ไลฟ์สไตล์

3ม็อบประสานขับไล่'รมว.สธ.'

3ม็อบประสานขับไล่'รมว.สธ.'

24 เม.ย. 2556

'รมว.สธ.'แพทย์ชนบทยื่น 2 ข้อต่อรองยกเลิก P4P-จ่ายค่าตอบแทนแบบเดิม เดินหน้าร้อง'สตง.'ตรวจสอบจัดซื้อเครื่องตรวจน้ำตาล 'หมอประดิษฐ'กร้าวไม่ล้มหลักการP4P

                เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 เม.ย. ที่บริเวณอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ชมรมแพทย์ชนบท ชมรมเภสัชกรชนบท เครือข่ายผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคไต โรคหัวใจ โรคมะเร็งและเครือข่ายมิตรภาพบำบัด เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรม ประมาณ 200-300 คน เดินทางมายังกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เพื่อร่วมกันขับไล่ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่เห็นด้ว การปรับการจ่ายค่าตอบแทนเป็นจ่ายตามผลการปฏิบัติงานหรือพีฟอร์พี(P4P) การตรวจสอบองค์การเภสัชกรรมจนทำให้เสียภาพลักษณ์องค์กร และความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องตรวจวัดปริมาณน้ำตาล โดยผู้ชุมนุมสวมเสื้อยืดสีดำ มีข้อความว่า “Pradit…GET OUT เราไม่เอา P4P” และติดสติดเกอร์ที่เสื้อว่า “เขตปลอดประดิษฐ ไม่เอา P4P” พร้อมป้ายประท้วงแสดงการคัดค้าน P4P และขับไล่ นพ.ประดิษฐ ออกจากตำแหน่ง

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการชุมนุม นายกมล บันไดเพชร เลขานุการ รมว.สธ. ได้ลงมาขอชี้แจงในประเด็นที่ ยื่นเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ตรวจสอบความผิดปกติในองค์การเภสัชกรรม(อภ.) โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ผู้รับเหมาฟ้อง อภ.เป็นมูลค่า 78 ล้านบาท แต่เมื่อกล่าวถึงว่าการระบุว่า ”ยาพาราเซตามอล ปลอมปน”เป็นความเข้าใจผิดของสื่อบางสำนัก ได้รับเสียงโห่ก่อน ที่หนึ่งในผู้เข้าร่วมชุมนุมจะแย่งไมค์ไปและตำรวจเชิญให้นายกมลออกไปเพราะเกรงในความไม่ปลอดภัย

               ทั้งนี้ ภายหลังกลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศเจตนารมณ์ นพ.ประดิษฐ ได้ให้เจ้าหน้าที่เชิญตัวแทนผู้ชุมนุมเข้าร่วมการหารือ แต่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นข้อเสนอว่า จะเจรจาต่อเมื่อมีการดำเนินการ 2 ข้อ คือ 1.มีการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การปรับเกณฑ์ค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย และ 2. ให้ สธ.นำประกาศหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทน ฉบับ 4 และ ฉบับ 6 กลับมาใช้เท่านั้น ท้ายที่สุดจึงไม่มีการเจรจาร่วมกันและไม่มีการยื่นเอกสารถึงใครใดๆทั้งสิ้น หลังใช้เวลาปราศรัยราว 3 ชั่วโมงจึงมีการสลายการชุมนุม

               ด้านนพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผอ.รพ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า การชุมนุมในครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อยื่นเงื่อนไขหรือข้อเสนอใดๆ ต่อ สธ. แต่ต้องการแสดงให้เห็นว่าบุคลากรต่างๆในโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการจ่ายค่าตอบแทนแบบใหม่ของ สธ. และขณะนี้จะข้ามเรื่องค่าตอบแทนเพื่อตรวจสอบทุจริตใน สธ.ที่เริ่มเผยออกมา แสดงให้เห็นว่า ความพยายามในการรวบอำนาจของ นพ.ประดิษฐ ทำให้เกิดการแช่แข็ง ทำลาย อภ. เกิดการแทรกแซงองค์กรอิสระด้านสุขภาพ และทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างโรงพยาบาลจังหวัด และรพช.

               “สธ.กำลังกลับไปรวบอำนาจเหมือนในอดีต ที่ให้เขตมีงบประมาณอยู่ในมือและสามารถจัดสรรงบได้ตามอำเภอใจ ซึ่งขณะนี้มีการประกาศชัดเจนแล้วว่า ปี 2557 จะให้ผู้ตรวจราชการ สธ. ทั้ง 12 เขต เป็นผู้จัดสรรงบประมาณแทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แม้จะระบุว่ามี สปสช.มาร่วมพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบคอบ ส่วนกรณีการตรวจสอบอภ. เครือข่ายผู้ป่วยต่างๆ ก็กำลังรู้สึกหวั่นไหว เพราะหากมีการเปลี่ยนตัวผอ.อาจจะทำให้การเมืองสามารถสั่งได้ จนราคายาต่างๆ แพงขึ้น ผู้ป่วยเข้าถึงยาน้อยลง”นพ.อารักษ์ กล่าว

