
ส่งเสริมปลูกถั่วเหลืองหลังทำนาปี
3 ปีปลูกถั่วเหลืองหลังทำนาปี โครงการตัวอย่างที่ควรต่อยอด : โดย...ดลมนัส กาเจ
ย้อนไปเมื่อปี 2553 ที่บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เริ่มดำเนิน “โครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยว” ที่นำร่องในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนมาถึงปัจจุบัน สามารถขยายพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปีในพื้นที่กว่า 1.2 หมื่นไร่ จะจัดกระจายในภาคอีสาน 6 จังหวัดได้แก่ จ.ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ขอนแก่น และอุดรธานี จำนวนจาก 13 กลุ่ม และล่าสุดบริษัทสยามคูโบต้า จับมือภาคเอกชนอีก 2 หน่วยงาน คือ บริษัทกรีนสปอต ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำนมถั่วเหลืองไวตามิ้ลค์ และสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว เพื่อเป็นผู้ที่ทำหน้าที่รับซื้อผลผลิตถั่วเหลืองทั้งหมด
นายโอภาศ ธันวารชร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ในพื้นที่ภาคอีสานมีพื้นที่ทำนาถึง 39 ล้านไร่ แต่สามารถทำนาปรังได้เพียง 1.3 ล้านไร่ เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ ทำให้มีที่นาทิ้งว่างเปล่าหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้วกว่า 30 ล้านไร่ คูโบต้ามองว่า ถั่วเหลืองเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของประเทศ แต่ละปีมีการนำเข้าถั่วเหลืองจากประเทศในแถบอเมริกากว่า 2 ล้านเมตรตริกตัน มูลค่านำเข้าทั้งในรูปของเมล็ดและกากถั่วเหลืองมากกว่า 6.7 หมื่นล้าน ขณะที่ในประเทศไทยมีผลผลิตเพียง 2 แสนเมตรตริกตันเท่านั้น จึงส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวเพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย
"ทั้ง 3 องค์กรมีแนวคิดร่วมกันคือ ต้องการสนับสนุนและผลักดันโครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวข้าว เพราะถั่วเหลืองใช้น้ำน้อย โครงการนี้นอกจากช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรแล้ว ถั่วเหลืองยังเป็นพืชที่ช่วยปรับปรุงสภาพดินในแปลงนา ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกรด้วย เพราะจะทำให้ดินดีและผลผลิตข้าวในฤดูถัดไปให้ผลผลิตสูงด้วย" นายโอภาศ กล่าว
จากการดำเนินโครงการนี้มามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 จนถึงปัจจุบัน มีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 13 กลุ่ม คิดเป็นพื้นที่ปลูกกว่า 1.2 หมื่นไร่ หลังจากที่ 3 หน่วยงานร่วมมือกัน ตั้งเป้าในการส่งเสริม พ.ศ.2556-2559 จากปัจจุบันมี 13 ปี เพิ่มขึ้นในปี 2557 เป็น 23 กลุ่ม ปี 2557 เป็น 25 กลุ่ม สิ้นสุดในปี 2559 มี 30 กลุ่มในพื้นที่ 10 จังหวัด เพิ่มขึ้น 4 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ และหนองบัวลำภู โดยบริษัทกรีนสปอต และสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าวรับซื้อผลผลิตทั้งหมดในราคาที่เป็นธรรม อย่างน้อยมีราคาประกัน กก.ละ 15 บาท แต่ปัจจุบันราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 17 บาท นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรด้วย
