักมิใช่เงื่อนไขที่เสนอมาใหม่ที่มุ่งให้กรรมการทุ่มเทในการตัดสิน ที่ว่า “ห้ามกรรมการพานแว่นฟ้าเป็นกรรมการรางวัลอื่น” แต่อย่างใด ทว่าเป็นภาพโดยรวมตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน

            ช่วงค่ำวันเดียวกัน "พินิจ นิลรัตน์" โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า กรรมการที่ถอนตัวทั้ง 14 คน ประกอบด้วย 1.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 2.ยุทธ โตอดิเทพย์ (สายรัฐสภา) 3.เจน สงสมพันธุ์ 4.ชมัยภร แสงกระจ่าง 5.บูรพา อารัมภีร 6.เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม 7.กนกวลี พจนปกรณ์ 8.สาโรจน์ มณีรัตน์ 9.จิตติ หนูสุข (สายสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย) 10.ธาดา เกิดมงคล 11.นรีภพ สวัสดิรักษ์ 12.มณฑา ศิริปุณย์ 13.เอกรัตน์ จิตร์มั่นเพียร และ 14.พินิจ นิลรัตน์ (สายสื่อมวลชน)

            ขณะเดียวกันสองนักเขียนรุ่นใหญ่อย่าง "วิมล ไทรนิ่มนวล" กับ "วัฒน์ วรรลยางกูร" ได้เปิดศึกปะทะคารมผ่านทางโลกออนไลน์อย่างเผ็ดร้อน

            "วิมล" โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า  "ผมจะข้ามเรื่องโอ้อวด “รางวัลไหนใหญ่ รางวัลไหนดีกว่ากัน” ไปก่อน รวมทั้งประเด็นทางการเมืองที่ร่ายมายาวเหยียดด้วย เพราะประเด็นหลักของผมคือเรื่อง “เงินรางวัล” กับ “ทิศทางวรรณกรรม” ดังที่ผมเขียนเป็นบทความไป 2 บท

            ผมลอกประเด็นเรื่องเงินของ "วัฒน์" มาดังนี้...

            “เรื่องเงินรางวัลล้านบาท เป็นข่าวลือ อาจมาจากการพูดเปรยในที่ประชุมของกรรมการบางคน แต่ในความเป็นจริงคือ แสนบาท

            แค่แสนบาทก็หืดจับ กว่าจะหามาได้เดิมรางวัลห้าหมื่นบาท เราเห็นว่ากระจอกเกินไปสำหรับรางวัลระดับอำนาจนิติบัญญัติ ขนาดประกวดคำขวัญ "ยาเสพติด" หนึ่งบรรทัด เขายังให้เป็นแสนๆ บาทหรือประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ รูปเขียนรูปเดียว รางวัลเหรียญทอง ยังได้สามแสนบาท

            ยุคนี้เงินแสนบาทมันนิดเดียว คุณจะมามีปัญหาอะไรกันนักหนาวะ"

            ต่อไปนี้คือความเห็นของผม...

            คุณบอกว่าเป็น “ข่าวลือ” ที่ "อาจมาจากการพูดเปรย” ในที่ประชุม แต่มีคนวงในของกรรมการได้บันทึกข้อความเรื่องนี้ (และเรื่องอื่นๆ) ไว้ ว่า...

            “...มีข้อเสนอต่อที่ประชุมจริง แต่เป็นการเสนอในลักษณะของตุ๊กตา 2 ลักษณะ โดยมีเงื่อนไขแตกต่างกัน คือ ตุ๊กตาที่ 1 เป็นกรณีเงินรางวัล 5 แสนบาท รัฐสภาก็จะมีสิทธิ์ใช้ผลงานจำกัด ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ (เช่น ว่าด้วยสิทธิ์การพิมพ์ภายในระยะเวลา 3 ปี ถ้าเกินจากนี้ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เป็นต้น) ส่วนลักษณะที่ 2 เป็นกรณีเงินรางวัล 9 แสน (ไม่ใช่ 1 ล้าน) กรณีนี้ รัฐสภาจะมีสิทธิ์ในงานเขียนเพิ่มขึ้น เช่น เอาไปเผยแพร่ในรูปแบบของสื่ออื่น อาทิ หนังสั้น ละคร ฯลฯ รวมถึงจัดพิมพ์ได้โดยไม่กำหนดเวลา และไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์)

