
สกว.อยากเห็นรัฐ-เอกชน
สกว.อยากเห็นรัฐ-เอกชน จริงจังกับงานวิจัย : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นองค์กรขนาดเล็กของรัฐ ภายใต้กำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี ถือกำเนิดมาจาก พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการวิจัย พ.ศ.2535 ทำหน้าที่สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ โดยใช้การวิจัยเป็นกลไกสร้างฐานความรู้สำหรับการแก้ปัญหาให้แก่สังคม มีบทบาทหลักที่สำคัญ คือ สร้างคน สร้างองค์ความรู้ ผ่านกระบวนการสนับสนุนทุนวิจัย และบริหารจัดการงานวิจัย
ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2556 ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เข้ารับมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2555 ประเภทผลการดำเนินงานดีเด่น จากกรมบัญชีกลาง จากกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหน่วยงานที่มีการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนดีเด่น โดยเฉพาะการดำเนินงานตามภารกิจหลักที่มีการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ซึ่งจะครบวาระ 4 ปีในการทำหน้าที่ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า สกว. เน้นบริหารจัดการแบบครบวงจรผ่านเครือข่ายการทำงานที่มีอยู่ทั่วประเทศ สนับสนุนการสร้างและพัฒนากำลังคน และนักวิจัยมืออาชีพ สู่สังคมที่อาศัยความรู้ในการแก้ปัญหา ผลักดันการใช้ประโยชน์จากการวิจัยด้านเกษตร อุตสาหกรรม บริการ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น รวมถึงผลักดันให้เกิดการร่วมทุนกับภาคเอกชน หน่วยงานในประเทศ และต่างประเทศ
"สกว.แบ่งความรับผิดชอบการวิจัยออกเป็น 4 ฝ่าย ฝ่ายนโยบายประเทศ ฝ่ายเกษตร ฝ่ายอุตสาหกรรม ชุมชน ท้องถิ่น และฝ่ายวิชาการ ที่ทำงานวิจัยพื้นฐาน ร่วมทั้งโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ปีละ 250-300 ทุน เป็นปริญญาเอกที่ทำในประเทศไทย เรียนในมหาวิทยาลัยที่ สกว.เห็นว่า มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ดี ตามที่ สกว.กำหนดหลักเกณฑ์ ทำมาแล้ว 15 ปี ทำให้คุณภาพของระดับบัณฑิตศึกษาในประเทศดีขึ้น เพราะต้องมีผลงานวิจัยที่สามารถตีพิมพ์ในระดับนานาชาติได้ และเป็นข้อดีที่ว่า งานวิจัยของบัณฑิตโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก เป็นงานวิจัยปัญหาในประเทศไทย เป็นทุนที่เรียนแล้วไม่ต้องทำงานใช้หนี้รัฐบาล งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี งานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ มีน้อย เพราะมีคนขอทุนด้านนี้น้อย
ศ.ดร.สวัสดิ์ บอกอีกว่า เป็นห่วง 2 ปัญหาหลัก คือ เป็นเรื่องของการสร้างนักวิจัย และงานวิจัยที่จะต้องมีการยกระดับ เพื่อให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ งานวิจัยต้องมีเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เพียงแต่โจทย์ในการทำวิจัยจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
"สิ่งที่เป็นห่วง คือ อยากเห็นความจริงจังของระบบรัฐ และอยากให้ภาคอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญกับงานวิจัย ความจริงมีเรื่องห่วงเยอะ ทั้งการศึกษา สังคมก็เปลี่ยนแปลง ค่านิยมบางเรื่องที่ส่อในทางที่แย่ลง แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร แก้ปัญหาลำบาก โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด เรื่องสังคม จริยธรรม คอร์รัปชั่น เป็นห่วงภาพรวมของประเทศ ไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร"
