ไลฟ์สไตล์

คดี'บึ้มบอสตัน' : ไอทีไม่ช่วยอะไร

คดี'บึ้มบอสตัน' : ไอทีไม่ช่วยอะไร

28 เม.ย. 2556

คดี'บึ้มบอสตัน' : ไอทีไม่ช่วยอะไร : คอลัมน์อินโนเทค : โดย...คนชอบเล่า

               อาจดูแปลกๆ ไปบ้างกับการจั่วหัวข้อข้างต้น ในคอลัมน์ที่ให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าทางนวัตกรรมเทคโนโลยี แต่ที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อชี้ให้เห็นว่า ในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาความล้ำหน้าอย่างไม่หยุดยั้งนั้น ผลกระทบจากคุณประโยชน์-การให้โทษ ยังคงเป็นแง่มุมต่างขั้ว ที่เฉือนกันแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ตามแต่ผู้ใช้งานจะเลือกนำไปใช้ ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาหรือแสวงหาทางออกนั้น ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีเสมอไป

                เชื่อว่านับตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมาจนถึงต้นสัปดาห์นี้ คนทั่วโลกต่างเกาะติดข่าวคราวความคืบหน้าผลการสืบสวนสอบสวน ถึงเบื้องหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ 2 มือระเบิดหนุ่มชาวเชเชน วางระเบิดในเทศกาลแข่งขัน “บอสตัน มาราธอน” ที่สหรัฐอเมริกา จนมีผู้เสียชีวิต 3 คน รวมถึงบาดเจ็บอีกกว่าร้อยคน

               จากข้อมูลในกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ทั่วเมือง ตลอดจนสรรพาวุธด้านเทคโนโลยี ทำให้เจ้าหน้านี้ทางการสหรัฐ สามารถระบุตัวคนร้ายและไล่ล่าได้สำเร็จ...นั่นคือ ข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นที่ผู้เสพข่าวสารรับรู้

               อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสื่อมะกันได้เปิดเผยบทสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ของเมืองบอสตันว่า ระบบจดจำใบหน้า “ไม่ได้” มีส่วนช่วยเหลือใดๆ ต่อการสืบเสาะหาตัวมือระเบิดเลย เพราะผลการสืบค้นด้วยการนำภาพจากกล้องวงจรปิด ไปเปรียบเทียบกับบุคคลต้องสงสัยในฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับผู้ก่อการร้าย ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของระบบจดจำใบหน้านั้น ผลที่ปรากฏออกมาคือ “ความว่างเปล่า” ทั้งๆ ที่ในฐานข้อมูลของทางการ ก็มีไฟล์รูปถ่ายของมือระเบิดสองพี่น้องคู่นี้อยู่แล้ว

               ไม่ว่าจะเป็น รูปถ่ายติดใบขับขี่ ข้อมูลการเข้าเมืองตามกฎหมาย รวมทั้งมีแม้กระทั่งภาพและข้อมูลส่วนตัวของนายเตอร์มิลัน ซานาเยฟ มือระเบิดคนพี่ ซึ่งเสียชีวิตระหว่างหลบหนีการไล่ล่าจากเจ้าหน้าที่ว่า เคยถูกสอบสวนจากสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (เอฟบีไอ)

               ขณะที่เมื่อลงลึกฐานข้อมูลของเอฟบีไอ ก็พบว่า เจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่เกี่ยวกับการสอบสวนนายเตอร์มิลัน เคยได้รับมอบหมายให้เฝ้าดูวิดีโอบันทึกภาพผู้ต้องสงสัยรายนี้ซ้ำไปซ้ำมาถึง 400  เที่ยว ซึ่งตามหลักการแล้ว ควรมีภาพที่เคยถ่ายผ่านมือถือหรือกล้องดิจิตอลไว้นับพันรูป หลุดออกมาบ้างระหว่างการสืบค้น

               เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเฉลยว่า การพบตัวมือระเบิดในคดีนี้ สำเร็จด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมในการติดตามหาคน ก็คือ การแจกจ่ายภาพถ่ายผู้ต้องสงสัย เพื่อให้มีการแจ้งเบาะแสกลับมายังเจ้าหน้าที่

               ในอีกฟากหนึ่ง มือระเบิดที่รอดชิวิตจากการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ ก็เผยว่า การทำระเบิดใช้ก่อการร้ายครั้งนี้ เป็นการฝึกทำเองจากเว็บไซต์ภาษาอังกฤษ ของกลุ่มก่อการร้าย “อัล-ไกดา”

               .....กรณีศึกษาจากคดีนี้ สอนให้รู้ว่า คุณประโยชน์ของไอทีแลละความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีนั้น จะบังเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้ “ใช้เป็น” และนำมาใช้ในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพื่อทำลายล้าง

 

 .....................................................

(คดี'บึ้มบอสตัน' : ไอทีไม่ช่วยอะไร : คอลัมน์อินโนเทค  : โดย...คนชอบเล่า)