ไลฟ์สไตล์

'ฟู้ดเซฟตี้'สินค้ามาตรฐาน'จีเอพี'

'ฟู้ดเซฟตี้'สินค้ามาตรฐาน'จีเอพี'

11 เม.ย. 2556

เร่งบูรณาการสานต่อ 'ฟู้ดเซฟตี้' ยกระดับสินค้ามาตรฐาน 'จีเอพี'

 

                         การทำงานเชิงบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ผ่านมา ไม่เพียงการเร่งพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อศักยภาพการแข่งขันและสร้างความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น แต่ยังมีนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาด้านความปลอดภัยภัยทางอาหารหรือฟู้ดเซฟตี้ เพื่อช่วยผลักดันครัวไทยสู่ครัวโลกตามนโยบายรัฐบาลเป็นคู่ขนานไปพร้อมๆ กัน โดยความร่วมมือระหว่าง "กรมวิชาการเกษตร" และ "กรมส่งเสริมการเกษตร" ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพัฒนายกระดับการผลิตสินค้าพืชให้มีคุณภาพได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย จนทำให้สินค้าพืชไทยเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ

                         "กรมวิชาการเกษตรได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรว่าด้วยการรับรองแหล่งผลิตพืชตามระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชหรือจีเอพี (GAP) มาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งทั้งสองหน่วยงานได้บูรณาการงานตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชมาอย่างต่อเนื่อง โดยผลัดกันเป็นเจ้าภาพทุก 2 ปีมุ่งส่งเสริมและผลักดันแหล่งผลิตพืชผักและผลไม้เข้าสู่ระบบมาตรฐานจีเอพี เกษตรกรเป้าหมายกว่า 150,000 ราย รวมพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1 ล้านไร่ทั่วประเทศ"

                         ดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงการทำงานเชิงบูรณาการของทั้งสองหน่วยงาน โดยให้กรมส่งเสริมการเกษตรมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์และขึ้นทะเบียนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ขณะเดียวกันยังเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับตำบลและเกษตรกร จีเอพี อาสา เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำเกษตรกรในการเตรียมแปลงปลูกพืชเข้าสู่ระบบการ จีเอพี พร้อมตรวจประเมินแปลงเกษตรกรเบื้องต้นแล้วส่งข้อมูลให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการต่อ ในส่วนของกรมวิชาการเกษตรก็จะทำหน้าที่ตรวจรับรองแปลงเกษตรกรตามระบบจีเอพี ทั้งตรวจรับรองแปลงใหม่ และตรวจต่ออายุแปลงเดิม นอกจากนั้นยังมีการตรวจติดตามแปลงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแล้วอย่างต่อเนื่องด้วย

                         "ในปี 2556 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งมาว่าได้เตรียมความพร้อมเกษตรกรผู้ผลิตพืชผักและไม้ผลไว้ให้กรมวิชาการเกษตรตรวจรับรองตามมาตรฐานจีเอพี จำนวน 21,000 ราย รวม 28,000 แปลง"

                         อธิบดีกรมวิชาการเกษตรย้ำด้วยว่า ขณะเดียวกันยังได้มีการปรับแผนปฏิบัติงานเพื่อให้เกษตรกรทำได้ง่ายขึ้น อาทิ การจัดการปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม การใช้สารเคมีการเกษตร การใช้เมล็ดพันธุ์พืช และการกำจัดแมลงศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสาน เป็นต้น หากผ่านการตรวจประเมินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด กรมวิชาการเกษตรจะออกใบรับรองมาตรฐานจีเอพี ให้และผลผลิตจากแปลงมาตรฐานนี้จะได้รับรองเครื่องหมาย Q ช่วยการันตีคุณภาพสินค้าได้

                         ด้าน วัชรินทร์ อุปนิสากร ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบตรวจรับรองมาตรฐานการผลิต สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตรกล่าวเสริมว่าปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักและไม้ผลมายื่นจดทะเบียนจำนวน 195,593 แปลง พื้นที่กว่า 1,308,000 ไร่ มีแหล่งผลิตของเกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอพี แล้ว 161,783 แปลงพื้นที่ ประมาณ 1,018,000 ไร่ คิดเป็น 82.7% ซึ่งปีนี้กรมวิชาการเกษตรได้มีแผนเร่งตรวจติดตามแปลงที่ได้รับรองเครื่องหมาย Q จำนวน 37,030 แปลง พร้อมตรวจเพื่อต่ออายุใบรับรอง 57,460 แปลงและเร่งตรวจรับรองแปลงใหม่ เป้าหมาย 31,510 แปลง

                         ดังนั้นการสานต่อความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรจึงเป็นแนวทางส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานจีเอพีได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นและยังจะทำให้ไทยมีแหล่งผลิตสินค้าพืชที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้สินค้าเกษตรไทยได้ โดยเฉพาะการเปิดเวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ที่จะเริ่มมีผลในอีก 2 ปีข้างหน้าที่คาดว่าสินค้าเกษตรของอาเซียนจะมีการแข่งขันสูงขึ้น

                         หากสนใจนำแปลงปลูกพืชเข้าสู่มาตรฐานจีเอพี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร โทร.0-2579-2537 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน