
ชูไทยศูนย์กลางอุตสาหกรรมยางโลก?
ร่วมถก 'ยางพารา' ผ่านเวทีอาเซียน ชูไทยศูนย์กลางอุตสาหกรรมยางโลก? : สุรัตน์ อัตตะ ... รายงาน
การประชุมเชิงวิชาการว่าด้วยยางพารา ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) หรือ ASEAN RUBBER DAY 2013 ครั้งแรกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพนั้น ไม่เพียงการบรรลุข้อตกลงในหลายๆ เรื่องที่สำคัญ แต่การนำไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนนั้น ถือเป็นสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องด้านยางพาราจะต้องติดตามอย่างไม่กะพริบ
"งานนี้ภาคเอกชนของไทยและจีนได้ใช้เวทีนี้ลงนามเอ็มโอยู ซื้อขายยางพาราจำนวน 4 แสนตัน ในราคากิโลกรัมละ 90 บาท ซึ่งคาดว่าการเจรจาซื้อยางดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้ราคายางในประเทศสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีบริษัท บริดจสโตน ประเทศญี่ปุ่น สนใจจะลงทุนผลิตยางล้อรถยนต์มูลค่าลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร และบริษัทผู้ผลิตยางล้อรถยนต์และยางล้อเครื่องบินรายใหญ่ของโลกก็จะเดินทางมาหารือสำหรับลงทุนผลิตยางล้อดังกล่าวอีกด้วย"
ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เผยต่อว่า นอกจากนี้ในอีก 2 ปีข้างหน้า ไทยและสมาชิกอาเซียนจะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายจะเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก (ไทยแลนด์ เวิลด์ รับเบอร์ ฮับ) อีกด้วย เนื่องจากไทยมีวัตถุดิบมากที่สุดในโลกหรือส่งออกมากที่สุด ตลอดระยะเวลา 20 ปี ไทยมีผลผลิตเฉลี่ยไม่น้อยกว่าปีละ 3.1-3.6 ล้านตัน และส่งออกถึง 2.7-3.0 ล้านตัน สำหรับการจัดงานครั้งนี้มีการลงนามความร่วมมือในการซื้อขายยางพารา 5 ราย และการเชิญชวนให้จีน ญี่ปุ่น และอินเดียมาร่วมลงทุนผลิตอุตสาหกรรมยางพาราในไทย มาร่วมกันสร้างเมืองอุตสาหกรรมยาง หรือรับเบอร์ ซิตี้ ที่ อ.นาทวี จ.สงขลา
"ได้หารือกับรองปลัดกระทรวงการผลิตอุตสาหกรรมของมาเลเซียเพื่อสานต่อโครงการรับเบอร์ ซิตี้ หลังจากผู้นำทั้งสองประเทศลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน โดยมาเลเซียจะสร้างรับเบอร์ ซิตี้ ที่รัฐเกดะห์ ส่วนไทยจะลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยางพาราที่ อ.นาทวี จ.สงขลา เนื้อที่ 10,000 ไร่ คิดมูลค่ารวมการของทั้งสองประเทศ 2 แสนล้านบาท" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวย้ำ
ขณะที่ วิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ในฐานะเป็นเจ้าภาพหลักจัดงานบอกว่า งานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพยายามจุดประเด็นคนในวงการอุตสาหกรรมยางไทย-อาเซียน ซึ่งในปี 2558 ประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและได้รับคำถามมากว่าคนในวงการยางต้องเตรียมตัวอย่างไร โดยทั่วไปแล้วฝ่ายยางพาราไทยไม่มีผลกระทบอะไร แต่อยากฝากประเด็นว่า วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นว่าไทยในฐานะเป็นประเทศผู้นำผลิตยางโลก มีหลายเรื่องที่ก้าวหน้ากว่าประเทศอื่น เพราะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่และยังได้เปรียบในเรื่องพื้นที่ตั้ง เพราะเป็นศูนย์กลางผู้ผลิตยางต้นน้ำ ไทย เขมร พม่า มาเลเซีย
"สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเข้าเออีซี คือสร้างความมั่นคงและมูลค่าเพิ่ม เพราะโดยรอบประเทศเป็นผู้ผลิตใหม่ ประเด็นของการเป็นศูนย์กลางการวิจัย การซื้อขาย การผลิตบุคลากร ทางไทยจำเป็นเพราะขาดบุคลากรด้านยางจำนวนมากที่ต้องผลิตรองรับในประเทศและเข้าสู่เออีซี ในขณะที่ประเทศจีนมีอุตสาหกรรมยาง โดยเฉพาะล้อยางใหญ่สุดในโลก ยังมีการสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยียางมารองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมด้านนี้อย่างเต็มที่" ผอ.สกย.วิทย์ กล่าวย้ำ
