ไลฟ์สไตล์

ครบ1ปีศิริราชปิยมหาการุณย์

ครบ1ปีศิริราชปิยมหาการุณย์

29 เม.ย. 2556

ครบ1ปีศิริราชปิยมหาการุณย์

 
          เผลอแป๊บๆ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) ซึ่งเพิ่งจะได้ฤกษ์ตัดริบบิ้นเปิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน ปีที่ผ่านมา ก็ครบรอบขวบปีที่ให้บริการแก่ผู้ป่วยแล้ว ในโอกาสนี้ ศ.คลินิก นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พร้อมด้วยผู้บริหาร อาทิ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ที่ปรึกษาคณบดี ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ อดีตคณบดี และ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา รองคณบดี จึงร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลอง 1 ปีแห่งความภาคภูมิใจและประกาศความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางโรคซับซ้อนรักษายาก รวมถึงการจัดกิจกรรม "อาสาสมัครใจ" มอบประโยชน์คืนสู่ศิริราช มุ่งสานต่อแนวคิด "ผู้รับและผู้ให้" ที่บริเวณโถงชั้น 1 เมื่อวันก่อน
 
          ภายในบริเวณจัดงานได้รับความอบอุ่นจากแขกเหรื่อทั้งในวงการแพทย์และวงการต่างๆ ร่วมแสดงความยินดีไม่ว่าจะเป็น ศ.คลินิก นพ.ดิเรก จุลชาต, ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา, ดร.อำพน กิตติอำพน, สุรินทร์ โตทับเที่ยง, มาริษา สมบัติบูรณ์, "ติ๊ก" อภิภาวดี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, ม.ล.หริรัศมิ - "แพตตี้" ม.ล.พินทุทอง ทองใหญ่, พลอย อภัยวงศ์, "แองเจิล" อัจจิมาวรรณ บูรณะสัมฤทธิ, "แชมป์" วรอัศว์ ฉัตรวัฒนลักษณ์ ฯลฯ โดยก่อนกิจกรรมบนเวทีซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์รวมถึงความประทับใจของผู้ป่วยที่เคยเข้ามาใช้บริการที่โรงพยาบาลแห่งนี้จะเริ่มขึ้น แขกแต่ละคนก็สนุกสนานกับการร่วมเขียนคำอวยพรแบบไฮเทคโนโลยีบน "ไอ-รีจิสเตอร์(I-Register)" ที่ทางเจ้าภาพจัดเตรียมเอาไว้ รวมถึงการร่วมกันทำกิจกรรม "SiSH อาสาสมัครใจ" เพื่อสานต่อแนวคิด "ผู้รับ และ ผู้ให้" โดยการให้กำลังใจผู้ป่วยเด็กที่หน่วยพัฒนาการเด็กซึ่งมีทั้งการประดิษฐ์หุ่นมือ การเล่านิทานให้น้องๆ ฟัง นอกจากนี้ยังมีการร่วมบริจาคโลหิตอีกด้วย
 
          สำหรับการดำเนินงานของโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ นอกจากจะมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางรักษาโรคซับซ้อนที่รักษายาก 4 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์กระดูกและข้อ ศูนย์ระบบทางเดินปัสสาวะ และศูนย์โรคมะเร็ง ซึ่งตอกย้ำจุดเด่นความเป็นเลิศทางการแพทย์มาตรฐานศิริราชแล้ว ยังเน้นด้านการบริการที่สะดวก รวดเร็ว เทคโนโลยีทันสมัย ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ด้วยอัตราค่าบริการที่สมเหตุสมผล เพื่อนำรายได้กลับไปสนับสนุนและพัฒนาโรงพยาบาลศิริราชที่ต้องดูแลรักษาผู้ป่วยรายได้น้อยอีกต่อหนึ่ง ดังนั้นผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่นี่จึงเป็นเหมือนทั้ง "ผู้รับและผู้ให้" ในเวลาเดียวกัน