ไลฟ์สไตล์

วันแสนสุขใต้ชายคาบ้าน'ทีปสุวรรณ'

วันแสนสุขใต้ชายคาบ้าน'ทีปสุวรรณ'

13 เม.ย. 2556

ขอเวลานอก : วันแสนสุข ใต้ชายคาบ้าน 'ทีปสุวรรณ' : เรื่อง...ชาญยุทธ ปะวะขัง // ภาพ...สุกล เกิดในมงคล

 

                         "ชีวิตการแต่งงานไม่ได้จบแค่แต่งแล้วปรับตัวช่วงแรกแล้วจะดีตลอด ต้องปรับไปเรื่อยๆ เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยน หน้าที่การงานเปลี่ยน ลูกก็เปลี่ยน..."

 

                         เสียงเชียร์เคล้าเสียงหัวเราะระคนไปทั่วบริเวณบ้านรั้วรอบขอบชิดภายในซอยสุขุมวิท 18 กิจกรรมปีนผาจำลองอันเกิดจากมุมมองของครอบครัว "ทีปสุวรรณ" ที่เห็นถึงประโยชน์มากกว่าการออกเรี่ยวแรงปีนป่าย หากหัวหน้าครอบครัว "ตั้น" ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.กทม.เขต 26 ราษฎร์บูรณะ-ทุ่งครุ และเท้าช้างเคียงข้างอย่าง "อี๊ฟ" ทยา สาวขาลุยอดีตรองผู้ว่าเมืองหลวง ใช้ทั้งตัวและหัวใจเข็นลูกหญิงชายสามหัวแก้วหัวแหวนให้ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตที่แฝงมากับกิจกรรมโปรดยามว่างนี้ไปพร้อมกัน

                         ยิ่งช่วงที่ฝ่ายหญิงว่างเว้นจากงานวุ่นบนเก้าอี้ผู้บริหารการเมืองท้องถิ่นด้วยแล้ว ดูเหมือนว่าเหล่าสมาชิกโดยเฉพาะลูกๆ ทั้งสาม "น้องเฟย์" ณฤทัย "น้องฟินน์" นรุตม์ และน้องนุชสุดท้อง "น้องฟีฟ่า" ณฤพล จะสัมผัสได้ถึงไออุ่นในอ้อมกอดมากขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ทั้งพ่อและแม่ เช้าไปทางเย็นกลับคนละเวลา กว่าจะประสานมือกันนั่งเล่านิทานหัวเตียงกล่อมให้ฝันดี ลูกๆ ก็หลับกันหมดแล้ว

                         "ต้องยอมรับว่า 4 ปีที่ผ่านมาทำงานหนักและไม่ค่อยให้เวลากับครอบครัวเต็มที่ ก็เลยขอเบรกไว้ก่อน และเป็นช่วงที่ลูกๆ กำลังโตเป็นวัยรุ่นด้วย ก็นั่งคุยกันว่าถ้าอีก 4 ปียังทำงานการเมืองอยู่อาจจะไม่ได้อยู่ดูแลพวกเขาในช่วงที่ต้องการเรา ตอนนี้คนโตก็ 12 ปี คนกลาง 11 ปี ส่วนคนเล็ก 6 ปี พ่อบ้านก็ยุ่งมากในบทบาท ส.ส. และผอ.พรรค (ประชาธิปัตย์) จริงๆ เอ็นจอยกับงานมาก แต่ตัดสินใจว่าต้องเลือกระหว่างลูกกับงานที่เรารัก เลยคิดว่าอยากดูแลลูก แต่ก็ไม่ได้กำหนดเวลาชัดเจน เพราะการเมืองเป็นเรื่องไม่ตายตัว ตอนนี้วางแผนจะส่งลูกคนรองไปเรียนต่างประเทศ คนเล็กก็อาจตามไปอีกไม่นาน ส่วนคนโตไม่ไปไหนอยู่กับพ่อแม่ อีก 4 ปีก็อายุ 16 แล้ว เป็นบทบาทที่เรามีความสุขในการดูแลเขาให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ" แม่บ้านนักวางแผน เล่าถึงมูลเหตุที่ขอพักงานการเมืองแล้วมุ่งให้การบ้าน 

