
บั้นปลายชีวิตวัยชรา93ปียังทำงาน!!
เปิดใจบั้นปลายชีวิตวัยชรา 93 ปี ยังทำงาน - 2 ตายายรอลูกคืนถิ่น : โดย...ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ
"ฉันไม่หวังพึ่งใคร ไม่อยากรบกวนลูก ต่างคนต่างทำมาหากิน ฉันก็ขายผลไม้พอได้ซื้อข้าววันละ 5 บาท 10 บาทกินกับมะม่วงสุข แตงโมแค่นี้คนเดียวก็อยู่ได้แล้ว" ยายนาง หญิงชราวัย 93 ชาวกรุงเทพมหานคร แม่ค้าขายผลไม้ริมฟุตบาท ถนนรามคำแหงมุ่งหน้าบางกะปิ ก่อนถึงซอยรามคำแหง 87 เล่ากับทีมข่าวการศึกษาหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
อยู่ไม่ไกลซ้ายมือก่อนถึงซอยรามคำแหง 87 จะพบหญิงชราใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น นั่งอยู่บนโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ ด้านหน้าโต๊ะถูกวางด้วยผลไม้หลากหลายชนิด เช่น กล้วยน้ำว้า มะม่วง มะขาม มะเขือ บางวันมีสบู่ นมพาสเจอไรซ์ ฯลฯ
"เพราะเหตุผลใดยายยังต้องทำงาน?"
ยายนางเล่าว่า นั่งขายผลไม้เป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่เวลาประมาณ 09.30-17.30 น. ยกเว้นวันไหนที่ต้องไปทำธุระ เช่น ซื้อผลไม้ ทำเช่นนี้ 45 ปีมาแล้ว รายได้แต่ละวันขึ้นอยู่กับสินค้าที่นำมาวางขาย บางวันขายได้เงินประมาณ 2-3 ร้อยบาท บางวันได้ไม่ถึงร้อยก็มี ล่าสุดเมื่อวานนี้ (3 เม.ย.) ลูกสะใภ้ให้ผลไม้มาขาย เช่น แอปเปิ้ล มะขามหวาน เป็นต้น รวมแล้วเป็นเงินประมาณ 2-3 ร้อยบาท เช้าวันที่ 4 เมษายน ยายกำลังจะเอาผลไม้ออกมาวางขาย กลับพบว่าผลไม้ไม่มีเลย คาดว่าจะถูกขโมย วันนั้นผลไม้ก็หายเงินก็ไม่ได้ ยายบอกว่าต้องเป็นคนแถวนี้ (หัวเราะ)
ถามถึงครอบครัว ยายนางถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมเล่าว่า ยายอยู่คนเดียวที่บ้านริมคลองแสนแสบ ใกล้กับศูนย์การค้าเดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ ให้กำเนิดลูกชาย 3 คน ทุกคนมีครอบครัวแล้ว ต่างคนต่างทำมาหากิน ไม่ได้ติดต่อกัน มีเพียงลูกชายคนเดียวและลูกสะใภ้มีบ้านอยู่ใกล้ๆ กับบ้านยายจะคอยแวะเวียนมาดูแล ทำอาหารมาส่ง แต่ไม่ได้สม่ำเสมอ เพราะลูกมีอาชีพค้าขายเช่นกัน ส่วนคู่ชีวิตเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ไม่ทราบว่านานแค่ไหนเพราะยายจำไม่ได้แล้ว
หญิงชราเล่าต่อว่า เลี้ยงลูกทั้ง 3 ด้วยตนเอง เลี้ยงแบบไม่ให้อดอยาก เพราะในอดีตปลาในคลองแสนแสบมีเยอะมาก ยายหาปลาเก่ง ลูกก็เก่ง มีแค่สวิงช้อนปลาอันเดียวก็ได้ปลาอิ่มไปหลายวัน เมื่อก่อนคลองแสนแสบน้ำใสสะอาด มีเรือขาวลำยาวๆ ของฝรั่งผ่านไปมาเป็นประจำ แต่ตอนนี้น้ำเน่าและดำมาก แต่วันนี้เลี้ยงลูกโตแล้วเขาจะทำอะไรที่ไหนก็ได้แล้วแต่เขา อยากมาหายายก็มา ไม่มาก็ไม่เป็นไร อยากให้เงินก็ให้ ไม่ให้ก็ไม่ว่า ขอให้เอาชีวิตตัวเองรอดก็พอ...