               นพ.อารักษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือด ถือเป็นความพยายามทำทุจริตที่สำเร็จ โดยมีบางจังหวัดที่ได้จัดซื้อแล้ว คือ จ.อ่างทอง และจ.อำนาจเจริญ ส่วนการประกาศว่าจะยกเลิกคำสั่งก็เป็นการเปิดทางให้บริษัทฟ้องร้องได้เพราะพบว่ามีการตกลงกันไว้แล้ว เรื่องนี้สธ.จะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องตรวจสอบความผิดปกติที่เกิดขึ้นเหมือนตรวจสอบ อภ. โดยการตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่เป็นคนนอกมาตรวจสอบ โดยกลุ่มแพทย์ชนบทจะยื่นหนังสือให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ สำนักงานการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย

               นายระวัย ภู่ผะกา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจอภ. กล่าวว่า การมาในวันนี้ต้องการให้ รมว.สธ.แสดงความรับผิดชอบในการกู้และปกป้องภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นคืนต่อ อภ. แต่ไม่ได้ต้องการมาขับไล่ รวมถึง ขอให้หยุดการให้ข่าวสร้างความเสื่อมเสียภาพลักษณ์แก่ อภ.รายวัน ทั้งนี้ หากต้องการสร้างความโปร่งใส ควรมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยสหภาพฯไม่ได้คัดค้าน อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อมั่นว่าเป็นการดำเนินการเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงระบบยาของประเทศแน่นอน เพราะอภ.ยอมรับว่ามูลค่ายาที่จำหน่ายให้กับรพ.รัฐมีกว่า 8 พันล้านบาท เอกชนเห็นก็ตาลุก

               วันเดียวกัน นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า ได้พยายามอย่างถึงที่สุดแล้วในการเชิญตัวแทนผู้ชุมนุมเข้ามาหารือร่วมกัน แต่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นข้อเสนอ 2 ข้อจึงจะร่วมเจรจา เมื่อเป็นเช่นนี้คงไม่สามารถหารือด้วยได้ เพราะเป็นข้อเสนอที่ให้ล้มหลักการของ P4P เพราะการหารือร่วมกันควรเป็นการปรึกษาในเรื่องรายละเอียดหลักเกณฑ์ เช่น พื้นที่ เกณฑ์อายุไม่สอดคล้องอย่างไร จะหาทางปรับแก้ตรงไหน เป็นต้น ซึ่งตนได้เตรียมข้อมูลรายละเอียดเพื่อชี้แจงไว้แล้ว ส่วนเรื่องเครื่องตรวจน้ำตาล หากจะบอกว่าการจัดซื้อของจังหวัดเป็นความทุจริตของพื้นที่เป็นเรื่องไม่ถูกต้องเป็นธรรมต่อข้าราชการ ได้มอบหมายให้ปลัด สธ.ตรวจสอบต่อว่ามีความผิดปกติหรือไม่อย่างไร หากกลุ่มแพทย์ชนบทต้องการที่จะเข้าร่วมการตรวจสอบด้วยก็ยินดีและดีใจที่จะได้ร่วมกันใช้สติปัญญาในการทำให้กระทรวงโปร่งใสร่วมกัน

               “ความกลัวต่างๆ ทั้งแพทย์ลาออก การล่าแต้ม การจัดสรรงบประมาณ เชื่อว่าคงไม่มีอะไรแบบนั้น การใช้จินตนาการที่มากเกินไป มันทำให้ไม่มีการคุยกันต่อ และหาข้อยุติไม่ได้ หากทุกอย่างตั้งอยู่บนความกลัว ในช่วง 2-3 เดือนนี้ สธ.จมปลักกับปัญหานี้มามากแล้ว อยากให้มองไปข้างหน้าว่าประชาชนจะได้ประโยชน์จากการทำงานอย่างไร จึงอยากให้มาทำความเข้าใจกัน ส่วนเรื่อง อภ.หรือผู้ป่วยที่มาร้องเรียน ยังไม่อยากแถลงในตอนนี้เพราะจะกลายเป็นการพูดฝั่งเดียว ”นพ.ประดิษฐ กล่าว

               ขณะที่ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดสธ. กล่าวว่า ก่อนที่จะมีการใช้หลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนฉบับที่ 8 และ 9 ในส่วนของการปรับนิยามพื้นที่ สธ.ได้เปิดโอกาสให้โรงพยาบาลที่จะขอเปลี่ยนแปลงนิยามของพื้นที่ให้ส่งเรื่องมาภายในวันที่ 19 เม.ย. 2556 โดยมีคณะกรรมการ ร่วมกับ หน่วยงานภายนอก เช่น สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง ซึ่งปัจจุบันหลายโรงพยาบาลส่งเข้ามาแล้ว เพื่อพิจารณาในสัปดาห์หน้า

               "ส่วนเรื่องการเก็บคะแนน ในประกาศฯเปิดความยืดหยุ่นให้คณะกรรมการระดับเขตสามารถหารือกันได้ และการเก็บคะแนน รวมงานส่งเสริมป้องกัน ฟื้นฟู การออกพื้นที่ การบริหารด้วย สำหรับวงเงิน มีการเขียนไว้ว่า จะมีการจ่ายเพิ่ม(OnTop)ด้วยเงินบำรุงอย่างน้อยร้อยละ 1 ของค่าแรงขั้นต่ำ หากจะเพิ่มเป็น ร้อยละ 2 ให้เป็นอำนาจระดับเขต แต่หากมากกว่านั้นให้เป็นอำนาจของกรรมการระดับกระทรวง และเงินงบประมาณที่สามารถประหยัดได้ให้นำกลับมาเป็นค่าตอบแทนการจ่ายตามผลการปฏิบัติงาน" นพ.ณรงค์ กล่าว