
2556ปีแห่งการพัฒนาคุณภาพ
2556 ปี แห่งการพัฒนาคุณภาพ สช.พร้อมเดินหน้ายกเครื่องร.ร.เอกชน : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีนโยบายว่า ปี 2556 นี้ จะต้องยกเครื่อง โรงเรียนเอกชนทั่วหัวระแหง ให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสาธารณชน ทุกสถานศึกษาที่อยู่ภายใต้การดูแลของ สช.
บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน บอกว่า มาตรฐานการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนในปัจจุบันถือว่า มีคุณภาพในระดับดี ถ้าไม่นับโรงเรียนสาธิตแล้ว โรงเรียนเอกชนก็ถือว่า ไม่น้อยหน้าใคร สะท้อนจากผลคะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ปีการศึกษา 2554 ซึ่งพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนโอเน็ตของโรงเรียนเอกชนสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศทุกระดับการศึกษา โดยเฉพาะชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศทั้ง 8 วิชา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ 1 วิชา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าค่าเฉลี่ย 4 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม บัณฑิตย์ บอกว่า สช. ยังต้องการพัฒนาโรงเรียนเอกชนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อให้ผู้ปกครองที่เสียเงินส่งบุตรหลานมาเรียนเกิดความมั่นใจ ขณะเดียวกัน คุณภาพการจัดการศึกษาในภาพรวมของประเทศยังค่อนข้างต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ทั้งยังมีความจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย ให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะทางภาษาอังกฤษ และทักษะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ส่วนประเทศไทยเองก็มีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน ตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2557 จะต้องมีนักเรียน นักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาต่อในประเทศมากขึ้น
เหตุผลหลายประการข้างต้น นำมาผนวกกันจะเห็นความจำเป็นในการเร่งรัดพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะฉะนั้น สช.จึงประกาศให้มีปีแห่งการเพิ่มคุณภาพการศึกษาเอกชน เพื่อสนับสนุน และผลักดันให้โรงเรียนเอกชนพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น แผนปฏิบัติการตามนโยบายนี้ ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้ว อยู่ระหว่างขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดผล
"เป้าหมายของนโยบายนี้ ต้องการให้เกิดสิ่งเหล่านี้ในโรงเรียนเอกชนทุกแห่ง อันดับแรก ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนต้องเพิ่มขึ้น สอง พัฒนากระบวนการเรียนแบบคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้น สาม ปลูกฝังทักษะชีวิตให้นักเรียนมากขึ้น ในส่วนของโรงเรียนนานาชาติ สช.ต้องการให้ทุกแห่งผ่านการรับรองจากสถาบันรับรองมาตรฐานสากล และสำหรับโรงเรียนนอกระบบเป็นหมื่นๆ โรงนั้น ต้องการให้โรงเรียนจัดทำระบบประกันคุณภาพภายในเพื่อความมั่นใจของผู้บริโภค อย่างน้อยปีนี้ ต้องเริ่มประกันคุณภาพภายในให้ได้ 1,300 โรง"
เพื่อความมั่นใจในความสำเร็จ สช.ได้กำหนดทางเดินชัดเจน ให้โรงเรียนใช้เป็นเข็มทิศนำทางไปสู่เป้าหมายอย่างไร บัณฑิตย์ บอกว่า เป้าหมายในการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนนั้น จะเทน้ำหนักไปที่ชั้นเด็กเล็ก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ ถ้าการเรียนในระดับประถมศึกษาประสบความสำเร็จ การเรียนระดับอื่นๆ ของเด็กก็จะประสบความสำเร็จด้วย และจะเทน้ำหนักที่วิชาภาษาไทยและคณิตศาสตร์ในชั้นเด็กเล็ก เพราะ 2 วิชาดังกล่าว เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้วิชาอื่นๆ