                         เมื่อทุกอย่างลงตัวขึ้น ดูเหมือนว่าบ้านนี้ไม่ต้องรอให้ถึง "วันครอบครัว (13 เมษายน)" แล้วค่อยรวมพล แต่ทุกๆ วันคือวันพิเศษที่สามารถเสกสรรค์กิจกรรมสร้างสุขได้ อย่างวันหยุดสุดสัปดาห์ สมาชิกทั้ง 5 มีเป้าหมายเดียวกันคือเล่นกีฬาโปรดทั้งฟิตเนส บาสเกตบอล ฟุตบอล และปีนหน้าผาจำลอง โดยเฉพาะอย่างหลังไม่เคยทำให้ผิดหวัง มีโอกาสออกแรงปีนเดี่ยวหรือแข่งกันทีไร ได้ทั้งเหงื่อและความสนุกสนาน เรียกว่าเป็นช่วงเวลาหลั่งสารเอ็นโดรฟินประจำครอบครัวกันเลย

                         "คุ้มค่ากับการลงทุนมากๆ เมื่อก่อนไปปีนผาจริงที่อ่าวไร่เล จ.กระบี่ทุกปี แต่พักหลังไม่ค่อยมีเวลา ก็เลยเอากิจกรรมทุกอย่างมาไว้ที่บ้าน หน้าผาจำลองก็ทำง่ายๆ เอาคนงานที่บ้านมาฝึกทำเซฟตี้ กลับมาจากทำงานถ้าพลังยังเหลือก็มาปีนเล่น ลูกๆ ตอนนี้ปีนได้ถึงยอดกันทุกคน เว้นแต่คุณพ่อที่ดูท่าจะไม่ไหวเพราะน้ำหนักตัวเกิน (หัวเราะ) บางทีเพื่อนมาก็จัดบาร์บีคิวกัน ใครอยากปีนก็ตามสะดวก อี๊ฟว่าเป็นกีฬาที่มีสมาธิมาก แล้วต้องใช้ร่างกายทุกส่วนจึงต้องฟิตพอสมควรในการที่จะปีนระดับไปเรื่อยๆ ทำให้เรารู้สึกอยากทดสอบความยากขึ้นไปอีก ก็เหมือนกับการทำงานถ้ามีความท้าทาย มีจุดมุ่งหมายชัดเจนก็พยายามจะไปให้ถึง ซึ่งจริงๆ มันโกงได้คือไปจับในส่วนที่เขาไม่ให้จับ แต่เราต้องไม่โกง เราอยู่กับตัวเองเรารู้" แม่บ้านขาลุย บอกประโยชน์ของกิจกรรมท้าทาย ก่อนที่พ่อบ้านจะเสริมว่า เป็นการพิสูจน์จิตใจด้วย เพราะตอนเริ่มต้นจะมีพลังมาก แต่พอขึ้นไปสูงๆ ใกล้ถึงยอดจะเหนื่อยล้า อาจท้อถอย แต่ถ้ามีความพยายามไปถึงจุดหมายแน่นอน

                         อาศัยกีฬาพัฒนาลูกๆ คงไม่พอ พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็นด้วย นอกจากนี้การปลูกฝังทัศนคติในเชิงสร้างสรรค์ ตามหลักสูตร "โตไปไม่โกง" ที่ "อี๊ฟ" ทยา เป็นประธานโครงการอยู่ก็ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังให้ลูกๆ เป็นคน "เก่ง" และ "ดี" ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าลูกๆ ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่อนข้างมากทั้งจากพ่อแม่และหนังสั้น "โตไปไม่โกง 15 เรื่อง" ที่ช่วยกันคิดเพื่อขยายผลไปสู่กลุ่มวัยรุ่นอื่นๆ นอกเหนือจากเด็กกรุงเทพฯ 

