
ส.สื่อจัดถก'ประเคนคลื่นทีวีดิจิตอล'
วงสัมมนา 'ประเคนคลื่นทีวีดิจิตอล' อัด กสท.-กสทช.ไม่เป็นธรรม-เอื้อทีวีช่องรัฐ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จี้ทบทวน
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2556 ที่สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้จัดเวทีเสวนาหัวข้อ "ประเคนทีวีดิจิตอลสาธาณะ : กสทช.รัฐประหารการปฏิรูปสื่อ?” โดยมีวิทยากรเข้าร่วม อาทิ นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานมูลนิธิทีดีอาร์ไอ ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา (มีเดียมอนิเตอร์) น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายบัณฑิต จันทร์ศรีคำ บรรณาธิการนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ และนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ดำเนินการเสวนาโดย นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยเน้นการแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง (กสท.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติ 3 ต่อ 2 เห็นชอบการกำหนดช่องรายการ 12 ช่องสาธารณะ ทีวีดิจิตอล ก่อนจะให้ช่อง 5 ช่อง 11 และไทยพีบีเอส โดยไม่ต้องทำการประมูล
น.ส.สุภิญญากล่าวถึงเบื้องหลังก่อนมามีมติออกมาเป็น 3 ต่อ 2 เสียงว่า เรื่องดังกล่าวได้มีมติของอนุกรรมการเปลี่ยนผ่านที่มีตัวแทนช่องหลักของทีวีช่อง 3, 5, 7, 9 และไทยพีบีเอส และตัวแทนรัฐบาลที่สามารถรู้ความเคลื่อนไหวตลอดเป็นแรงผลักดันให้เกิดมตินี้ ขณะที่รายอื่นที่ไม่ใช่รายเดิมแทบไม่รู้กระบวนการ ตรงนี้คือจุดอ่อนที่มาของมติอันนี้ ส่วนอีก 8 ช่องใหญ่ที่เป็นที่มาของทีวีสาธารณะปีที่แล้วกอบปี้กฎหมายออกมาว่า ทีวีสาธารณะ คืออะไรบ้างที่ไม่ใช่บทสุดท้ายแต่เป็นกรอบกว้างๆ จึงเป็นที่มาของการจัดเวทีเพื่อสังคมรับทราบ ถ้าไม่ช่วยกันมันจะรวบรัดเร็วมากหลังสงกรานต์จะแจกคลื่นได้ ไม่สมควรจะเป็นเช่นนั้น
ทั้งนี้ สรุปปัญหาได้ 2 ประเด็น คือ บอร์ด กสท.มติ 3 ต่อ 2 ยกคลื่นความถี่ใหม่ที่เป็นคลื่นดิจิตอลให้แก่ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 11 และไทยพีบีเอส โดยไทยพีบีเอสจะได้ช่อง 12 ด้วย ตรงนี้ไม่มีเงื่อนไขกฎเกณฑ์อะไร ทุกเรื่องผ่านการเซ็นเอ็มโอยูที่ไม่มีรายละเอียดเป็นเพียงกรอบความร่วมมือกว้างๆ ในยุคเปลี่ยนผ่าน นอกจากนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า ช่องเหล่านี้เขาจะคืนคลื่นอนาล็อกเร็วขึ้นหรือเปล่า แต่สรุปช่อง 5 กับช่อง 11 อาจไม่คืนช่องอนาล็อกระยะเวลาเป็นสิบปี โดยที่ไม่มีเงื่อนไขการปรับผังรายการอะไรเลย ขณะที่ช่องที่จะให้ใหม่ยังไม่มีเงื่อนไขหลักเกณฑ์กติกาเช่นกัน น่าจะไม่มีความชอบธรรม ดังนั้นถ้าเป็นเช่นนี้โอกาสที่จะล้มย่อมจะมีสูงมาก ถ้ามีการไปฟ้องต่อศาลปกครองแล้วจะทำให้เกิดความล่าช้า
