ไลฟ์สไตล์

เที่ยวช้าๆ ที่'ชิราคาวาโกะ'

เที่ยวช้าๆ ที่'ชิราคาวาโกะ'

28 เม.ย. 2556

เที่ยวช้าๆ ที่'ชิราคาวาโกะ' : คอลัมน์ท่องต่างแดน : โดย...เรื่อง / ภาพ : ศิริกุล กสิวิวัฒน์

               

               “ชิราคาวาโกะ” (Shirakawago) เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ.1995  เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ยอดฮิตติดอันดับ ทุกบริษัทนำเที่ยวญี่ปุ่นต้องจัดโปรแกรมพาไปเที่ยวชม แต่ถ้าอยากจะไปเที่ยวเองแบบช้าๆ สบายๆ ค่อยๆ ซึมซับความเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม... ก็ไม่ยากค่ะ จะพาไป

               หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาสูงล้อมรอบตอนกลางของเกาะฮอนจู ไม่ไกลจากโตเกียวนัก เป็นหมู่บ้านชาวนาที่มีบ้านเรือนรูปร่างแปลกตา อายุเก่าแก่กว่า 200 ปี เข้าถึงได้ด้วยทางรถยนต์ แนะนำว่าควรมีเวลาอย่างน้อย 3 วัน 2 คืน ถึงจะได้อรรถรสของการเดินทาง หากเริ่มจากโตเกียวจะต้องไปทาคายามา (Takayama) ก่อน แล้วถึงต่อรถบัสไปชิราคาวาโกะ การไปทาคายามาไปได้ทั้งรถไฟและรถบัส แต่ผู้เขียนเลือกไปโดยรถบัส จึงจัดกระเป๋าหิ้วใบเล็กพอเหมาะมือ ไปที่สถานีรถบัส Nohi Bus อยู่ติดกับสถานีรถไฟชินจูกุ (ออกทาง West Exit) 

               ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมงครึ่ง ด้วยรถบัสจำกัดความเร็ว นั่งเล่นชมวิวสองข้างทาง เพลินๆ สบายๆ ปลอดภัยดี มีจุดจอดพักรถระหว่างทางเพื่อให้ผู้โดยสารลงไปยืดแข้งยืดขา พักผ่อนตามอัธยาศัย ก่อนออกรถเพื่อเดินทางต่อ พนักงานขับรถก็จะยืนโค้งที่หน้ารถและเดินนับผู้โดยสารไปถึงท้ายรถ แล้วเดินกลับมาโค้งที่หน้ารถ ก่อนขับรถต่อไป เป็นความมีระเบียบวินัยและความรับผิดชอบในงาน แม้ทั้งรถจะมีผู้โดยสารแค่ 5 คนมองดูก็รู้ น่าเคารพจริงๆ...

               และแล้วก็มาถึง ทาคายามา ขอพักที่นี่สักคืนก่อนเดินทางต่อ เพราะทาคายามาเป็นเมืองเก่าที่มีชีวิตชีวา ได้รับการพัฒนาและอนุรักษ์ไว้อย่างดี เดินเล่นย่านเมืองเก่าบนถนนสายแคบๆ เรียงรายด้วยบ้านยุคเก่าของญี่ปุ่นที่ปรับปรุงเป็นร้านขายสินค้าพื้นเมืองหลากหลาย ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ตลอดจนที่พัก แวะดื่มกาแฟในบ้านเก่าย้อนยุคกับขนมโมจิ มองเห็นสวนญี่ปุ่นเล็กๆ หน้าบ้าน ลืมไปเลย นึกว่าเกิดในยุคนั้นซะแล้ว...ตอนเช้าก่อนขึ้นรถไปชิราคาวาโกะ ก็แวะเยี่ยมชมตลาดเช้าริมน้ำ ดูชาวบ้านนำพืช ผัก ผลไม้ ดอกไม้ ขนมต่างๆ มาวางขาย เดินชมและชิมตลอดทาง ดีนะว่าเป็นตลาดเล็กๆ ถ้าใหญ่กว่านี้ละก็คงอิ่มแน่

