ไลฟ์สไตล์

เที่ยวอ่างทอง เมืองสองพระนอน

เที่ยวอ่างทอง เมืองสองพระนอน

28 เม.ย. 2556

เที่ยวอ่างทอง เมืองสองพระนอน : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง / ภาพ : วรศักดิ์ จรุงรัตนาพงศ์

               

               อ่างทอง จังหวัดเล็กๆ บนที่ราบลุ่มภาคกลางที่มีแม่น้ำสำคัญถึงสองสายไหลผ่าน คือแม่น้ำน้อยและแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นอ่างทองจึงได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ของผู้คนแถบนี้มาแต่โบราณ โดยในสมัยกรุงศรีอยุธยา อ่างทองมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ” มีที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อย แต่เนื่องจากแม่น้ำน้อยเกิดการตื้นเขินจนการสัญจรไม่สะดวก จึงมีการย้ายเมืองมายังริมแม่น้ำเจ้าพระยาแทน พร้อมกับขนานนามเมืองใหม่แห่งนี้ว่า “เมืองอ่างทอง” ส่วนที่ตั้งเมืองวิเศษไชยชาญเดิม ยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่และกลายมาเป็น อ.วิเศษไชยชาญ ก่อนที่จะเขียนเพี้ยนไปเป็น อ.วิเศษชัยชาญ ในปัจจุบัน

               ด้วยที่ตั้งของอ่างทองที่อยู่ใกล้กับ จ.พระนครศรีอยุธยา ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเลือกเที่ยวอยุธยา จนหลงลืมจังหวัดเล็กๆ อย่างอ่างทองไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นในวันนี้ผมจะพามารู้จักกับ จ.อ่างทองกัน โดยการเดินทางของผมเริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร ผ่านมาทางบางปะอินก่อนมุ่งหน้าสู่จุดหมายแรกที่ วัดป่าโมก อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง

                ที่วัดป่าโมกนี่เอง ที่นี่เป็นที่ตั้งของพระพุทธไสยาสน์ที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างองค์พระ มีเพียงหลักฐานการบูรณะในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา ในปีพ.ศ.2271

               นอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องพุทธลักษณะอันงดงามแล้ว พระพุทธไสยาสน์แห่งวัดป่าโมกยังมีตำนานเรื่องพระพูดได้ที่เล่าขานกันว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดโรคอหิวาตกโรคระบาด จนพระโต พระสงฆ์ในวัดป่าโมกป่วยหนัก อุบาสิกาที่เป็นหลานจึงได้อธิษฐานต่อหน้าพระพุทธไสยาสน์ ทันใดนั้นได้เกิดเสียงออกมาจากพระอุระของพระพุทธไสยาสน์ บอกถึงตำรายาแก้โรค และเมื่อพระโตได้รับยาต้มตามคำบอกเล่า ก็กลับหายเป็นปกติอย่างน่าอัศจรรย์ หลังจากนั้นพระพุทธไสยาสน์แห่งวัดป่าโมกจึงได้รับการความเลื่อมใสศรัทธาจากชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง

               จาก อ.ป่าโมก ผมมุ่งหน้าสู่ตัว อ.วิเศษชัยชาญ ที่นี่ในอดีตคือชุมทางการค้าเก่าแก่ริมแม่น้ำน้อย ที่รุ่งเรืองมาตั้งแต่เป็นแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ สมัยกรุงศรีอยุธยา และเจริญรุ่งเรืองมากจนเป็นชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันตลาดศาลเจ้าโรงทอง ตลาดเก่าแก่แห่งเมืองวิเศษชัยชาญ นอกจากจะเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าของของชาว อ.วิเศษชัยชาญแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายขนมไทยโบราณ ดังนั้นเราจึงได้เห็นร้านขายขนมไทยมากมายให้เลือกซื้อเลือกชิม ทั้งขนมจ่ามงกุฎ ทองหยิบ ทองหยอด และที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่คือ ขนมเกสรลำเจียก ขนมไทยโบราณที่หากินกันไม่ง่ายนัก

                ไม่ไกลจากตัว อ.วิเศษชัยชาญ เป็นที่ตั้ง วัดม่วง ที่สามารถมองเห็นพระพุทธรูปองค์มหึมาตั้งแต่ยังไม่เลี้ยวเข้าเขตวัด พระพุทธรูปสูงตระหง่าน ตัดกับเส้นขอบฟ้าบนผืนนาข้าวสีเขียวขจีที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านี้คือ พระพุทธมหานมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อใหญ่ เป็นพระพุทธรูปที่ได้ชื่อว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 จนมาเสร็จสมบูรณ์เมื่อ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2550 ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้นถึง 16 ปี นอกจากเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อใหญ่แล้ว ที่วัดม่วงแห่งนี้ยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกสององค์ คือหลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง ที่ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารแก้วอีกด้วย