สอดคล้องกับการกล่าวของ นายโอฬาร พิทักษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างเป็นประธานเปิดงานการสาธิตปลูกถั่วเหลืองครบวงจร ที่ ต.จำปาโมง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เมื่อเร็วๆ นี้ ว่าที่ผ่านมาเกษตรกรไทยปลูกถั่วเหลืองนับล้านไร่ แต่ปัจจุบันลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะมีปีญหาหลายด้าน อาทิ เรื่องขาดแรงงาน เรื่องเครื่องไม้เครื่องมือทดแทนแรงงานคน ปัญหาผลผลิตต่ำ เกษตรกรจึงหันไปปลูกพืชอย่างอื่น ส่งผลให้ไทยต้องนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศปีกว่า 5 หมื่นล้านบาท การที่ภาคเอกชนร่วมผลักดันดันโครงการปลูกถั่วเขียวหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปี เป็นเรื่องที่ดีนอกจากจะเป็นการเสริมรายได้ให้เกษตรกรแล้วยังเป็นการบำรุงดินที่นาด้วย กระทรวงเกษตรฯ เองก็ยินดีให้การสนับสนุนโครงการนี้โดยเฉพาะในด้านวิชาการ การจัดหาเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี เป็นต้น
ด้าน นายธรรมศักดิ์ จิตติมาพร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรีนสปอต จำกัด กล่าวว่า คนไทยหันมาบริโภคนมถั่วเหลืองมากขึ้น ทำให้ตลาดถั่วเหลืองจึงมีการเติบโต และมีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณการเพาะปลูกถั่วเหลืองในประเทศไทยยังไม่เพียงพอ กรีนสปอตจึงได้เข้าร่วมจัดโครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ทำหน้าที่ในการเข้าไปรับซื้อถั่วเหลืองที่คัดแล้วได้เกรดตามมาตรฐานของไวตามิ้ลค์ทั้งหมด
ขณะที่ นายวิชิต วิทยฐานกรณ์ นายกสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว กล่าวว่า สมาคมจะเข้ารับซื้อถั่วเหลืองทั้งหมดจากเกษตรกร คือหลังจากการคัดแยกเกรดเพื่อส่งขายให้ไวตามิ้ลล์แล้ว ถั่วเหลืองที่เหลือทั้งหมด สมาคมจะเป็นผู้รับซื้อเพื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันถั่วเหลืองต่อไป ดังนั้นเกษตรกรจึงหมดห่วงปัญหาในเรื่องตลาด
อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามเกษตรกรหลายรายอยากร่วมโครงการ แต่ติดปัญหาบางพื้นที่น้ำแล้งเกินกว่าที่จะปลูกถั่วเหลืองได้ ตรงนี้จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่ควรจัดหาแหล่งน้ำเพื่อต่อยอดโครงการปลูกถั่วเหลืองหลังนาข้าวให้ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น เพราะเห็นชัดเจนแล้วว่านอกจากที่เกษตรกรจะสามารถสร้างรายได้เสริมแล้ว ยังสามารถบำรุงดินและส่งผลต่อการลดปริมาณนำเข้าถั่วเหลืองอีกด้วย สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อหน่วยงานโครงการ ซีเอสอาร์ (CSR) สยามคูโบต้า โทร.08-9925-7245
--------------------
เข้าตำรายิงนัดเดียวได้นก 2 ตัว
ใจเพชร ฤทธิ์บุญ
ใจเพชร ฤทธิ์บุญ เกษตรกรวัย 43 ปี จากบ้านลาน ต.จำปาโมง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี อีกคนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวข้าว บอกว่า มีที่นา 25 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ กข.105 เดิมได้ผลผลิตราวไร่ละ 400 กก. พอหลังทำนาปลูกข้าวโพดและแตงกวา แต่รายได้ไม่คุ้มกับการลงแรง แต่หลังจากที่มีโครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองหลังเก็บเกี่ยวเมื่อปี 2553 ลองเข้าร่วมโครงการ แต่ช่วงนั้นต้องใช้ไม้ทิ่มทำเป็นหลุมปลูก ทำให้ช้าและให้ผลผลิตเพียงไร่ละ 250 กก.
ในที่สุดก็ตัดสินใจลงทุน 4,000 บาท ซื้อเครื่องหยอดเมล็ดใช้กับเครื่องไถนาเดินตาม พบว่าทำเร็วขึ้นและให้ผลผลิตดีขึ้น เพราะมีเวลาดูแลมากขึ้น ตอนนี้ได้ผลผลิตไร่ละ 300-350 กก. ขายในราคาเฉลี่ยที่ กก.ละ 17-18 บาท มีรายได้ปีละรวมหักต้นทุนแล้วราว 5-6 หมื่นบาท ที่สำคัญเดิมทีทำนาจะได้ข้าวไร่ละ 400 กก. พอปลูกถั่วเหลืองเก็บเกี่ยวเสร็จ ที่ที่ไถกลบทำให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิดีขึ้นเป็นไร่ 500 กก. ถือว่าคุ้มกับการลงทุน เพราะจะมีรายได้เพิ่มจากการขายที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย เท่ากับเข้าตำรายิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว
--------------------
(3 ปีปลูกถั่วเหลืองหลังทำนาปี โครงการตัวอย่างที่ควรต่อยอด : โดย...ดลมนัส กาเจ)