            ถ้าเงินรางวัลสูงขึ้น(เป็น 9 แสนบาท) ก็จะมีเงื่อนไขมากขึ้น คือ ผลงานที่ส่งประกวด รัฐสภาก็จะเอาไปใช้ทำอะไรได้มากขึ้น เรื่องนี้ก็มีการแลกเปลี่ยนในที่ประชุมมากพอสมควร เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ที่มีการแลกเปลี่ยนอย่างมาก และในที่สุดก็ออกมาเป็นเกณฑ์ตามที่มีการประกาศออกมา"

            (ถ้าข้อความดังกล่าวนี้ไม่จริง...ผมจะขอโทษต่อทุกคนที่ถูกพาดพิง)

            ผมสรุปอย่างนี้ได้ไหมว่า มีการเสนอเงินรางวัล 9 แสนบาทจริง (1 ล้านบาทของผม) ในที่ประชุม และจบลงด้วยการได้รับอนุมัติมาดังตัวเลขที่เพิ่งประกาศไป คือ.รางวัลที่ 1 ของแต่ละประเภทได้รางวัลละ 1 แสนบาท ที่ 2 แต่ละประเภทได้ 2 หมื่นบาท

            ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า "ถ้า"...รางวัลที่ 1 ของงานแต่ละประเภทได้ 9 แสน รางวัลที่ 2 ของแต่ละประเภท ฯลฯ ได้ลดหลั่นลงไปก็หลายล้านอยู่ แต่ถ้ารวมทุกรางวัล รางวัลละ 9 แสนบาท ตัวเลขก็ต่ำกว่าที่ผมพูดแบบปัดหลักไป 1 แสนบาท

            คำถามของผมคือ “ทำไมวัฒน์ไม่พูดตรงๆ” (ผมไม่ใช้คำว่าโกหก) ทั้งที่เรื่องนี้คนที่ผลักดันควรจะภูมิใจ ด้วยเหตุผลอย่างที่วัฒน์พูดนั่นแหละ และผมก็ให้เหตุผลสนับสนุนเรื่องเงินรางวัลนี้ไว้ในบทความเรื่อง “วรรณกรรมไทยในพานแว่นฟ้าจะเป็นบอนไซหรือไม่?” ผมยกมาเฉพาะส่วนหลักที่พูดถึงเรื่องเงินนี้ ว่า...

            “สิ่งที่ผมเห็นด้วยกับความพยายามของคณะกรรมการหรือผู้เกี่ยวข้องครั้งนี้ก็คือ การเพิ่ม “ราคาของรางวัล” เพราะมีเจ้าภาพที่เป็นองค์กรใหญ่อย่างรัฐสภา ก็ต้องให้สมฐานะ และก็เห็นใจนักเขียนในประเทศนี้ ที่เป็นแค่ตัวประกอบในสังคม หรือเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรทางธุรกิจ จึงควรจะมีราคาถึงหลักแสนอย่างวันนี้ แต่ถ้าถึงหลักล้าน ผมก็เห็นว่ามากเกินไป สำหรับเรื่องสั้นเรื่องเดียว และบทกวีชิ้นเดียว...

            แต่อยากให้นำเงินล้านที่มีความพยายามจะให้ได้มานั้น เป็นทุนให้นักเขียนไปสร้างสรรค์งาน เช่นเดียวกับนักวิชาการขอทุนจากองค์กรต่างๆ ไปวิจัย มันจะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะถมเงินเข้าไปในรางวัลเพื่อนักเขียนไม่กี่คน และจะเป็นประโยชน์ขึ้นอีก ถ้านำเงินมาเป็นค่าแปลงานเขียนที่ได้รับรางวัลและที่รับทุนไปเขียนนั้นเป็นภาษาต่างประเทศ แล้วใส่ลงไปในเว็บบล็อก”

            "ข้อความที่ผมยกมานี้ คงเป็นคำตอบของวัฒน์ได้ว่า “คุณจะมามีปัญหาอะไรกันนักหนาวะ”

.........................

(หมายเหตุ : กก.รางวัลพานแว่นฟ้าแตก หมัดต่อมัด'คนทรงเจ้า'ปะทะ'สิงห์สาโท')