               สถานีรถบัสไปชิราคาวาโกะ อยู่ติดกับสถานีรถไฟทาคายามา ใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมง เป็นเส้นทางที่ตื่นตาตื่นใจตลอด เพราะเป็นทางคดเคี้ยว ลัดเลาะตามไหล่เขา เลียบสันเขื่อนผ่านหลายอุโมงค์ บางอุโมงค์ยาวมาก สามารถจินตนาการถึงความซับซ้อนของภูเขาที่เส้นทางนี้วิ่งผ่าน จนมาถึงจุดหมายปลายทาง “ชิราคาวาโกะ”

               ลงจากรถบัส เดินข้ามสะพานแขวนข้ามแม่น้ำสายไม่กว้างนัก ก็จะมองเห็นภาพหมู่บ้านนับร้อยหลังคาเรือน มีรูปทรงที่มีเอกลักษณ์ หลังคาสูงชันประมาณ 60 องศา เป็นสถาปัตยกรรมเฉพาะ เรียกว่า Gassho-Zukuriหมายถึง สร้างแบบรูปพนมมือ ด้านหน้าเป็นหน้าจั่ว เจาะหน้าต่างเป็น 2-4 ชั้น 

               แวะดูบ้านพักที่จองไว้ล่วงหน้ากว่า 3 เดือน เพราะในหมู่บ้านมีบ้านที่เปิดเป็นที่พักเพียง 10 กว่าหลังและมีเงื่อนไขว่าให้พักเพียงคืนเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ต้องแบ่งให้คนอื่นพักบ้าง นับเป็นกุศโลบายที่แยบยลมากในการเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จัก และสร้างคุณค่าให้แหล่งท่องเที่ยวด้วย  เดินไปชั่วอึดใจก็มาถึงบ้านพัก KANJA คุณป้าออกมาต้อนรับทักทายด้วยท่าทีที่อบอุ่นเป็นภาษาญี่ปุ่น ถึงจะฟังไม่ออก แต่เข้าใจได้ด้วยใจ 

                คุณป้าพาไปดูพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน ซึ่งมีทางเดินแคบๆ อยู่กลางบ้านฝั่งซ้ายเป็นห้องน้ำ ห้องครัว ห้องอาหารรวม ถัดไปเป็นห้องนอน 1 ห้อง ส่วนฝั่งขวาเป็นห้องสุขาแยกชาย-หญิง และห้องนอน 2 ห้อง ห้องพักเป็นแบบญี่ปุ่น เรียบง่าย ปูเสื่ออาตามิ มีฟูก ผ้าห่ม ที่เก๋คือ ผนังฝั่งตรงข้ามประตูเข้า เป็นบานประตูเลื่อนมีระเบียงออกไปนั่งเล่น มองดูผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ โชคดีที่บ้าน KANJA อยู่ห่างออกมานิดนึงทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปผ่านมา ไม่รบกวนการนั่งเล่นนัก

               คุณป้าหยิบคู่มือเป็นภาษาอังกฤษมาให้อ่านว่าจะต้องทำอะไร เวลาไหน อย่างไร แล้วก็แนะนำว่าให้เดินขึ้นไปดูจุดชมวิวที่อยู่ไม่ไกล เลยตัดสินใจเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ตามคำแนะนำ ทางเดินกว้างประมาณ 2 เมตรไม่ชันมากเดิน สัก 15 นาทีก็มาถึงจุดชมวิวพูดได้คำเดียวว่า ว้าว! ภาพที่มองลงมาเป็นภาพเหมือนหมู่บ้านตุ๊กตาเหมือนภาพวาดที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ อึ้งทึ่งอยู่พักหนึ่ง คว้ากล้องมาเก็บภาพไว้ เป็นภาพมุมกว้างที่งดงามมาก