โดยวันที่ 1 เมษายนนี้ จะเสนอในการประชุมจำนวน 7 ข้อ ที่ได้ระดมความเห็นจากนักวิชาการไปให้กับประธาน กสทช.ที่มีการบรรจุในวาระการประชุมไปแล้ว โดยข้อ 1.เรียกร้องให้ กสท.ให้ผู้ประกอบการรายเดิมมีการปรับปรุงเงื่อนไขใหม่ให้สอดคล้องหลักเกณฑ์ของทีวีสาธารณะไม่ใช่ออกอากาศในแบบเดิมที่ไม่ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมไม่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2550 ข้อ 2.กสท.ต้องตั้งสร้างเกณฑ์การตรวจสอบเจ้าของผู้ประกอบการรายเดิม หรือรายใหม่ และหน่วยงานรัฐที่จะขอมาจัดสรรคลื่นความถี่ทีวีสาธารณะ ข้อ 3.กสท.ต้องจัดทำคำนิยามบริการสาธารณะดูเนื้อหารายการพันธกิจสาระสำคัญของช่องต่างๆ ให้ชัดเจนของทั้ง 12 ช่อง
ข้อ 4.กสท.ต้องคำนึงถึงความเป็นเจ้าของสำหรับภาคประชาชนเพื่อจะได้ใช้คลื่นความถี่ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ในพื้นที่การประกอบกิจการ ข้อ 5. กสท.ต้องกำหนดให้แต่ละช่องเสนอโครงสร้างการบริหารที่ต้องสะท้อนความเป็นอิสระจากภาคการเมืองภาคธุรกิจ ข้อ 6.กสท.ต้องมีเกณฑ์การคัดเลือกคุณสมบัติผู้ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่สาธารณะออกมาเป็นประกาศ และข้อ 7.กสท.ควรชะลอผู้ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ 12 ช่อง แล้วรับฟังความคิดเห็นข้อมูลรอบด้านจากทุกภาคส่วน
ด้าน ดร.สมเกียรติกล่าวว่า ทีวีดิจิตอลเป็นโอกาสในการปฏิรูปสื่อที่ไม่ใช่การนำไปประเคน เพราะทีวีสาธารณะ คือรายการบางประเภทที่สามารถให้สูงกว่ารายการที่มีอยู่ทั่วไป เป็นผลประโยชน์สามารถตอบโจทย์ในการบริการต่อสาธารณะ ที่ภาคเอกชนในเชิงพาณิชย์ไม่สามารถไปทำได้ ต้องสนองตอบต่อผู้ฟังที่ถูกละเลยจากกลไกตลาด เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส เพราะมีความเสี่ยงสูง แล้วเป็นการสร้างขึ้นเพื่อลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม จึงต้องเปิดโอกาสให้มีการแสดงความเห็นอย่างครบถ้วนรอบด้าน
ดร.สมเกียรติกล่าวอีกว่า ถ้ามีหน่วยราชการได้รับมาโดยไม่ต้องไปประมูลคลื่นความถี่ แล้วนำไปใช้บริการในเชิงพาณิชย์ หรือหน่วยราชการพากันพาเหรดมายึดครองทีวีสาธารณะ แล้วทำให้กลายเป็นทีวีช่องของทางราชการ ถือเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของราชการไม่ใช่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ตรงนี้ย่อมเป็นไปได้ เพราะ กสทช.ยังไม่มีการกำหนดกฎหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ในส่วนที่ผู้ที่ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ไป ขณะเดียวมีแนวโน้มให้ไปกับผู้ที่ยังไม่มาขออนุญาต ถ้าเป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายแล้วยังขัดเจตนารมณ์ต่อการปฏิรูปสื่อ