                         "เราตั้งใจปลูกฝังว่าโตขึ้นต้องซื่อสัตย์ในทุกๆ เรื่อง และต้องต่อต้านคอร์รัปชั่นด้วย พอลูกๆ ได้ดูก็บอกว่าสนุกแล้วก็มีความคิดเห็นสอดแทรกเข้าไปว่าตรงน่าจะอย่างนั้นอย่างนี้ เขาภูมิใจนะว่าหนังที่แม่ทำไปฉายที่โรงเรียน (โชรส์เบอรี่ อินเตอร์เนชั่นแนล สคูล) เพื่อนๆ ชอบ สนุกดี เราก็ภูมิใจในสิ่งที่ทำให้โรงเรียน กทม.ก็ประสบความสำเร็จในการสร้างน้ำดีต่อไปในอนาคต" ประธานโครงการสร้างสรรค์ เผย

                         แต่นั่นก็ไม่อาจนอนใจได้ทุกเรื่อง เพราะการเลี้ยงดูลูกหลานในยุคที่มีปัจจัยแวดล้อมหลายด้านที่อาจเป็นอุปสรรคและนำพาให้หลงผิด โดยผู้เป็นพ่อยอมรับว่า เป็นธรรมดาด้วยสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป สังคมก็เปลี่ยน คนยุคก่อนหัวโบราณ เข้มงวด ส่วนหนึ่งเพราะถูกเลี้ยงมาแบบเข้มงวด แต่ยุคนี้ต้องเข้าใจว่าเข้มงวดมากไม่ได้ ต้องฝึกให้ลูกได้สัมผัสกับสังคมภายนอกบ้าง อย่างโลกอินเทอร์เน็ต พ่อแม่จะคอยดูอยู่ห่างๆ พร้อมกับเปิดโอกาสให้ลูกเข้าหาพ่อแม่ได้ตลอดเวลา

                         ช่องว่างไม่มี ช่วงเวลาดีๆ ก็บังเกิด จึงมักเห็นลูกๆ บรรจงเขียนข้อความภาษาอังกฤษส่งผ่านมือถือ หรืออาจจะติดไว้ในลิฟต์ที่บ้าน หรือหัวเตียงของพ่อแม่ โดยพ่อแม่เองจะมีกล่องเก็บโน้ตทุกแผ่นของลูกๆ ข้อความที่อ่านแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งก็อย่าง "แม่ไม่อยู่ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวหนูจะดูแลน้องๆ เอง ทำงานให้เต็มที่ เหนื่อยไหมคะ"

                         "ที่ชอบเขียนโน้ตให้คุณพ่อคุณแม่ ก็เพราะรู้สึกว่าเป็นการเขียนจากใจ ถ้าเป็นเสียงโทรศัพท์ก็อาจไม่ลึกซึ้งเท่า แล้วกระดาษโน้ตสามารถเก็บไว้ได้ด้วยค่ะ..."น้องเฟย์" ลูกสาวคนโตเอื้อนเอ่ยเหตุผล

                         นอกจากนี้ ภายในอาณาจักรขนาดย่อมแต่เปี่ยมรักของบ้านทีปสุวรรณ ยังอบอวลไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์โดยเฉพาะพ่อบ้านจอมวางแผนสร้างความประทับใจให้ศรีภรรยาคนสวยอยู่ไม่ขาด ระยะทางของความรักกว่า 13 ปีที่ร่วมเดินร่วมกันมาจึงไม่มีจืดชืด อย่างน้อยๆ ต้องมีดอกไม้วางอยู่ตามจุดต่างๆ ของบ้านเมื่อถึงวาระสำคัญ อย่างวาเลนไทน์ หรือวันคล้ายวันเกิด

