ไลฟ์สไตล์

เงางามแห่ง'ปิระมิด'

เงางามแห่ง'ปิระมิด'

07 เม.ย. 2556

เงางามแห่ง'ปิระมิด' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง

                ใครก็ตามสู้อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงไคโร ประเทศอียิปต์ ทั้งที  ไม่มีซะล่ะที่จะหยุดตัวเองอยู่แค่ตัวเมืองไคโร   เท่าที่เห็น ไม่ว่าเวลาใครจะมากน้อย  ทุกคนก็ดิ้นรนไปหากิซา  เพื่อดูหมู่มหาปิระมิดกันทั้งนั้น

                ตามนโยบายของฉัน  การเดินทางแต่ละเที่ยว ต่อให้เป็นจุดหมายเดิม เราควรเปลี่ยนวิธีการและรายละเอียดการเดินทาง จะได้สัมผัสรสชาติการเดินทางอันหลากหลาย

                ขนาดสายการบินยังเปลี่ยนมาเป็นโอมาน แอร์(0-26351222)เลย  จะได้หาเหตุแวะเที่ยวโอมานด้วย เพราะเขาบินไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่มัสกัต  ที่พักก็เปลี่ยน จากแถวกลางเมืองมาเป็นริมแม่น้ำไนล์ ยังดีได้เว็บไซต์อโกดา(www.agoda.com )  ช่วยคัดตัวเรือนพักให้ การค้นหาที่ชอบและใช่จึงง่ายกว่าที่คิด

                 เที่ยวก่อนไปหา ปิระมิดแห่งกิซา ด้วยรถไฟใต้ดิน จำได้ว่าตอนนั้นค่าโดยสารแค่ 0.75 อียิปต์ปอนด์ (5 บาท) เท่านั้น  แล้วไปต่อรถบัสอีกนิด แต่เที่ยวนี้ ห้อรถแท็กซี่จากเรือนพักพุ่งไปหากิซาเลย

                 กิซา และ ไคโร ถูกคั่นไว้ด้วยแม่น้ำไนล์ ฝั่งทิศตะวันออกคือไคโร ซึ่งเป็นบ้านช่องห้องหับของผู้คนและสุเหร่า ส่วนฝั่งทิศตะวันตกคือกิซา ซึ่งด้านนี้มักใช้เป็นสุสาน แต่ชนกลุ่มไบเซนไทต์เคยครอบครองอียิปต์ ได้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างไคโรและกิซาเอาไว้

                 กิซาเจริญกว่าที่คิด ทุกวันนี้เป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการหลายแห่ง สถานฑูต มหาวิทยาลัยไคโร รวมถึงสถาบันอารบิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ที่แน่ๆ คือตอนนี้บ้านเรือนของผู้คนบุกไปถึงชายขอบปิระมิดแล้ว  แม้แต่ผู้พันเซนเดอร์ยังมายืนยิ้มแป้นอยู่ปากทางเข้ากิซาเลย

                ตอนเห็นปิระมิดกิซาเมื่อหลายปีก่อน ขนลุกเกรียวเลย  ยิ่งขยับตัวเข้าใกล้ยิ่งรู้สึกว่าเราเป็นเพียงมนุษย์ตัวน้อยบนโลกโคลงเคลงใบนี้

                หมู่ปิระมิด ก้อนหิน และเม็ดทราย  ยังคงปักหลักอยู่ที่เดิม จนฉันสัมผัสได้ถึงความความยิ่งใหญ่ ความงดงาม ที่ผสานเป็นหนึ่งเดียว

                ละจากประตูทางเข้าไป จากนี้อย่าได้หวังว่าชีวิตจะได้เดินแบบเงียบๆ เหงาๆ  เพราะจะมีทั้งม้า ลา อูฐ มาเดินเลียบเคียงถามไปตลอดทาง จนกว่าจะตัดสินใจใช้บริการอย่างใดอย่างหนึ่งไป แล้วชีวิตจะสงบขึ้น 

                ฉันแหงนคอมองสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของโลกเหมือนถูกสะกดจิตโชคดีที่ 440 ปีก่อนคริสตกาล  นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกอย่าง“เฮโรโดตัส” ได้เขียนบันทึกที่ชื่อว่า "The History of Herodotus" เอาไว้ ทำให้รู้ว่ามีสิ่งมหัศจรรย์ของโลก 7 แห่ง ที่ก่อสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์

                ทุกวันนี้ ในบรรดาสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเก่า มีเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลืออยู่เป็นหลักฐานมาจนถึงปัจจุบัน เรียกว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่และมีอายุเก่าแก่ที่สุดราว 5,000 ปี นั่นคือ "The Great Pyramid of Giza" ที่อยู่ตรงหน้าฉันเวลานี้

                แค่เห็นหินแต่ละก้อนที่วางเรียงรายซ้อนกันเป็นขั้นบันได  ก็สัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์   ทุกก้อนวางชิดติดกันแบบแนบสนิทมาก แม้แต่กระดาษก็สอดผ่านไม่ได้ แต่ละขั้นสูงเท่ากับโต๊ะ ไม่ใช่แค่ใหญ่อย่างเดียว แต่เข้าข่ายเป็นหินก้อนมหึมาเลยทีเดียว  

