ไลฟ์สไตล์

อ่านเพื่อชีวิต

อ่านเพื่อชีวิต

14 เม.ย. 2556

อ่านเพื่อชีวิต : คอลัมน์ศิลป์แห่งแผ่นดิน : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

              

                สงกรานต์ปีนี้ ตั้งใจจะไม่เดินทางออกไปไหนไกลบ้าน อากาศร้อนอย่างวายร้าย อุณหภูมิทะลุ 40 องศาเซลเซียส นครสวรรค์บ้านผม ไม่น้อยหน้าจังหวัดไหนเรื่องความร้อน แต่ปีนี้เห็นทีจะยอมแพ้กาญจนบุรี ที่เมื่อวันที่ 4 เมษายน ปรอทพุ่งปรี๊ดไปถึง 42.5 องศาเซลเซียส

                แม้แต่งานมหกรรมหนังสือที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผมก็ไม่ได้ไปสักวัน ได้แต่โทรพูดคุยกับเพื่อนๆ ว่า ปีนี้เป็นไงบ้าง ได้รับคำตอบว่า ก็โอเคอยู่ เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับผู้ขับเคลื่อน ผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน สำหรับผม ปีนี้ไม่มีหนังสือออกใหม่ จึงไม่มีแรงจูงใจให้ไปชื่นชมผลงานตนเอง ไม่ต้องไปนั่งรอแจกลายเซ็นแก่แฟนๆ นักอ่าน อีกทั้งไม่ใช่นักเขียนขายดี แต่ที่ไม่คิดจะไป เพราะ “อากาศร้อน” โดยแท้

                ผักที่ปลูกไว้ไม่ใช่แค่ “ไม่งาม” แต่ถึงกับ “เหี่ยวเฉา” เอาเลย แควยมแม่น้ำที่ไหลผ่านบ้านฉันก็ขอดแห้งหมดแรงไหล ใจหายแม้แต่ “เจ้าพระยา” ช่วงที่ไหลผ่านบ้านตายาย (อ.สรรพยา จ.ชัยนาท) ก็มีสภาพเพียงแค่คลองน้ำเล็กๆ บางช่วงลุยข้ามได้เลยทีเดียว ดังนั้นปีนี้ชาวไทยน่าจะลดการ “สาดน้ำ” เพราะสภาวะแล้งนั้นรุนแรงกว่าทุกปี น้ำที่มีก็ขุ่นข้น หากแค่นตักเอามาสาดกัน มันอาจจะเป็นการ “สาดโคลน”

                โดยส่วนตัวผมมีความรู้สึกไม่ดีต่อ “การเล่น” สงกรานต์ของเรามานานแล้ว “แก่นสาร” อันพึงมีถูกละเลย เหลือแต่ความสนุกแบบเฉียดใกล้ความบ้าคลั่งเข้าไปทุกที ไม่ต้องนับคนเจ็บ คนตาย บนท้องถนนหรอก รับรองว่าสถิติมีแต่เพิ่ม เพราะความ “เมามัน” ไม่เคยลด หันมองวัฒนธรรมการอ่านของเรา ขณะทุกภาคส่วนพยายามรณรงค์เรื่องจำนวนบรรทัดการอ่านของคนไทยต่อปี ผมกลับรู้สึกห่วงใย ความหมายของการอ่านมากกว่าการอ่านหนังสือเป็นเพียงการอ่านอย่างหนึ่งของมนุษย์ การส่งเสริมการอ่านจึงต้องกินความหมายมากกว่าเพียงการอ่านหนังสือ นั่นคือ ต้องส่งเสริมการอ่าน (หนังสือ) เชิงสัมพันธ์ (กับการอ่านในมิติอื่นๆ)

                โบราณยังมีคำว่า “คิดอ่าน” และยังมีคำ “วิจารณญาณ” ซึ่งก็เป็นอีกความหมายหนึ่งของการอ่าน

                จำนวนบรรทัดต่อปีที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นตัวเลขเชิงปริมาณ แม้แต่เชิงคุณภาพนั้น ก็ยังต้องหาวิธีแจกแจงออกมาให้เห็นเป็นตัวเลขเหมือนกัน

                ผมไม่ค่อยได้ซื้อหนังสืออ่านมาหลายปี งบสำหรับซื้อหนังสือถูกปรับลดลง สายตาที่แย่ลงก็เป็นเหตุหนึ่ง การอ่านหนังสือกลายเป็นเรื่องลำบากหากขาดแว่น อ่านได้ไม่นานก็เวียนหัว วัดสายตาตัดแว่นแต่ละครั้งใช้ได้แค่ปีสองปี ก็ต้องเปลี่ยน ระยะหลังนี้มีแต่ระบายหนังสือออก ขณะที่คน (และหน่วยงาน องค์กร สำนักพิมพ์) กรุณาส่งหนังสือมาให้อยู่เนืองๆ ตลอดปี ผมคัดเลือกเอาไปให้เด็กๆ ให้คนใกล้ๆ ให้ใครต่อใคร ให้ห้องสมุดตามโรงเรียนที่คุ้นเคย รู้สึกยินดีที่หนังสือได้ถูกระบายถ่ายเทออกไปหาคนอื่นๆ

                อ่านหนังสือน้อยลงตามวัย ตามความสนใจที่ชัดเจนก็เช่นกัน อาจเขียนน้อยลง แต่ก็หนักแน่นแม่นยำขึ้น

                “การเขียน” ก็คือ “การอ่าน” อย่างหนึ่ง การส่งเสริมการเขียนก็คือการส่งเสริมการอ่านนั่นเอง

                “อ่านหนังสือ คืออ่านความคิดของคนอื่น

                เขียนหนังสือ คืออ่านความคิดตนเอง”

                อ่านสองประโยคข้างบนนี้แล้ว ลอง “พิจารณา” ความหมายให้ละเอียดอีกที จะเห็นความหมายของ “การอ่าน” ลึกซึ้งยิ่งขึ้นอีก สำหรับทุกคนที่ได้ไปงานมหกรรมหนังสือนั้น การได้ไปเดินอยู่ท่ามกลางหนังสือนับล้านๆ เล่ม ถือว่าเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง พ่อแม่สมควรพาลูกๆ ไป

                อ่านหนังสือ อ่านโลก อ่านชีวิต

                คำว่า “อ่านเพื่อชีวิต” จะติดหู ติดปากในไม่ช้า อย่าลืมอ่านคำว่า “อ่านเพื่อชีวิต” กันด้วย

 

 ............................................

(อ่านเพื่อชีวิต : คอลัมน์ศิลป์แห่งแผ่นดิน : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ)