
ศิลปวัฒนธรรม : วิถีขุนสมุทรจีน
ศิลปวัฒนธรรม : วิถีขุนสมุทรจีน
ทุกวันนี้อากาศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ในฤดูร้อนความร้อนของอากาศก็สูงมากกว่าปกติจนถึงตอนนี้ความร้อนที่ 40 องศาคงจะเป็นอุณหภูมิความร้อนที่เกิดขึ้นมากสุดที่ได้สัมผัสกัน ในบางวันฝนตกลงอย่างแรงพร้อมกับพายุหอบใหญ่ที่ทำเอาบ้านเรือนหลายต่อหลายหลังปลิวไปพร้อมๆ กับความแรงของลม หรืออยู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์อุทกภัยอย่างยิ่งใหญ่บ้านเรือนต้องจมหายอยู่ในน้ำร่วมเดือน ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่ความปกติแต่เป็นความผิดปกติที่เกิดมาจากการกระทำของมนุษย์ จนเป็นเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างที่เราไม่คุ้นชิน
พูดถึงเรื่องนี้ภาพหนึ่งที่จะสะท้อนได้อย่างชัดเจน นั่นคือการกัดเซาะของคลื่นทะเลที่ทำให้ผืนแผ่นดินของหมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการที่ห่างจากกรุงเทพมหานครไปเพียง 19 กิโลเมตร ที่ชื่อว่า "ขุนสมุทรจีน" หายไปกว่า 1.6 กิโลเมตร พร้อมๆ กับการหายไปของวิถีบางส่วนของคนในชุมชนที่ต้องย้ายถิ่นฐาน เพราะผืนดินทำมาหากินได้ถูกกลืนหายไปกับคลื่นทะเล ล่าสุดมีโอกาสได้ไปเยี่อมเยือนพร้อมกับคณะผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารสื่อสารมวลชนระดับสูง(บสส.) รุ่นที่ 4 ของสถาบันอิศรา ที่ไปสำรวจวิถีของในชุมชนเพื่อนำมาเปิดประเด็นกับการเสวนาในหัวข้อ "กู้วิกฤตขุนสมุทรจีน...ป้องกันชายฝั่งอย่างยั่งยืน"
เริ่มต้นเดินทางเข้าไปยังชุมชนบ้านขุนสมุทรจีนก็ไม่ธรรมดาเพราะต่อให้มีรถหรู หรือ โฟร์วิลล์ ลุยได้แค่ไหนก็ขอบอกว่าจอดไว้ที่บ้านแหลมฟ้าผ่าเท่านั้น ด้วยเส้นทางเดียวที่จะเข้าไปถึงได้คือการสัญจรโดยเรือเส้นทางเดียวเท่านั้น ซึ่งต้องไปขึ้นเรือที่ท่าเรือป้าลี่ โดยจะมีเรือหางยาวที่นั่งได้ 4-5 คนไว้บริการหรือถ้าไปกันเป็นกลุ่มใหญ่จะมีเรือลำใหญ่ที่นั่งได้ 40-50 คนไว้บริการแต่ขอบอกถ้าขึ้นไปแล้วจังหวะพอดีกับน้ำลงเราก็ต้องลงจากเรือแล้วรอเรือหางยาวกันต่อไป
ระหว่างนั่งเรือที่ผู้ขับแล่นฉิวด้วยความชำนาญ สังเกตสองข้างทางวิถีของชุมชนชายฝั่งทะเลมีให้เห็นอยู่เนืองๆ ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลมีให้เห็นไล่เรียงไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของนกนานาชนิดที่เจ้าของพื้นที่แอบกระซิบให้ฟังหลังจากได้เจอกัน "โพธิ์ " วิษณุ ลูกชาย ผู้ใหญ่สมร เข่งสมุทร ผู้ใหญ่บ้านหญิงที่แสนใจดีเจ้าของพื้นที่เล่าว่า นกที่มาอาศัยกินหอย กินปู มีมากกว่า 200 ชนิด เพราะผืนที่นี้แม้จะถูกกัดเซาะจากคลื่นทะเล แต่การที่ชาวบ้านและภาคเอกชนบางส่วนเข้ามาช่วยดูแลบ้าง ก็ทำให้ความเป็นธรรมชาติไม่ได้ลืนหาย จะหายไปก็เพียงชาวบ้านบางส่วนที่อพยพหลบนี้เพราะขาดแหล่งทำกิน ที่อยู่ก็สู้กันเต็มที่ พร้อมกับพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติกันต่อไป
โดยในบริเวณบ้านของผู้ใหญ่นั้นได้มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขุนสมุทรจีน ด้วยการรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ในอดีตที่พบเจอภายในหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้จานชามจากประเทศจีน ที่ผู้เล่าซึ่งก็เป็นชาวบ้านในชุมชนที่วันไหนว่างจากภารกิจการงานส่วนตัว ก็จะมาคอยให้ข้อมูลเล่าเรื่องราวถึงสิ่งของต่างๆ ที่จัดวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้ฟังอย่างสบายๆ และเป็นกันเอง เพียงย่างเท้าเขาไปในเรือนหลังเล็กที่จัดให้เป็นพิพิพิธภัณฑ์นี้ก็ทำเอาอึ้ง เพราะมีสิ่งของมากมายที่แม้จะไมได้จัดเรียงอย่างสวยงาม ด้วยชาวบ้านจัดวางกันเอง แต่ก็เป็นหมวดหมู่แบบง่ายๆ ทั้งเครื่องลายครามที่ส่วนใหญ่จะชำรุดแตกเสียหาย ทั้งจาน ชาม ช้อน เครื่องเคลือบกระเบื้อง เงินพดด้วง แม้กระทั่งโครงการกระดูกปลาวาฬก็วางไว้ให้ถามถึง
"ของเหล่านี้เราเก็บมาจากชายหาดและบริเวณบ้านของคนในชุมชน ซึ่งของส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องลายครามหรือเครื่องกระเบื้องที่มาจากจีน ที่เราเชื่อว่าจะมากับเรือสินค้าที่มาค้าขายหรือมากลับชาวจีนที่อพยพถิ่นฐานมาตั้งแต่อดีต และมีบางชิ้นที่มีคุณค่าเราก็ต้องจัดเก็บไว้เป็นอย่างดี เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้ศึกษาต่อไปในอนาคต" ชาวบ้านที่มาทำหน้าที่ไกด์พิเศษเล่าให้ฟังด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และในบริเวณมองไกลไปอีกนิดเป็นบ้านไม่สองหลัง ที่ผู้ใหญ่สมรจัดทำเป็นโฮมสเตย์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้พักอาศัยเรียนรู้วิถีชาวขุนสมุทรจีนอย่างเต็มที่ ทั้งสามารถตามชาวบ้านไปจับหอยที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้บริเวณแนวชายฝั่งหรือในบริเวณบ้านได้อย่างเต็มที่ สนนราคาก็ไม่แพงอยู่ที่คืนละ 500 บาทต่อคน พร้อมอาหารอีก 3 มื้อ
นั่นเป็นวิถีส่วนหนึ่งที่ได้เข้ามาสำรวจ แต่ความจริงแล้ววิถีของชาวขุนสมุทรจีนยังมีอีกมาก วันเสาร์ที่ 27เมษายนนี้ คณะผู้เข้าอบรมผู้บริหารสื่อสารมวลชน (บสส.) รุ่นที่ 4 จึงจะไปเปิดเวทีกระเทาะเรื่องราว ที่แม้จะเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ แต่ถ้าช่วยกันอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาและหาทางออก ชุมชนขุนสมุทรจีนจะเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างยั่งยืน