"เพราะฉะนั้น สช.จึงปักธงเป้าหมายไว้ว่า เมื่อเสร็จสิ้นภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 แล้ว นักเรียนชั้น ป.3 ร้อยละ 90 ต้องอ่านเขียนภาษาไทยคล่อง นอกจากนั้น นักเรียน ป.3 รวมถึง ม.3 และ ม.6 ต้องมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5 เมื่อสิ้นสุดปีการศึกษา 2556 ส่วนวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งนับวันทวีความสำคัญขึ้นนั้น กำหนดไว้ว่า เมื่อเสร็จสิ้นภาคเรียนที่ 1 นักเรียน ป.4 ร้อยละ 90 ต้องสามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้"
บัณฑิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายในการพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ของเด็ก ตั้งเป้าไว้ว่า ร้อยละ 90 ของนักเรียนต้องสามารถเขียนมายด์ แม็พ (Mind Map) ของตัวเองได้ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับชั้น ซึ่ง สช.ได้จ้างสถาบันอุดมศึกษาช่วยคิดนวัตกรรมการสอนใหม่ๆ เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของเด็ก ขณะที่เป้าหมายในการพัฒนาทักษะชีวิตนั้น ให้โรงเรียนนำกิจกรรมลูกเสือ ยุวกาชาด มาบูรณาการสอนเรื่องนี้ โดยตั้งเป้าว่า ร้อยละ 90 ของนักเรียนในแต่ละโรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรมลูกเสือ
โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน อยู่ในแผนด้วย โดย สช.ตั้งเป้าไว้ว่า ร้อยละ 95 ของนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ต้องมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา
ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ปักธงไว้นั้น สช.เข้าไปมีส่วนช่วยเหลือโรงเรียนด้วย โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาสื่อและการพัฒนาครู บัณฑิตย์ บอกว่า สช.ได้จัดส่งฮาร์ดดิสก์ที่บรรจุโปรแกรม E-Learning ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการพัฒนาขึ้นไปให้โรงเรียนเอกชนสายสามัญในความดูแล 2,358 โรง ครอบคลุมเนื้อหาใน 5 วิชาหลัก คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
"โปรแกรม E-Learning นี้ จะช่วยบรรเทาปัญหาของโรงเรียนที่ขาดครูเก่ง และถึงแม้โรงเรียนจะมีครูเก่งครบครันแล้ว ก็ยังสามารถใช้ โปรแกรม E-Learning ที่ส่งไปให้เป็นสื่อเสริมการเรียนการสอนได้ หรือเป็นสื่อที่นักเรียนสามารถนำไปใช้เรียนรู้ด้วยตัวเองได้ด้วย"
สช.ยังช่วยพัฒนาครูโรงเรียนเอกชนด้วย โดยได้จัดสรรงบประมาณไปให้คณะกรรมการประสานงาน และส่งเสริมการศึกษาเอกชนทุกจังหวัด นำไปใช้ในการจัดอบรมพัฒนาครู เพื่อให้ครูเอกชนทุกคนมีทักษะการสอนตอบโจทย์ที่ สช.ตั้งไว้ได้ เมื่อเร็วๆ นี้ สช.ได้จัดอบรมพัฒนาครูโรงเรียนเอกชนในภาคใต้กว่า 700 คน เชิญวิทยากรดังๆ รวมถึงวิทยากรจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาถ่ายทอดเทคนิคการสอนที่มีประสิทธิภาพให้ครูในภาคใต้
"ทั้งหมดที่ทำในปีแห่งการเพิ่มคุณภาพการศึกษาเอกชน เพื่อให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่า เมื่อส่งบุตรหลานมาเรียนในโรงเรียนเอกชนแล้ว เขาจะได้แต่สิ่งดี ๆ หรือดีกว่า" บัณฑิตย์ ทิ้งท้าย
..................................................
(2556 ปี แห่งการพัฒนาคุณภาพ สช.พร้อมเดินหน้ายกเครื่องร.ร.เอกชน : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ)