“การจัดสรรคลื่นความถี่ดิจิตอลเป็นการออกใบอนุญาตใหม่ ตามกฎหมายการประกอบกิจการ พ.ร.บ.2551 บอกไว้ในมาตรา 11 คนที่จะมาขอใบอนุญาตถ้าเป็น กระทรวง ทบวง กรม หรือองค์กรของรัฐ ที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ จะต้องมีหน้าที่ความจำเป็นเท่านั้น แต่กฎหมายลูกของ กสทช.ยังไม่มีการกำหนดออกมาเลย แล้วช่องทีวีที่ได้รับไปมีความจำเป็นตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้หรือไม่ ยังไม่มีใครรู้ ถ้าเป็นช่องทีวีดิจิตอลสาธารณะนั้นได้มีบทบัญญัติของกฎหมายมีอยู่ 2-3 ข้อ คือบุคคลที่จะขอได้ต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร หรือในการกำหนดผังรายการไว้จะต้องทำเพื่อสาธารณะเกินกว่า 70% ขึ้นไป นอกจากนี้มาตรา 28 ของกฎหมาย กสทช.ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนการจัดสรร ดังนั้นผู้ที่ได้รับไปก่อนหน้านี้เท่าที่ทราบยังไม่มีกระบวนการเหล่านี้เลยจึงน่าจะขัดต่อกฎหมาย” ดร.สมเกียรติกล่าว
ส่วนนายสมชายกล่าวว่า มีการตีความกฎหมายผิดเพี้ยนไปคณะกรรมการ กสทช.มีอยู่ 11 คน แต่กำลังใช้คณะกรรมการ 5 คน ลงมติ 3 ต่อ 2 ที่ผ่านมาการประมูลระบบ 3 จี ก็ใช้ 4 ต่อ 7 ใน 11 คน ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองผู้บริโภค ได้พิจารณานำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยจะเชิญ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ มาชี้แจงต่อนุกรรมาธิการเพื่อนำสรุปข้อมูลว่า ใช้หลักเกณฑ์วิธีการอย่างไร
ขณะที่ ดร.เอื้อจิต กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตในการจัดเวทีสาธารณะรับข้อเสนอความคิดเห็นด้านความมั่นคง ด้านความปลอดภัยสาธารณะ หน่วยงานภาครัฐ ทาง กสทช.ส่อเจตนาจัดการชนิดประเคนให้หน่วยงานภาครัฐ ส่วนการพิจารณาหน่วยงานที่ครอบครองอยู่เดิมไม่ใช่พิจารณาไปเป็นรายๆ ไป แต่ควรพิจารณาให้ครบทุกราย
ขณะเดียวกัน สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้ กสทช. ทบทวนมติเรื่องการกำหนดการออกใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะ 12 ช่อง เนื้อหาสรุปว่า มติของ กสท. เป็นการละเมิดเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อที่จะต้องกระจายคลื่นความถี่ที่อยู่ในการครอบครองของรัฐไปสู่สาธารณะ แต่มติของ กสท. กลับเป็นการมอบคลื่นความถี่ที่เป็นช่องบริการสาธารณะไปให้แก่หน่วยงานของรัฐ โดยที่ กสท.ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ใดๆ จึงขอเรียกร้องดังนี้
1.กสทช.ทบทวนมติในการออกใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะทั้ง 12 ช่อง เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อและหลักการของทีวีสาธารณะอย่างแท้จริง 2.กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาการให้ใบอนุญาตตามคุณสมบัติ (Beauty Contest) ให้ชัดเจน รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน 3.ไม่ควรเร่งรีบการออกใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะพร้อมกันทั้ง 12 ช่องในครั้งเดียวกัน และ 4.ในการออกใบอนุญาตทีวีจิดิตอลสาธารณะ กสทช. ต้องไม่ทำให้โครงสร้างการแข่งขันในอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์บิดเบี้ยว ไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ หาก กสทช.ไม่มีการแก้ไขทบทวนมติดังกล่าว สมาคมจะใช้ช่องทางตามสิทธิในรัฐธรรมนูญต่อไป