               อันที่จริงแล้ววัดม่วงเคยเป็นวัดร้างมาก่อน สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ต่อมาในปี พ.ศ.2525 หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ ได้เข้ามาธุดงค์ในบริเวณวัด และได้บูรณะวัดแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ จนได้รับการประกาศยกขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์ ในปี พ.ศ.2527

               ล่วงเข้าเวลาบ่าย ที่ผมออกเดินทางจากวัดม่วง มุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่ลัดเลาะไปบนถนนสายเล็ก สองข้างทางขนาบไปด้วยผืนนาข้าวสีเขียวสด ก่อนจะก็มาจอดรถตรงหน้าอาคารโบราณเล็กๆ หลังหนึ่งที่หลงเหลือเพียงผนังทั้ง 4 ด้าน อาคารนี้คือ พระตำหนักคำหยาดพระตำหนักที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์ผู้ขึ้นครองราชย์ได้เพียง 10 วันก่อนจะทรงสละราชสมบัติให้แก่พระเชษฐาธิราช สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา

               พระตำหนักแห่งนี้ก่อด้วยอิฐยกพื้นสูง บริเวณใต้ถุนเจาะเป็นช่องรูปประตูโค้งแหลม ตามคติการสร้างที่นิยมมาแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปัจจุบันทางกรมศิลปากรได้ทำการอนุรักษ์และขึ้นทะเบียนพระตำหนักคำหยาดเป็นโบราณสถาน เพื่อคงไว้ซึ่งอดีตอันรุ่งโรจน์ของอาคารแห่งนี้

               หลังจากใช้เวลาชื่นชมความงามของพระตำหนักคำหยาดอยู่นาน ผมเดินทางต่อสู่จุดหมายสุดท้ายในวันนี้ที่ ดขุนอินทประมูล วัดเก่าแก่ที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์อันงดงามอีกแห่งหนึ่ง แต่เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ทำให้องค์พระพุทธไสยาสน์แห่งนี้ได้รับความเสียหายจนต้องมีการบูรณะครั้งใหญ่ ดังนั้นองค์พระในขณะนี้จึงถูกบดบังไปด้วยโครงเหล็กของช่างฝีมือที่กำลังบูรณะพระพุทธไสยาสน์ขุนอินทประมูลให้กลับมาสง่างามดังเดิม ผู้คนยังคงแวะเวียนมาสักการะพระพุทธไสยาสน์แม้จะยังอยู่ในช่วงบูรณะ ผมแหงนมองขึ้นไปยังพระพักตร์ขององค์พระที่โครงเหล็กมิอาจบดบังความอ่อนช้อยงดงาม โดยเฉพาะเมื่อต้องแสงแดดอ่อนยามเย็น

               ผมเริ่มต้นการเดินทางในครั้งนี้ด้วยพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก และปิดท้ายด้วยพระพุทธไสยาสน์เช่นกันที่วัดขุนอินทประมูล การที่เมืองอ่างทองมีพระพุทธไสยาสน์เป็นศรีแก่เมืองถึงสององค์ บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน และปัจจุบันพระพุทธไสยาสน์ทั้งสององค์ก็ยังถูกกล่าวถึงในคำขวัญของเมืองที่ว่า

               “พระสมเด็จเกษไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ วีรไทยใจกล้า ตุ๊กตาชาววัง

               โด่งดังจักสาน ถิ่นฐานทำกลอง เมืองสองพระนอน"

 

การเดินทางสู่ จ.อ่างทอง

               1.ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน จนถึงแยกต่างระดับบางปะอินก่อนมุ่งหน้าไปตามทางหลวงหมายเลข 32 (สายเอเชีย) แล้วเลี้ยวซ้ายสู่ทางหลวงสาย 329 มุ่งหน้า อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง

               2.ใช้ถนนสายกาญจนาภิเษก-วงแหวนตะวันตก เลี้ยวเข้าทางหลวงสาย 347 ทิศทางมุ่งหน้าบางปะหัน ก่อนแยกเข้าเส้นทางหลวงสาย 309 สู่ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง

 

.................................................................

(เที่ยวอ่างทอง เมืองสองพระนอน : คอลัมน์ชวนเที่ยว  : โดย...เรื่อง / ภาพ : วรศักดิ์ จรุงรัตนาพงศ์)