ไลฟ์สไตล์

 อีก15ปีโลกนี้จะมีแต่'ออนไลน์'

อีก15ปีโลกนี้จะมีแต่'ออนไลน์'

28 เม.ย. 2556

อีก 15 ปี โลกนี้จะมีแต่ 'ออนไลน์'

              คงไม่ได้พาดหัวบทความเสียเลื่อนลอยเกินไป เพราะทุกอย่างที่เห็นในปัจจุบันต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า โลกจะเข้าสู่ระบบออนไลน์ที่มีอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงกันได้จากทุกที่ ทุกแห่ง บนพื้นพิภพ บนอากาศ และเหนือผืนน้ำในอนาคตอันใกล้ พิจารณาจากการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง ทั้งในรูปแบบ 3จี และ 4จี แอลทีอี ที่จะเปิดโลกการสื่อสารไปสู่ยุคไร้พรมแดนอย่างแท้จริง

                ยิ่งนายอีริค ชมิดท์ ประธานกรรมการกูเกิล อิงค์ ผู้ที่ปลุกปั้นกูเกิล จากเว็บไซต์เสิร์ชเอนจิ้นที่เป็นคู่แข่งของยาฮูดอทคอม เมื่อทศวรรษก่อน มาเป็นเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ระดับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน และสยายปีกครอบคลุมธุรกิจหลากหลาย ตั้งแต่เสิร์ชเอนจิ้น ฐานข้อมูล ระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง ระบบปฏิบัติการบนโทรศัพท์มือถือ และอีกมากจนสาธยายแทบไม่หมด มายืนยันในหนังสือเล่มแรกของเขา ที่มีชื่อว่า "The New Digital Age: Reshaping the Future of People, Nations and Business," ยิ่งทำให้พาดหัวบทความนี้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือขึ้นมากมายมหาศาล

                นายชมิดท์ เพิ่งเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ ที่เขาเขียนร่วมกับ นายจาเรด โคเฮน อดีตที่ปรึกษาด้านการต่อต้านการก่อการร้าย กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ที่สะท้อนทิศทางของโลกออนไลน์ในอนาคตได้อย่างหมดเปลือก

                หนังสือเล่มนี้พูดถึงทิศทางของเทคโนโลยีการสื่อสารที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนโลกในทางดีและทางร้ายควบคู่กันไป ทั้งสองฟันธงว่า ภายในปี 2563 โลกทั้งใบจะเชื่อมต่อกันในโลกออนไลน์อย่างสมบูรณ์แบบ ประชากรโลกจะพึ่งพาการเชื่อมต่อกันด้วยสมาร์ทโฟนราคาถูก ค่าตัวต่ำกว่า 20 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 600 บาท) และอาศัยรถยนต์ไร้คนขับในการเดินทาง พวกเขายังพยากรณ์ด้วยว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวประชากรมือถือในเอเชียจะมีอยู่ด้วยกันประมาณ 3,000 ล้านเครื่อง ส่วนในแอฟริกา ดินแดนกาฬทวีปที่มีโรคร้ายเรื้อรังคือความยากจน จะมีประชากรมือถือเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 650 ล้านเครื่อง

                การเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์บนโลกออนไลน์ ยังจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม ในส่วนของการศึกษาที่จะมีการเพิ่มหลักสูตรการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลเข้าไปให้เด็กประถมได้เรียนควบคู่ไปกับการเรียนการสอนเพศศึกษา ที่ถือว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมตะวันตกอยู่ในเวลานี้

                นอกจากนั้นการก่อการร้ายจะเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้ระเบิดก่อวินาศกรรม หรือกราดยิงด้วยปืนไรเฟิลสงคราม ไปสู่การเปิดศึกทางโลกออนไลน์อาศัยช่องทาง อินเทอร์เน็ตโปรโตคอล (Internet Protocol : IP) ในการโจมตี ซึ่งนายชมิดท์และนายโคเฮนเชื่อว่าการก่อการร้ายจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และทำให้ประชากรโลกเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้ายโดยไม่ได้ตั้งใจ

                อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเชื่อว่า ผู้การก่อการร้ายนั้นจะถูกตรวจจับได้ง่าย โดยการตามรอยการส่งผ่านข้อมูล มัลแวร์ หรือ การแฮ็กเข้าไปยังระบบควบคุมสาธารณูปโภคผ่านเกตเวย์ต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของโลกออนไลน์ที่การทำธุรกรรม หรือ การเข้าใช้เว็บไซต์ หรือเกตเวย์ต่างๆ จะมีร่องรอยที่เรียกว่า "ดิจิตอล ฟุตปริ๊นท์" หรือ รอยเท้าดิจิตอล ปรากฏในระบบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการลบร่องรอยเหล่านี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญฝีมือสูง ซึ่งจะทำให้ผู้รักษากฎหมายตามรอยย้อนกลับไปได้ไม่ยาก
 ขณะเดียวกันสังคมในประเทศต่างๆ จะมีความอ่อนไหวต่อข่าวสารที่มากระทบมากขึ้น เพราะประชากรที่ผูกติดกับโลกออนไลน์นั้นจะถือว่าข่าวสารบ้านเมืองนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากเหตุการณ์อาหรับสปริง ที่ชาวตะวันออกกลางใช้ทวิตเตอร์ และสื่อสังคมออนไลน์ชนิดต่างๆ ในการปลุกระดมมวลชนขึ้นมาล้มล้างรัฐบาล

                สิ่งเหล่านี้เป็นทิศทางที่ "มีความเป็นไปได้มาก" ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งในส่วนของเทคโนโลยีและการปรับตัวของสังคม ดังนั้นการเรียนรู้ทิศทางของทั้งสองส่วนตั้งแต่วันนี้จะทำให้ประชากรในประเทศต่างๆ มีภูมิคุ้มกันต่อภัยจากโลกออนไลน์ และสามารถใช้ประโยชน์จากการสื่อสาร "ไร้เขตคั่น" ในอนาคต