
'Beach For Life'เด็กรักษ์หาด
'Beach For Life'เด็กรักษ์หาด พลังพลเมืองเยาวชนสงขลา : คอลัมน์ท่องโลกเรียนรู้ : โดย...พิพัฒน์ เสรีชุษณะ
“...เพริด แพร้ว ดูอ่างแก้ว-งาม ใจเคลิ้มตาม-สมเป็นนาม แก้วแพรวพราย หมู่ สน ยืนต้นอยู่เรียงราย-แหลมทราย-เห็นทราย ขาวผ่อง...” คือบทเพลง “หาดสงขลา” ตอนหนึ่ง โดย “ครูแก้ว อัจฉริยะกุล” ประพันธ์คำร้อง “ครูเอื้อ สุนทรสนาน” ประพันธ์ทำนอง และ “เพ็ญศรี พุ่มชูศรี” เป็นผู้ขับร้อง ชวนให้นึกถึงภาพหาดทรายสวย อันเลื่องชื่อที่อยู่คู่เมืองสงขลามาแรมปี เช่นเดียวกับภาพในความทรงจำของ “น้ำนิ่ง” อภิศักดิ์ ทัศนี นักเรียนชั้น ม.5 ร.ร.มหาวชิราวุธ จ.สงขลา หนึ่งในแกนนำเยาวชน “บีชฟอร์ไลฟ์” ได้สะท้อนผ่านภาพเขียนโปสเตอร์พร้อมกับเยาวชนอีก 50 คน ภายใต้โครงการพลังเมืองเยาวชนสงขลา โดยสงขลาฟอรั่มและมูลนิธิสยามกัมมาจลสนับสนุน ซึ่งภาพในอดีตและปัจจุบันต่างกันอย่างสิ้นเชิงหลังชายฝั่งเริ่มถูกกัดเซาะเมื่อปี 2543 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน
จากหาดเก้าเส้งจรดป่าแหลมสนอ่อนเป็นระยะทางกว่า 7.8 กิโลเมตร คือห้องเรียนธรรมชาติของเด็กๆ โดยอาศัยองค์ความรู้ในห้องเรียนทั้งวิชาวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์มาใช้สำรวจทางกายภาพของชายฝั่ง เช่น การถูกกัดเซาะ ความลาดชัน ตลอดจนศึกษาผลกระทบของสิ่งมีชีวิตก่อนจะเรียบเรียงเป็นหนังสือเล่มเล็ก (นิทานทะเล) บอกเล่าเรื่องราวผ่านปูลมและหอยเสียบที่มีจำนวนลดลงอย่างน่าใจหาย
“โรงเรียนของเราอยู่ใกล้หาด เราจึงรักและผูกพันมาก หาดทรายเปรียบเสมือนพื้นที่แห่งความสุข คือพื้นที่สาธารณะของทุกคน เมื่อเกิดการพังทลายของชายหาดเราจึงลงพื้นที่ศึกษาปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงไปบอกต่อและให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยใช้นิทานเป็นเครื่องมือสื่อสาร มีเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ตลอดจนจัดกิจกรรมรณรงค์และค่ายอาสาต่างๆ เพื่อรักษาชายหาดให้คงอยู่สืบไป” น้ำนิ่งเล่าถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินงานของกลุ่มให้ฟังขณะที่เพ่งมองไปยังหาดอย่างมีความหวัง
“ป้าหนู” พรรณณิภา โสติถิพันธุ์ ผู้อำนวยการสงขลาฟอรั่ม เฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนงานของเด็กๆ เล่าว่า สงขลาเป็นเมืองไม่กี่เมืองในโลกที่ถูกขนาบด้วยทะเลสองด้าน (ทะเลสาบ-ทะเลหลวง) ดังคำขวัญประจำจังหวัดกล่าวไว้วรรคหนึ่งว่า “เมืองใหญ่สองทะเล” มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและอุดมไปด้วยทรัพยกรทางน้ำ แต่ปัจจุบันต้องเผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง โดยเฉพาะที่หาดชลาทัศน์บริเวณชุมชนเก้าเส้ง ส่งผลไปถึงระบบนิเวศของป่าแหลมสนอ่อน พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เสี่ยงต่อการถูกทำลาย การใช้โครงสร้างแข็งอย่างกำแพงหินและถุงกระสอบทราย นอกจากไม่ช่วยอะไรแล้วยังทำลายทัศนียภาพของชายหาดและเร่งให้เกิดการกัดเซาะมากยิ่งขึ้น
“ปัจจุบันมีกลุ่มเยาวชนเสนอผลงานเข้ามา 22 โครงการ อายุระหว่าง 14-24 ปี นำเสนอประเด็นปัญหาในสังคมใกล้ตัว เพื่อเรียนรู้และสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองเยาวชน (The Young Citizen) ที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีแกนนำประมาณ 5-7 คน บริหารจัดการโครงการด้วยตนเองโดยมีพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำ นอกจากนี้เยาวชนแต่ละโครงการยังได้ศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ตลอดจนฝึกทักษะการใช้ชีวิตร่วมกันเป็นระยะเวลา 3 ปี (ปี2555-2558) สำหรับกลุ่มบีชฟอร์ไลฟ์ เป็นการต่อยอดของแกนนำเยาวชนเมื่อครั้งมาร่วมงานแลเล แลหาดสงขลา พี่รู้สึกดีใจที่เด็กๆ สนใจและอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือฟื้นฟูชายหาด” พี่หนู หรือป้าหนูของเด็กๆ กล่าว
เช่นนี้แล้วหากการเด็ดดอกไม้ยังสะเทือนไปไกลถึงดวงดาวได้ วันนี้ปัญหาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เยาวชนบีชฟอร์ไลฟ์หยิบยกขึ้นมา เพราะไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเด็กๆ ในโรงเรียนพื้นที่ใกล้หาดหรือแค่คนสงขลาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงประชากรกว่า 12 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง ท่ามกลางเกลียวคลื่นที่ถาโถมอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์มากกว่าไปโทษเพราะโลกร้อนนั้นเอง
........................................................
('Beach For Life'เด็กรักษ์หาด พลังพลเมืองเยาวชนสงขลา : คอลัมน์ท่องโลกเรียนรู้ : โดย...พิพัฒน์ เสรีชุษณะ )



