
นิทานสร้างสมาธิ
นิทานสร้างสมาธิ สติปัญญาแทรกคุณธรรมเสริมพัฒนาการ : รายงาน โดย... ทิวาพร บาทสุวรรณ์
“หนังสือนิทานสำคัญมากเลย เด็กถ้าจะฉลาดต้องใช้หนังสือนิทานเป็นสื่อ ทุกครอบครัวควรจะเลี้ยงลูกด้วยนิทาน ด้วยหนังสือเด็กดีๆ และพ่อแม่ต้องอดทนที่จะเล่านิทานอ่านหนังสือให้เด็กฟัง เพราะเด็กสมาธิสั้น บางครั้งอาจต้องเล่า 1-2 ครั้ง ชวนให้ดูภาพสวยๆ สอนนับ แล้วเด็กก็จะติด ซึ่งการให้เด็กอ่านหนังสือ ทำให้เด็กมีสมาธิ มีสติ แล้วก็มีปัญญา” รศ.กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ หรือป้ากุล นักเล่านิทานมืออาชีพ กล่าวในงานโครงการ “นิทานบ้านป้ากุลสร้างจินตนาการ : ทำไม ช.ช้างจมูกยาว”
รศ.กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ หรือป้ากุล นักเล่านิทานระดับแถวหน้าของประเทศไทยด้วยเทคนิคการเล่า ลีลา และน้ำเสียงที่ชวนฟัง นอกจากนี้ป้ากุลยังมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในสถานศึกษา การผลิตสื่อการสอนเพื่อส่งเสริมการอ่านสำหรับครู และล่าสุดป้ากุลได้อุทิศชีวิตหลังเกษียณเพื่อผลงาน “นิทานบ้านป้ากุล” โดยหวังให้หลานๆ ที่เป็นเด็กยุคใหม่ได้ซึมซับนิทานที่ดีเพื่อบ่มเพาะคุณธรรมและปลูกฝังความดีงานไว้ในใจเด็กๆ
ป้ากุล เล่าว่า เพื่อเป็นการเสริมสร้างจิตนาการ และสติปัญญาให้เด็ก เมื่อแรกเกิดพ่อแม่ควรเริ่มต้นด้วยการร้องเพลงกล่อมเด็กก่อน ซึ่งเพลงกล่อมเด็กส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสั้นๆ เน้นการสื่อสารกับเด็ก จึงสามารถใช้เพลงกล่อมเด็กร้องเล่นกับเด็กได้ เมื่อเขาเริ่มมองเห็นก็เอาหนังสือภาพใหญ่ๆ สวยๆ ให้เขาดู แล้วก็ชี้ชวน เช่น นี่นก นกร้อง จิ๊บ จิ๊บ คุยกับเขาเรื่อยๆ จนเขาคุ้นชิน
หนังสือนิทานควรเลือกให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก ป้ากุล แนะนำว่า “เด็กเล็กควรเป็นหนังสือนิทานที่มีคำน้อย ภาพใหญ่ ซึ่งเนื้อเรื่องต้องไม่มีความโหดร้าย ทารุณ ไม่มีการพลัดพราก เด็กได้อ่านได้ฟังแล้วมีความสุข แล้วอีกอย่างคือ เป็นเรื่องในครอบครัวใกล้ตัวเด็ก มีพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ชีวิตประจำวันของเด็ก”
โดยส่วนใหญ่ป้ากุลจะแต่งนิทานที่เหมาะกับเด็กวัย 3-5 ขวบ ซึ่งจะใช้ภาษาสั้นง่ายและได้ใจความ นอกจากนี้ยังแทรกคุณธรรม ไม่ออกคำสั่ง แต่ให้ตัวละครเป็นผู้สอนกันเอง ซึ่งนิทานแต่ละเรื่องล้วนได้รับแรงบันดาลใจรอบตัว เช่น นิทานเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพ เกิดจากป้ากุลอยากบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร สะท้อนออกมาให้เห็นถึงน้ำใจไมตรีที่มีต่อกันในช่วงวิกฤติ เด็กๆ จะได้เห็นการแก้ปัญหา การป้องกันตัวเองจากไฟฟ้า สัตว์มีพิษ และที่สำคัญคือการช่วยกันหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอีก นิทานเรื่องรองเท้าของปลาตีน เกิดจากร้องเท้าของน้องอันนาตกลงไปในแม่น้ำ น้องอันนาร้องไห้ไม่หยุด จนแม่บอกว่าให้น้องอันนาสละรองเท้าให้ปลาตีนไปเถอะ ปลาตีนไม่มีรองเท้าใส่ น้องอันนาหยุดร้องแล้วปารองเท้าอีกข้างลงไปพร้อมกับบอกว่าปลาตีนจะได้มีรองเท้าครบคู่
ป้ากุลฝากในตอนท้ายว่า “การเล่านิทาน อ่านหนังสือให้เด็กฟัง เด็กได้ฝึกทักษะการฟัง การที่เขาได้ดูภาพสวยๆ โดยนักวาดรูปฝีมือดี มันเป็นศิลปะชั้นสูงสำหรับเด็ก ทำให้จิตใจเขาอ่อนโยน แล้วถ้าเรื่องสัมพันธ์กับภาพมันก็กลมกลืน เป็นศิลปะที่สวยงามมาก เด็กก็จะมีสมาธิ มีสติ มีปัญญา ถ้าเราไม่เริ่มก็ไม่มีทางได้เริ่ม”
ด้านกันตเทพ พิทักษ์เวช อายุ 36 ปี ประกอบธุรกิจส่วนตัว คุณพ่อของน้องไออุ่น อายุ 4 ขวบ หนึ่งในตัวละครของนิทานบ้านป้ากุล เล่าว่า เริ่มอ่านนิทานให้น้องฟังตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาระยะ 3 เดือนหลัง หลังจากนั้นก็อ่านมาโดยตลอด โดยเลือกนิทานที่มีภาพขนาดใหญ่สีสันสวยงาม เนื้อหาที่ไม่รุนแรง ไม่มีการพลัดพราก และส่วนหนึ่งป้ากุลเป็นผู้ส่งมาให้ ปัจจุบันน้องไออุ่นอายุ 4 ขวบ เริ่มอ่านคำง่ายๆ หัดสะกดคำ สิ่งเหล่านี้จะทำให้น้องชื่นชอบนิทาน อยากอ่านและอยากฟัง ทำให้น้องมีสมาธิ ชอบฟังนิทาน ชอบอ่านหนังสือ ช่างคิดช่างสงสัย ชอบซักถาม และมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง อยากให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนิทาน เพราะเด็กๆ จะได้เรียนรู้คุณธรรมที่สอดแทรกมาในนิทาน
ครอบครัวให้ความสำคัญกับการอ่านนิทานให้น้องฟัง จึงเกิดแรงบันดาลใจให้ นภัทร พิทักษ์เวช คุณแม่ของน้องไออุ่น หันมาเขียนนิทานสำหรับเด็ก อย่างเรื่องลูกแมวขอโทษ และ มะ มา สนุกกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในนิทานบ้านป้ากุล