การดำเนินการตามภารกิจที่ทำ อยู่ในระดับที่ดี แม้จะมีอุปสรรคบ้าง ทั้งในระดับประเทศ และเชิงวิจัย อุปสรรคอันดับแรก คือ งบประมาณวิจัยพัฒนาประเทศไทย ที่ สกว. ได้รับต่ำกว่านานาชาติที่มีการเปรียบเทียบกัน ซึ่งในการประเมินความสามารถการแข่งขันของนานาประเทศทั่วโลก ปรากฏว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 30 ในปี 2555 ตกจากอันดับ 27 ในปีก่อนหน้า สาเหตุที่ตกอันดับลงมา เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่มีหลายอย่าง ได้คะแนนต่ำมาก เพราะขาดการดูแลจากภาครัฐ ในส่วนของภาคเอกชนก็ไม่เข้มแข็ง ไม่มีงานวิจัยที่ดี แต่เริ่มมีบริษัทใหญ่เริ่มมีหน่วยงานวิจัยเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมอยู่ในระดับที่ไม่มากนัก เรายังมีการลงทุนน้อย ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีการเพิ่มทุน จะด้วยวิธีใดก็ตาม
ศ.ดร.สวัสดิ์ กล่าวว่า ปี 2556 สกว. ได้งบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลประมาณ 1,200 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 0.2 ขึ้นๆ ลงๆ จากงบประมาณภาพร่วมของประเทศในแต่ละปี แล้วแต่สถานการณ์ต่างๆ ของประเทศและโลก
"ถ้าเพิ่มเป็นร้อยละ 1 ในปี 2557 ถามว่า จะบริหารจัดการงบประมาณได้ไหม ตอบได้เลยว่า ไม่ได้ เพราะการทำงานวิจัย ต้องมีนักวิจัยให้สมดุลกัน แต่ขณะนี้ ประเทศไทยมีนักวิจัยจำนวนน้อย ต้องเพิ่มนักวิจัยไปพร้อมๆ กับงบประมาณ ถึงจะทำงานได้ แต่ถ้ามีการเพิ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป น่าจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย"
ผอ.สกว. กล่าวถึงอีกปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาสำคัญว่า งานวิจัยจำนวนมากที่ทำแล้วไม่มีการติดตามประเมินผล โดยเฉพาะที่มีการจัดสรรให้มหาวิทยาลัยโดยตรง หรือกรม กอง ต่างๆ โดยตรง เป็นการใช้เงินที่ได้ประสิทธิภาพต่ำ แต่ถ้าผ่านหน่วยงานสนับสนุน เช่น สกว. สวท. วทช. ก็จะมีการติดตามประเมิน และปรับนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิผลมากขึ้น
"บุคลากรค่อยๆ สร้างไปกับงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และต้องผลักดันให้เอกชนทำงานวิจัยให้มากขึ้น ให้เอกชนเห็นว่า เมื่อทำงานวิจัยแล้ว เกิดผลดีต่อบริษัทอย่างไร แต่ไม่ได้หมายความว่า ทำการวิจัยหลายโครงการแล้วจะต้องสำเร็จทุกโครงการ บางครั้งทำ 10 โครงการ แต่อาจจะใช้งานจริงได้เพียง 2 โครงการ แต่ 2 โครงการนี้ อาจจะเพิ่มรายได้มหาศาลให้บริษัทก็เป็นได้ งานวิจัยอาจจะไม่ได้ผลตามที่คาดหวังไว้ เป็นการศึกษาค้นคว้าที่อาจจะติดขัด หรืออาจจะหาคำตอบไม่ได้ ทำแล้วไม่ได้ผล แต่เราก็จะพยายามทำให้ใช้งานได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"
สิ่งที่อยากให้ ผอ.สกว.คนใหม่ สานต่อ มี 3 ส่วน ได้แก่ 1. การสร้างนักวิจัย ในโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก และในปี 2556 มีโครงการใหม่ คือ โครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) เป็นโครงการที่จะช่วยผลิตนักวิจัยระดับปริญาโท และปริญญาเอกให้มากขึ้น เพื่อที่จะเตรียมตัวรองรับงานวิจัยในภาคอุตสาหกรรม 2. งานวิจัยพื้นฐานทางวิชาการ และ 3. งานวิจัยประยุกต์ ที่ต้องปรับให้ใช้งานได้ ที่จะต้องทำให้มากขึ้น
งานวิจัยที่ ศ.ดร.สวัสดิ์ มองว่า ควรจะทำ คืองานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ต่อยอดการเกษตร หรือนวัตกรรมใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ในฐานะที่เราเป็นประเทศเกษตรกรรม ควรจะเน้นในเรื่องที่เราถนัด และเรื่องสาธารณสุข เรื่องสุขภาพ ก็น่าจะไปได้ดีในเออีซี
............................................
(สกว.อยากเห็นรัฐ-เอกชน จริงจังกับงานวิจัย : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ)



