
เลตองคุ ตอน สุข...ศาลา
เลตองคุ ตอน สุข...ศาลา : คอลัมน์ถิ่นไทยงาม
เย็นวันนั้น ระหว่างที่ฉันยังโอ้เอ้เก็บของอยู่ที่สุขศาลาพระราชทาน บ้านเลตองคุ โดยมีหมอสุริยาอยู่เป็นเพื่อนพูดคุย ฉันเห็นเด็กหนุ่มกะเหรี่ยง เดินลัดทุ่งหญ้าตรงมาที่สุขศาลา
"มีอะไรเหรอ" หมอสุริยา ทักขึ้น
"จะขอยาไปให้พ่อ "
"พ่อเราที่เป็นมาลาเรียใช่มั้ย "
"ใช่ครับ"
"พ่อเราหรือเปล่าที่บอกว่าไปซื้อยากินเอง" หนุ่มน้อยอ้อมแอ้มบอกว่า "ใช่" หมอเลยพร่ำสอนให้รู้ว่า ยาที่ไปซื้อกินเองอาจจะไม่ถูกโรค ทำให้เชื้อดื้อยา เพราะมาลาเรียมีเชื้อ 2 ประเภท ทั้งแบบไม่เฉียบพลัน และแบบเฉียบพลันชนิดขึ้นสมอง ถ้ากินยาไม่ถูกโรคอาจทำให้เชื้อดื้อยา ว่าแล้วก็ให้หายืมรถมอเตอร์ไซค์ไปขอยาที่บ้านหมอมื่อดา หรือชื่อเต็มๆ คือ มื่อดาดา คีรีการะเกด มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชนทดแทน ซึ่งรู้ประวัติคนไข้อยู่แล้วและจัดยาให้ได้ ซึ่งวันนี้หมอกลับบ้านไปแล้ว
หมอสุริยา ตามคำเรียกขานของชาวบ้าน หรือจริงๆ ก็คือ ส.ต.อ.สุริยา กาหลง ตำแหน่งครูพยาบาล โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเลตองคุ บอกกับฉันว่า ปัญหาจริงๆ ของคนที่นี่ รวมถึงข้ามไปฝั่งพม่า คือมาลาเรีย ไม่ใช่โรคทางเดินหายใจ หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารอย่างที่เข้าใจกัน
เมื่อก่อนไม่มีหมอ คนไม่สบาย ป่วยไข้ ก็ต้องรักษากันตามมีตามเกิด ตามความเชื่อที่ถ่ายทอดกันมา จนเมื่อปี 2549 ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จไปบ้านเลตองคุ ทรงดำริว่าที่นี่เป็นพื้นที่ห่างไกล สาธารณสุขเข้าไม่ถึง หรือมีเจ้าหน้าที่เวียนมาก็นานๆ ครั้ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง สุขศาลาขึ้น แรกๆ ก็ใช้ห้องพยาบาลของโรงเรียนตชด. นั่นเอง จนมาปี 2551 ถึงได้ขยับขยายออกมา เป็นอาคารเอกเทศไม่ไกลจากโรงเรียนตชด.
จากครูสุริยาก็เลยมาเป็นหมอสุริยา ทั้งดูแลศูนย์ ประสานงานกับหน่วยต่างๆ รวมถึงดูแลคนไข้ วินิจฉัยโรคเบื้องต้นอีกด้วย โดยมีเจ้าหน้าที่จากเทศบาล ที่รับการฝึกฝนด้านสาธารณสุขมาช่วยงาน ที่นี่เลยมีทั้งเจ้าหน้าที่มาลาเรียชุมชน 2 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชนทดแทนอีก 4 คน โดย 1 ในนั้นก็เป็นหมอกะเหรี่ยงรักษาโรคด้วยสมุนไพรอยู่ในชุมชนบ้านเลตองคุมานานร่วม 30 ปี คือ หมออ้วน หรือ จอยีหม่อ คีรีบุปผา
หมอสุริยา เล่าว่า บางวันคนไข้เยอะ ก็ต้องให้นักเรียนชั้น ป.3 ที่สอนอยู่ มานั่งเรียนที่ชั้นบนของสุขศาลา
ปัญหาของที่บ้านเลตองคุ หนักๆ เห็นจะเป็น "มาลาเรีย" ไข้ชายแดนไทย-พม่า ที่ยังระบาดอยู่เยอะ วันที่ฉันไป ก็เห็นคนไข้มานอนรักษาเป็นผู้ป่วยใน สอบถามได้ความว่าเป็นมาลาเรีย
"ใครมาที่นี่เราดูแล รักษาให้ฟรี จริงๆ เรารักษาเกินกว่าคำว่า การรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานไปแล้ว เพราะการเดินทางเข้าออกหมู่บ้านลำบากนั่นเอง ทำคลอดชาวบ้านก็เคย แต่ส่วนใหญ่เขาจะคลอดกับหมอตำแย ยกเว้นเคสที่หนักจริงๆ เราก็จะประสานไปยังโรงพยาบาลพี่เลี้ยงเพื่อส่งต่อ เพื่อให้ทางนู้นส่งรถและเจ้าหน้าที่มารับ แต่ด้วยระยะทางไกลและลำบาก เราก็ต้องเอารถเรานี่แหละ ขับออกไปส่งคนไข้ อย่างน้อยก็ย่นระยะทางและช่วยให้ผู้ป่วยถึงมือหมอเร็วขึ้น บางคนไม่มีเงินเราก็ต้องให้ไว้เป็นค่ารถเดินทางกลับ"
หมอสุริยาเล่าให้ฟัง ฉันเห็นภาพตามทันที เพราะระยะทางที่เข้ามา จากตัวอ.อุ้มผาง มาถึงบ้านเลตองคุ ระยะทางราวๆ 110 กม. แต่ขับรถปาเข้าไปเกือบ 3 ชั่วโมงเห็นจะได้ แต่รถที่ชำนาญทางอาจจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น
"บางครั้งมีชาวบ้านจากฝั่งพม่า มารักษา เราก็รักษาให้ฟรี และจริงๆ ถือเป็นนโยบายด้านความมั่นคงชายแดนที่ดี เพราะอย่างน้อยเขาก็รู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นศัตรูกันและยังช่วยเหลือเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย หรืออย่างที่โรงเรียนก็จะมีเด็กพม่ามาเรียนหนังสือด้วย แล้วใน 1 สัปดาห์เราจะมีการสอนให้เข้าใจเรื่องการรักษาสุขภาพด้วย เป็นการป้องกันอีกทาง จะเห็นสถิติที่เราทำไว้ คือตัวเลขผู้ป่วยมาลาเรียลดลงเรื่อยๆ
การทำงานในพื้นที่ บางครั้งมีเหนื่อย มีท้อ แต่ถอยไม่ได้ และไม่มีวันหยุดพัก แต่เราก็ดีใจเมื่อเห็นคนไข้หายดี... ใครๆ ที่มานี่ จะเป็นสุขเมื่อกลับไป ให้สมกับชื่อ "สุขศาลา"
.......................................
(เลตองคุ ตอน สุข...ศาลา : คอลัน์ถิ่นไทยงาม )