                ความจริง เขามีป้ายประกาศห้ามไต่ปิระมิด เพราะเหตุที่ปิระมิดชำรุดก็เกิดจากนักท่องเที่ยวปีนป่ายไต่ขึ้นไปบนปิระมิดนี่แหละ  แต่ดูเหมือนป้ายประกาศไม่ศักดิ์สิทธิพอ เพราะก็เห็นขึ้นไปยืนโพสท่ากันเป็นหย่อมๆ  มีตำรวจคอยสังเกตการณ์นะ แต่อย่าหวังว่าเขาจะห้าม  สิ่งที่เขาทำคือ ยิ้มเชิงอนุญาต เมื่อถ่ายเสร็จเขาจะเข้าประชิดตัวแล้วกระซิบขอทิปเล็กๆ น้อยๆ ทันที

                นึกไม่ออกว่าตอนสร้าง คนสร้างจะเหน็ดเหนื่อยกันแค่ไหน  คิดดูสิ หินแต่ละก้อนใหญ่เบ้อเร้อ  คงหนักเอาเรื่อง  ยิ่งยามนั้นอูฐและม้ายังไม่ถูกใช้เป็นพาหนะ  พูดง่ายๆคือถ้าไม่ใช่ลา ก็คนนี่แหละ ที่แบกหามมาสู่บริเวณก่อสร้าง  แค่คิด ยังเหนื่อยแทนเลย  ไม่ใช่คนแค่หลักร้อยหลักพันนะ  แต่ใช้คนสร้างกว่าแสนคน

                บรรดาคนงานที่ลงมือก่อสร้างปิระมิดและวิหารทั่วอียิปต์  ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกชาวไร่ ชาวสวน ที่สมัครใจเข้ามารับจ้างทำงาน  บางทีค่าจ้างก็ได้เป็นเงินบ้าง ได้เป็นหัวหอมและกระเทียมบ้าง  ไม่มากมายแต่ที่ได้คงเป็นความปลาบปลื้มใจที่ได้แสดงความจงรักภักดีต่อฟาโรห์ ผู้เปรียบเสมือนเทพเจ้า

                สุสานของฟาโรห์แห่งอียิปต์ในวันนี้  ยังดูลึกลับ  ความเข้มขลังไม่เหือดหายลงแม้แต่น้อย  

                ไม่ว่าโมงยามจะเคลื่อนไปเร็วแค่ไหน  แต่ปิระมิดทั้งสามยังทอดตัวบนทุ่งทะเลทราย   หากไร้ร้างปิระมิด  ทุ่งนี้คงเวิ้งว้าง เปล่าเปลี่ยว เหลือเพียงอูฐ สายลม และเม็ดทรายที่เกาะเกี่ยวกันตามลำพัง  

                ปิระมิดไม่เคยโดดเดี่ยว  ไม่ว่าจะเป็นวันที่ทุ่งทะเลทรายแห่งกิซาไร้ร้างผู้คน  ฝนพรำ หรือแดดเปรี้ยง  ยังมี  สฟิงซ์  อยู่คู่กับหมู่มหาปิระมิดเสมอ

               ออฟฟิศของเจ้าสฟิงซ์ยักษ์นี้ อยู่ตรงปากทางเข้า ปิระมิดเคเฟร  ใครจะไปจะมาเป็นต้องสบตากับยามที่นอนหมอบเฝ้าปากทางเข้าปิระมิดก่อน  ถึงจะผ่านด่านไปได้

                หน้าตาแปลกของสฟิงซ์ น่ามองไม่ใช่เล่น มองผาดๆแล้ว เป็นหินปูนแกะสลักก้อนใหญ่เป็นรูปสิงโต แต่มองให้ดีก็จะเห็นว่า ส่วนหัวเป็นหน้าของฟาโรห์และลำตัวเป็นสิงโต  สูงถึง 66 ฟุต ยาว 240 ฟุต  คิดดูเอาเองว่า หินก้อนที่นำมาแกะสลักจะใหญ่บึ้มแค่ไหน

                ที่แน่ๆครองตำแหน่งสฟิงซ์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก  แต่ตำแหน่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุด  นั่นคือบอดี้การ์ดเฝ้าสุสานกษัตริย์ตัวนี้แหละ ที่เป็นประติมากรรมชิ้นยอดเยี่ยมที่สุดของยุคอียิปต์โบราณ

                แสงแดดอันเผ็ดร้อนสาดผู้คนแสบสะท้าน   แต่สฟิงซ์และหมู่มหาปิระมิดยังคงทอดเงางามรอนักเดินทางทุกคนอยู่ที่กิซา

 

 .....................................

(เงางามแห่ง'ปิระมิด' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง)

(หมายเหตุ : ภาพจาก http://th.wikipedia.org/wiki/ )