                         "ต้องมีคนพาลูกเข้านอน เรามองว่าช่วงเวลาได้ช่วยดูการบ้านให้ลูก นอนกอดเขา อ่านนิทานให้ฟัง ถามเขาว่าทำอะไรมาบ้าง จะไม่ทำให้ลูกรู้สึกห่างเหิน ต้องบอกว่าความสุขของบ้านเราหาได้ง่ายๆ รอบตัว ไม่ต้องถึงกับต้องไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ แค่ไปกินกาแฟในร้านโปรดข้างๆ บ้าน ขับรถไป หรือปั่นจักรยานกันเอง สั่งเครื่องดื่มที่ชอบ นั่งคุยกัน ก็มีความสุขแล้ว หรืออย่างสงกรานต์ก็บรรทุกรถกระบะไปเที่ยวเล่นฉีดน้ำทั้งบ้าน คิดว่าการจะทำอะไรก็ตามเริ่มจากครอบครัว ถ้าครอบครัวแข็งแรง เข้าใจกัน หน้าที่การงานหรือความฝันที่อยากทำในอนาคตก็ไปได้ดีด้วยการที่เรามีครอบครัวอบอุ่น เคยถามลูกว่าพ่อแม่ทำงานแบบนี้โอเคไหม เขาก็ตอบว่าโอเค ครั้งหนึ่งถามลูกว่าถ้าแม่ไม่ทำงานการเมืองแล้วกลับมาอยู่กับที่บ้าน ทุกคนจะว่ายังไง เขาก็บอกว่าอยากให้แม่อยู่นะ แต่ก็มีคำพูดต่อว่าอยู่บ้านดูแลได้แค่ 3 คน แต่ถ้าแม่ทำงานสามารถดูแลคนได้ทั้งกรุงเทพฯ เลยนะ" คุณแม่มากบทบาท เล่า 

                         ครอบครัวนี้ไม่ได้วิเศษ หรือมีความสุขกว่าใคร อีกทั้งพ่อแม่ก็อยู่ในแวดวงการเมืองที่ลูกๆ อาจได้รับผลกระทบไปด้วย ปัจจัยที่จะนำพาสมาชิกใต้ชายคาบ้านไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนนั้น หัวหน้าครอบครัวเน้นย้ำว่าสำคัญที่การปรับตัว และการพูดคุยกันทุกเรื่อง เพราะชีวิตการแต่งงานไม่ได้จบแค่แต่งแล้วปรับตัวช่วงแรกแล้วจะดีตลอด ต้องปรับไปเรื่อยๆ เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยน หน้าที่การงานเปลี่ยน ลูกก็เปลี่ยน เมื่อใดก็ตามที่หยุดพูดคุย นั่นหมายเป็นสัญญาณอันตราย 

                         "เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันแม้จะน้อย ก็พยายามทุ่มเทให้กันและกัน อย่างมีโอกาสได้ไปต่างจังหวัดก็จะอยู่กับลูก ทำเวลาให้มีคุณภาพ วันหนึ่งอาจจะเจอกันแค่ครึ่งชั่วโมง แต่เป็นครึ่งชั่วโมงที่มีค่าจริงๆ ได้ถามสารทุกทุกข์สุขดิบ และสอนลูกๆ เพราะที่ผ่านมาปริมาณไม่มี จากนี้คงต้องเน้นทั้งคุณภาพและปริมาณ สร้างสมดุลให้ลงตัว" พ่อบ้าน กล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะผละไปพร้อมภรรยาและลูกๆ ปีนป่ายอย่างมีจุดหมาย

 

 

--------------------

(ขอเวลานอก : วันแสนสุข ใต้ชายคาบ้าน 'ทีปสุวรรณ' : เรื่อง...ชาญยุทธ ปะวะขัง // ภาพ...สุกล เกิดในมงคล)