ไลฟ์สไตล์

เปิดวิสัยทัศน์ : 100กว่าปี'เพาะช่าง'

เปิดวิสัยทัศน์ : 100กว่าปี'เพาะช่าง'

08 เม.ย. 2556

เปิดวิสัยทัศน์ : 100 กว่าปี 'เพาะช่าง' เน้นปฏิบัติ - ผสมผสานไอที : ชุลีพร อร่ามเนตร ... รายงาน

 

                         นับถอยหลังไป 100 ปี เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2456 ถือเป็นวันกำเนิด “โรงเรียนเพาะช่าง” โรงเรียนศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย ที่ได้รับพระราชทานกำเนิดจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั้น ก็เพราะพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงห่วงใยในศิลปะการช่างของไทยจะถูกอิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมต่างชาติ โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรมตะวันตกที่แพร่หลายเข้าครอบงำอาจถึงคราวเสื่อมสูญได้ จึงมีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงศิลปะ การช่างของไทยให้พัฒนาถาวร

                         อ.พนม พรกุล รองอธิการบดี สำนักบริหารเพาะช่าง เล่าว่า สิ่งที่โรงเรียนเพาะช่าง (วิทยาลัยเพาะช่าง) หนึ่งในวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) รัตนโกสินทร์ ในปัจจุบันนี้ ได้ประจักษ์ต่อสาธารณชนคือผลของเมล็ดพันธุ์ที่หว่านไป ผลิดอกออกผล เป็นไม้ร่มใหญ่ อย่าง ศิลปินแห่งชาติ อ.ถวัลย์ ดัชนี, ศ.กมล ทัศนาญชลี เป็นไม้ร้อยอ้อมที่มีความมั่นคง ร่มเย็น ในโอกาสครบ 100 ปี จึงได้จัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติศิษย์เก่าที่เป็นศิลปินแห่งชาติ 32 ท่าน และพันธมิตร ศิลปินแห่งชาติในสาขาอื่นที่ร่วมทำงาน และให้การช่วยเหลือเพาะช่างมา 13 ท่าน นำเสนอผลงานทรงคุณค่า 40 กว่าชิ้นจาก 40 กว่าศิลปินแห่งชาติ

                         “เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2556 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระเมตตา เสด็จฯ พระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดนิทรรศการศิษย์เก่าเพาะช่างที่ได้รับเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ณ หอศิลป์ วิทยาลัยเพาะ และที่สำคัญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระเมตตาโปรดเกล้าฯ ภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์มา 2 ภาพ ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น โดยการแสดงภาพวาดทั้งหมดนาน 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม-21 เมษายน 2556 ที่หอศิลป์เพาะช่าง ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. แต่ปิดบริการวันอาทิตย์”

                         “วิทยาลัยเพาะช่าง” เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ โดยดูจากการจัดนิทรรศการนานาชาติครั้งล่าสุด ที่มีศิลปินนานาชาติ 250 คน จากหลายประเทศมาทำงานที่เพาะช่าง อ.พนม เล่าต่อว่า วิทยาลัยเพาะช่างมุ่งมั่นที่จะผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ นอกจากทุก 5 ปี จะปรับหลักสูตรให้ทันสมัย ตรงกับวิวัฒนาการของศิลปะในแขนงต่างๆ แล้ว ยังเชิญศิลปินนานาชาติมาแสดงผลงาน เพื่อให้ครู นักศึกษา เกิดความตื่นตัวในการเรียนรู้ ขวนขวายงานศิลปะแขนงต่างๆ เกิดความคิด มุมมอง แรงบันดาลใจ จากการเรียนรู้ เห็นผลงานศิลปะของศิลปินต่างชาติ และที่สำคัญทำให้ครู นักเรียน ได้เห็นว่า เราไม่สามารถอยู่นิ่งได้ ต้องขยัน พัฒนาตนเองตลอดเวลา และทำให้เห็นความแตกต่างของการทำงาน แนวคิดตะวันตก ตะวันออกเป็นอย่างไร เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์งานศิลปะตามอัตลักษณ์ของตนเอง

                         “ตอนนี้เพาะช่างกำลังปรับปรุงหลักสูตร เพื่อให้ทันสมัย เชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะศิลปะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่วนอนาคตจะเปิดหลักสูตรเพิ่มหรือไม่ต้องดูทิศทางของประเทศว่า ศิลปะไปทางไหน อาจนำเทคโนโลยีมาเสริมการเรียนการสอนมากขึ้น แต่ไม่ทิ้งการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยสองมือ ลงมือทำ เพราะคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี เป็นเพียงเครื่องมือที่มนุษย์ใช้อาจทำงานได้ มีมูลค่าและคุณค่า แต่คงน้อยกว่าการทำศิลปะด้วยฝีมือที่เพิ่มคุณค่าทางจิตใจด้วย”