"ฉันอยู่คนเดียวได้เช้ามาออกมาขายของ ค่ำลงก็เข้าบ้านนอน ไม่ค่อยได้ยุ่งวุ่นวายกับใคร หาเงินซื้อข้าว 5 บาท 10 บาทก็อยู่ได้ทั้งวันแล้ว อย่าไปหวังพึ่งใครเลย...พึ่งตัวเองดีที่สุด ฉันจะขายของหาเงินจนกว่าไม่มีแรง มีคนถามเยอะนะว่าทำไมไม่อยู่บ้านเฉยๆ ฉันตอบอยู่เฉยๆ ก็เป็นง่อยกันพอดี อีกอย่างถ้าอยู่เฉยๆ จะเอาเงินไหนซื้อข้าวกิน" แม่ค้าวัย 93 กล่าว
ทว่าสิ่งที่ยายเป็นทุกข์คือ ยายอายุ 93 ปี แต่ยังไม่มีสิทธิได้รับเงินคนชรา เพราะหลักฐานการสมัครถูกไฟไหม้ตั้งแต่บ้านอยู่มีนบุรี แต่ยายได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเขตปทุมวัน เจ้าหน้าที่เขตมีนบุรี หัวหมาก บางกะปิ ทุกแห่งบอกว่ายายเป็นต่างด้าว ยายขอเพียงสิทธิที่ควรจะได้รับก็พอ
ขณะที่อีก 1 เสียงจากยายอุ่น วัย 67 ปี ชาว ต.หมากหญ้า อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เล่าว่า ยายมีตาวัย 80 เป็นคู่ชีวิต ให้กำเนิดลูกสาว 3 คน ทั้งหมดแต่งงานมีครอบครัว ลูกสาวคนโตและคนเล็กทำงานอยู่ที่ จ.ปทุมธานี ส่วนคนกลางย้ายไปอยู่ที่บ้านสามี เหลือเพียงยายและตาอยู่บ้าน
"คนแก่หยิบจับอะไรหนักๆ ก็ไม่ค่อยได้ แป๊บเดียวก็เหนื่อย ต้องตื่นแต่เช้าหุงข้าว ทำอาหารตักบาตร ถ้าไม่ตื่นก็กลัวพระจะไม่มีอาหาร การตื่นเช้าแม่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กว่าจะลุกจากที่นอนได้ต้องร้องโอดโอย เพราะปวดขา ปวดเข่า ปวดเอว ยิ่งอยู่กับพ่อไม่ทำงานบ้านช่วยเพราะเขาบอกเป็นงานของผู้หญิง” หญิงชราวัย 67 กล่าว
ทุกข์หนักไปกว่านั้น ยายเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานต้องไปพบแพทย์ตามนัด ต้องตื่นเช้าประมาณ 04.00 น. หุงข้าวเสร็จรีบล้างหน้าแปรงฟันน้ำยังไม่ต้องอาบเพราะต้องรีบไปรับบัตรคิวลำดับต้นๆ โดยมีสามีวัย 80 ที่มีสายตาฝ้าฟางเป็นคนขับรถจักรยานยนต์พาไป ยายกลัวว่าจะเกิดสิ่งไม่คาดคิดขึ้น
“แม่อยากให้ลูกหลานกลับมาหา มาอยู่ด้วย มาทำกับข้าวให้กิน ไม่มีเงินให้เหมือนตอนทำงานก็ไม่เป็นไรหาของกินแถวบ้านเราก็ได้ ขอให้ลูกหมดภาระเร็วๆ จะได้กลับมาอยู่บ้าน” หญิงชราชาว อ.หนองวัวซอ กล่าว
พ่อ แม่ ทำงานเลี้ยงลูก ส่งเสียลูกเรียนหนังสือสูงๆ ให้โตขึ้นมีงานทำ ไม่อยากให้ลำบาก วันหนึ่งเด็กๆ กลายเป็น คนหนุ่มสาว เป็นพ่อ แม่ วันหนึ่ง พ่อ แม่ เลื่อนฐานะเป็นคน ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นคนแก่เฒ่า เรื่องราวของหญิงชราทั้งสองไม่อาจทราบชัดเจนว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เมื่อถึงเวลาที่พ่อ แม่ แก่เฒ่า ก็ถึงเวลาที่คนหนุ่มสาวต้องดูแลบุพการี..
--------------------
(เปิดใจบั้นปลายชีวิตวัยชรา 93 ปี ยังทำงาน - 2 ตายายรอลูกคืนถิ่น : โดย...ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ)