                หลังจากนั้นก็เดินชมหมู่บ้าน บ้านส่วนใหญ่หันหน้าไปทางเดียวกันตามทิศทางลม สลับกับแปลงนาผืนย่อมๆ มีธารน้ำเล็กๆ ไหลผ่านหมู่บ้าน แปลงดอกไม้ สวนญี่ปุ่นมีให้เห็นตลอดทาง บ้านหลายหลังปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ บางบ้านก็ปรับปรุงเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ที่ให้ความรู้สึกกลมกลืนไม่แปลกแยก

                ร้านกาแฟซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้านในหมู่บ้าน เมื่อเปิดประตูร้านเข้าไป พูดได้คำเดียวว่า เป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่สวยที่สุด พื้นที่ชั้นล่างของบ้านปรับเป็นร้านกาแฟ ปูเสื่ออาตามิ นั่งกับพื้น ผนังบ้านเป็นกระจกบานกว้างเปิดรับภาพแปลงนาสีเขียวขจีสลับกับบ้านกัสโชเป็นระยะๆ นั่งจิบกาแฟคลอเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ คุณลุงเจ้าของร้านดูเป็นติสต์ๆ พูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ก็เลยชวนพูดคุยกันซะเพลิน…..

               กลับถึงบ้านได้เวลาอาหารเย็น คุณป้าจัดเตรียมอาหารไว้ที่ห้องรับประทานอาหารรวมตรงกลางบ้าน ทุกคนที่มาพักก็มานั่งพร้อมกัน ปรากฏว่ามีหนุ่มฝรั่ง 1 คน คนญี่ปุ่น 2 คน อาหารพื้นถิ่นจัดวางอย่างสวยงามตามสไตล์ญี่ปุ่น ไฮไลท์อยู่ที่เตาเล็กๆ ที่วางตรงหน้ามีเนื้อลายหินอ่อนย่างอยู่บนใบแมกโนเลีย และปลาขนาดเท่าปลาทูย่างซอสมิโซะ อาหารไม่เยอะ แต่ใส่ใจทุกรายละเอียด เป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับคนญี่ปุ่นจริงๆ

               ระหว่างรับประทานอาหารก็มีการพูดคุยกันตามประสา มีประเด็นน่าสนใจที่ฝรั่งถามว่า “เขาได้ค้นข้อมูลว่าหมู่บ้านนี้เดิมมิได้เป็นเช่นนี้ได้มีการปรับปรุงโดยรื้อบ้านลักษณะนี้จากที่ใกล้เคียงมาสร้างเพิ่มเติม และวางผังอย่างดีก่อนขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เคยได้ยินเรื่องนี้บ้างไหม” ผู้เขียนตอบว่า “ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความแข็งแรงทางวัฒนธรรม และเก่งเรื่องพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รู้ว่าอะไรที่ต้องพัฒนาก็ทำ อะไรที่ควรอนุรักษ์ก็อนุรักษ์ แหล่งท่องเที่ยวก็ต้องมีทั้งการพัฒนาและการอนุรักษ์ควบคู่กันไปอย่างใส่ใจและมีทิศทาง ผลก็คือเราที่อยู่คนละมุมโลกได้มากินอาหารฝีมือคุณป้าร่วมกันในเมืองมรดกโลก นี่แหละคุณค่าของการท่องเที่ยวที่ทำให้คนต่างวัฒนธรรมมาเรียนรู้และอยู่ในอีกวัฒนธรรม”
นอนหลับฝันดี ตื่นเช้าด้วยความสดชื่น ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามเช้าและวิถีชีวิตชองชาวบ้านชิราคาวาโกะ อำลาคุณป้าบ้าน KANJA ด้วยความอิ่มเอม และอำลาชิราคาวาโกะด้วยความอาลัย ก่อนขึ้นรถบัสเดินทางต่อไป………

 

.......................................................

(เที่ยวช้าๆ ที่'ชิราคาวาโกะ' : คอลัมน์ท่องต่างแดน  : โดย...เรื่อง / ภาพ : ศิริกุล กสิวิวัฒน์)