                         ในการเติมเต็มจินตนาการ ทักษะฝีมือเด็กเพาะช่าง อ.พนม บอกว่า ที่ผ่านมาทางวิทยาลัยจัดโครงการต่างๆ ช่วยเปิดมุมมองความคิด การทำงาน จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งการเรียนการสอนของเพาะช่างได้เชื่อมโยงกับอาเซียนมาตลอด ดูจากความร่วมมือกับศิลปินในประเทศอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ลาว พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ ที่มาร่วมถ่ายทอดแสดงศิลปะให้เด็กๆ ได้เห็นวิถีการทำงานศิลปะในแขนงต่างๆ ที่แตกต่างออกไป การแลกเปลี่ยนนักศึกษา ศิลปินแห่งชาติจากประเทศต่างๆ เป็นการเตรียมพร้อมให้แก่เด็กได้เรียนรู้วัฒนธรรม วิถีชีวิตผ่านงานศิลปะ

                         นอกจากความร่วมมือกับศิลปินนานาประเทศแล้ว ทางวิทยาลัยเพาะช่างยังเพิ่มทักษะด้านภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาเวียดนาม รวมถึงส่งนักศึกษาไปเข้าค่ายที่ประเทศเดนมาร์ก

                         อ.พนม ฉายภาพตัวป้อนว่า สมัยก่อนเด็กส่วนใหญ่อาชีวะเป็นตัวป้อน เรียนอาชีวะ 3 ปี ฝึกทักษะมาระดับหนึ่ง และมาต่อยอดที่วิทยาลัยเพาะช่าง ทำให้มีทักษะที่ดีขึ้น แต่ขณะนี้อาชีวะเองพยายามดิ้นรนที่จะเปิดระดับปริญญาตรี ทำให้เด็กที่เข้ามาเรียนเพาะช่างน้อยลง มีเด็กที่จบชั้น ม.6 มาเรียนมากขึ้น ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ได้รับการฝึกทักษะด้านศิลปะน้อยกว่าเด็กอาชีวะ เพราะ ม.6 เรียนทฤษฎีมากกว่า เมื่อมาเรียนที่เพาะช่าง เน้นเรียนปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี พวกเขาต้องขยัน ตั้งใจจริง และวิทยาลัยเองต้องสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ และรู้จักหน้าที่ของตนเอง เพราะสอนอย่างเดียวไม่ได้

                         “ปัจจุบันวิทยาลัยเพาะช่างมีทั้งหมด 13 สาขา สาขาหนึ่งจะรับได้เพียง 50 คนต่อปี อนาคตคงจะไม่ขยายการเปิดรับนักศึกษา เพราะเราต้องการเน้นคุณภาพ ไม่ใช่เปิดรับตามกระแส แต่จะมีการขยายพื้นที่ โดยในปีการศึกษาหน้าหรืออีก 2 ปีข้างหน้า จะให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรศิลปกรรม ไปเรียนที่ศาลายา และก่อนที่ผมจะหมดวาระในวันที่ 14 สิงหาคม 2556 นี้ ผมจะสร้างพิพิธภัณฑ์ถาวรที่ปรับจากตึกอำนวยการวิทยาลัยเพาะช่างให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ แสดงผลงานด้านศิลปะให้เกิดขึ้นให้ได้ ดังนั้นก้าวต่อไปของเพาะช่างจะเดินหน้าต่ออย่างสง่าและมั่นคง และผลิตบัณฑิต ศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานให้แก่ประเทศ จึงอยากฝากเด็กที่สนใจเรียนศิลปะ นอกจากมีพรสวรรค์แล้ว ขอให้มีพรแสวง  ขยัน ไม่ท้อถอย มุ่งมั่นที่จะเรียน และใส่ใจ อย่ามาเรียนตามกระแส เพราะการเรียนศิลปะไม่เหมือนศาสตร์อื่น”

                         ศิลปินไม่จำเป็นต้องปลดปล่อยตนเองโดยการแต่งกายโทรมๆ ไว้ผมเผ้ารุงรัง ทำตัวเข้าใจโลกของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะศิลปินแห่งชาติที่ได้รับการยกย่องจากทั้งคนไทยและต่างชาตินั้น ทุกคนสะอาดสะอ้านทำในสิ่งที่ควรทำ มีคุณธรรม รู้จักกาลเทศะ ไม่ได้ทิ้งภาระไว้ให้คนอื่น บัณฑิตวิทยาลัยเพาะช่างถูกปลูกฝังให้เข้าใจในสิ่งเหล่านี้

                         เด็กที่จบศิลปะ วิทยาลัยเพาะช่าง แต่ละปีเพียง 450-500 คน แต่ทุกคนล้วนมีคุณภาพ มีทิศทาง มีงานของตัวเองทำ เพราะศิลปะสามารถบูรณาการไปได้ในทุกสาขาวิชาชีพ ยิ่งปัจจุบันคนในสังคมให้ความสนใจงานศิลปะ งานที่เกิดจากทักษะฝีมือมากขึ้น อยากรู้ว่างานศิลป์ของเด็กเพาะช่างเป็นเช่นไร ดูรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.0-2623-8790 หรือ http://www.pohchang.rmutr.ac.th/

 

 

--------------------

(เปิดวิสัยทัศน์ : 100 กว่าปี 'เพาะช่าง' เน้นปฏิบัติ - ผสมผสานไอที : ชุลีพร อร่ามเนตร ... รายงาน)