ส่วน ดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรยอมรับว่าขณะนี้ประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องการเพิ่มมูลค่ายางพารา เพราะในปัจจุบันมีการแปรรูปยางพาราในประเทศเพียงร้อยละ 14-15 จากปริมาณยางดิบทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4-5 แสนล้าน แต่หากสามารถเพิ่มการแปรรูปในประเทศได้เพิ่มเป็นร้อยละ 30 จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 1 ล้านล้านบาท และรัฐบาลควรที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น
“โครงการรับเบอร์โรด หรือถนนยางพารานั้น ขณะนี้กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกระทรวงคมนาคม ร่วมกันสร้างถนนยางพาราเส้นทางช่วงอ่าวลึก จ.กระบี่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช รวมระยะทาง 16.9 กม. เป็นถนนที่มีความสำคัญ แลนด์บริดจ์เชื่อมอันดามัน- อ่าวไทย” ดำรงค์กล่าว
ด้าน บุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย มองว่าการประชุมทางวิชาการยางพาราครั้งนี้ทำให้ได้รับข้อมูลใหม่ๆ จากการบรรยายของนักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการผลิตยางพาราของประเทศเพื่อนบ้าน เช่นประเทศพม่า ลาว กัมพูชา อินเดีย และจีน ในขณะที่ประเทศมาเลเซียซึ่งเคยลดพื้นที่การปลูกยางพาราจากประมาณ 7 แสนไร่ และในปัจจุบันกลับมาขยายพื้นที่เพาะปลูกยางมากขึ้นกว่าเดิม จนกลายเป็นพื้นที่สูงถึงล้านไร่
สำหรับประเทศไทยนั้นปลูกยางพารามาก 18 ล้านไร่ มีผลผลิตโดยเฉลี่ย 3.7 ล้านตันต่อปี ดังนั้นภาคเกษตรกรชาวสวนยางพาราของไทยคงจะต้องปรับปรุงตัว โดยเฉพาะการเสาะหาพันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตสูง เนื่องจากในปัจจุบันพันธุ์ยางของไทยให้ผลผลิตเฉลี่ยเพียง 300 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปีเท่านั้น ส่วนประเทศมาเลเซียผลิตได้สูงกว่าไทย คือ 400 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
"รัฐบาลจะต้องส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรหันมาเพาะปลูกพันธุ์ยางให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น แล้วจะต้องมีมาตรการที่ดำเนินการควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านปัจจัยการผลิต สำหรับเกษตรกรที่ยังด้อยโอกาส เช่นปุ๋ย นอกจากนี้ในพื้นที่การทำสวนยางพาราของจังหวัดในภาคใต้ยังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานกรีดยาง จึงต้องขอให้ทุกภาคส่วนหันมาช่วยเหลือรวมทั้งอยากให้รัฐบาลเน้นการแปรรูปยางพาราเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เพราะ ณ วันนี้ประเทศไทยผลิตยางพาราได้เป็นอันดับ 1 รองลงไปคืออินโดนีเซียและมาเลเซียตามลำดับ แต่ไม่ได้ส่งผลในทางบวกสำหรับเกษตรกรชาวสวนยางมากนัก" นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทยกล่าวทิ้งท้าย
การประชุมเชิงวิชาการว่าด้วยยางพาราอาเซียน (อาเซียน รับเบอร์ เดย์ 2013) ที่จ.ภูเก็ตในระหว่าง 10-12 เมษายนที่ผ่านมา นับเป็นอีกก้าวในการเตรียมความพร้อมผลักดันเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศผู้ผลิตยางในสมาชิกอาเซียนและยังเป็นไปตามยุทธศาสตร์พัฒนายางพาราไทยในฐานะผู้นำการผลิตยางธรรมชาติเพื่อการส่งออกมากที่สุดในโลกอีกด้วย
--------------------
(ร่วมถก 'ยางพารา' ผ่านเวทีอาเซียน ชูไทยศูนย์กลางอุตสาหกรรมยางโลก? : สุรัตน์ อัตตะ ... รายงาน)



