ไลฟ์สไตล์

'อยากอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข'

'อยากอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข'

03 เม.ย. 2556

'อยากอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข' เสียงครวญแรงงานข้ามชาติลุ่มน้ำโขง : โดย...ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ

                หากกล่าวถึงแม่น้ำสีขุ่นหลายคนคงนึกถึง "ลุ่มน้ำโขง" สายน้ำแห่งชีวิตเชื่อมความสัมพันธ์ 7 ประเทศ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม และยูนนาน จีน ทว่าความสัมพันธ์นั้นอาจไม่เกิดขึ้นกับทุกคนทุกประเทศ จากข้อมูลเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Migration Network - MMN) หลังจากประชุมวิชาการด้านการย้ายถิ่นเรื่อง "แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านในลุ่มน้ำโขง ความมุ่งมั่นที่จะอยู่ร่วมกัน" เมื่อต้นเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ที่โรงแรมไอบิส กรุงเทพ ริเวอร์ไซด์ พบว่า "แรงงานข้ามชาติ" รวมถึง "แรงงานย้ายถิ่น" ทั้ง 7 ประเทศยังต้องเผชิญปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างแรงงานข้ามชาติกับเจ้าบ้าน

                พรศักดิ์ หมื่นตา ชายวัยเกือบ 40 ปีชาวไทยใหญ่ แรงงานย้ายถิ่นที่อพยพลี้ภัยมาจากรัฐฉาน ประเทศพม่า เมื่อปี 2527 มาอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ในฐานะตัวแทนจากสมาคมแรงงานสามัคคีจังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า ขึ้นชื่อว่าแรงงานฟังแล้วหดหู่ใจ หากได้สัมผัสชีวิตจริงในการใช้ชีวิตของแรงงานข้ามชาติที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นในแผ่นดินไทย ยกตัวอย่างแรงงานประเทศพม่า (ต้นทาง) มาทำงานที่ประเทศไทย (ต้นทาง) ด่านแรกยังไม่ไปถึงประเทศไทย การเดินทางใช้เวลาประมาณ 3 วัน ในป่ากว้าง ทั้งเดินเท้าและนั่งรถสลับกัน ระหว่างทางบางคนถูกแมลงต่อย สัตว์กัด บางวันฝนตก มาถึงประเทศไทยถูกกักบริเวณ ถูกให้ทำงานทั้งถูกกฎหมาย ผิดกฎหมาย นายหน้าเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงมากเพื่อแลกกับการได้อยู่แบบถูกกฎหมาย ถูกเหยียดเรื่องภาษาสำเนียงการพูดไม่ชัด เป็นตัวนำโรค แต่คำพูดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้พรศักดิ์หมดกำลังใจอยู่ที่ประเทศไทย ตรงกันข้ามเขาห่วงแรงงานข้ามชาติลุ่มน้ำโขงต้องมาเจอเรื่องราวโหดร้ายแบบไม่ตั้งตัว เพราะส่วนใหญ่การมาที่ประเทศไทยผ่านนายหน้า/ตัวแทนมาชวนพูดจาหว่านล้อม สร้างแรงจูงใจงานดี เงินดี ที่พักอาศัยดี เมื่อมาถึงประเทศไทยทุกอย่างกลับตรงกันข้ามเสมือนเป็นนรกขุมที่ 2

               "บางคนอาจยังไม่รู้ว่า แรงงานข้ามชาติอยู่กันอย่างไร ผมอยากเล่าประสบการณ์ที่ไปเห็นมาโดยตรง มันเหมือนนรกขุมที่ 2 ที่พักเป็นคอกๆ สังกะสีล้อมรอบ น้ำกินน้ำใช้นายจ้างก็ขุดน้ำบาดาลจากบริเวณที่พัก ขยะทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดเลย น้ำที่ใช้แล้วก็อยู่ในนั้น น้ำก็เน่ากลิ่นก็เหม็น ออกไปเดินซื้อของในชุมชนก็ถูกมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร แต่โชคดีมีรถเข้ามาขาย ผมอยากขอให้เจ้านายหรือนายหน้าเห็นใจเรา ให้คนไทยปรับทัศนคติที่ว่าพวกเขาเป็นตัวประหลาด เป็นตัวเชื้อโรค ผู้ชายเป็นโจรกระชากสร้อย วิ่งราว ผู้หญิงเชื่อคนง่าย หลอกไปก็ไป พาไปไหนก็ไปนอนด้วยแล้วก็จ่ายเงินไป ไม่รู้กฎหมายไปแจ้งความไม่ได้หรอก ผมอยากให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข" พรศักดิ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงสำเนียงไทยภาคเหนือและสีหน้าเคร่งเครียด

               พรศักดิ์ บอกว่า พวกเขาเป็นแรงงานเข้ามาแบบผิดกฎหมายจริง แต่ใช่ว่าจะไม่พยายามจะอยู่แบบถูกกฎหมาย โดยการขอขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวจ่ายค่าธรรมเนียมให้นายหน้าไปแล้วบางคน 3-4 พันบาท แต่ถึงวันนี้พวกเขากว่า 2 แสนคน ยังตกหล่นจากการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว

               เรื่องราวข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง ทว่าปัญหาแรงงานข้ามชาติทั้ง 7 ประเทศ ต้องเผชิญจะคล้ายกัน พรศักดิ์ และ เรโกะ ฮาริมา ตัวแทนเครือข่ายการย้ายถิ่นฯ และอีกกว่า 70 คน ประกอบด้วยนักวิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ (ระดับรัฐบาล) องค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มแรงงานข้ามชาติ หนึ่งคนสำคัญจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เหมียน เทียน รองอธิบดีกระทรวงแรงงาน ตัวแทนภาครัฐ ได้ร่วมกันวางแผนนโยบายเพื่อเสนอแนะแนวทางการสร้างความมุ่งมั่นที่จะอยู่ร่วมกันต่อรัฐบาลแต่ละประเทศอาเซียน ภาคประชาสังคม เช่น ตั้งคณะกรรมการในระดับภูมิภาคเพื่อติดตามตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ และสภาพการทำงาน ต้องมั่นใจว่าแรงงานข้ามชาติทุกคน ทุกภาคการทำงานได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานแรงงานทั้งในระดับประเทศ-สากล

                บังคับให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและสัญญาจ้าง และลงโทษนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ขจัดสภาพการทำงานที่เป็นอันตรายและขจัดอันตรายที่จะมีต่ออาชีวอนามัยและความปลอดภัยตลอดทั้งอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ต้องมั่นใจว่า ชุมชนผู้ย้ายถิ่นได้รับการบริการขั้นพื้นฐาน (เช่น น้ำกินน้ำใช้ การเก็บขยะ เป็นต้น) สร้างให้เกิดการเข้าถึงการบริการด้านสังคมอย่างเท่าเทียม (เช่น การฝึกอาชีพ ที่อยู่อาศัย เป็นต้น) และสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการสังคม (การไม่มีงานทำ การจ่ายค่าชดเชยในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุ และอื่นๆ) เป็นต้น

               "ผมอยากให้ชุมชนที่มีแรงงานข้ามชาติร่วมอยู่ด้วยเปิดโอกาสให้พวกเราร่วมทำกิจกรรมของชุมชน เช่น แข่งกีฬา งานบุญ ประเพณีต่างๆ ผมไม่อยากให้แตกแยก และเวลาเราไปทำงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี เช่น สวนส้ม ปลูกดอกไม้ ต้องอยู่กับสารเคมี แรงงานไม่มีความรู้เรื่องสารเคมีเลย ไม่มีการป้องกัน ไม่มีเสื้อกันหนาว ไม่มีผ้าปิดปาก ผิวถูกทำลายเป็นปื้นๆ ก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นโรคเรื้อน โรคเอดส์ ถ้าหากข้อเสนอนี้เป็นจริงจะเปลี่ยนชีวิตเลยก็ว่าได้" พรศักดิ์ กล่าวในที่สุด

 

.....................................

('อยากอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข' เสียงครวญแรงงานข้ามชาติลุ่มน้ำโขง : โดย...ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ)