ไลฟ์สไตล์

ท่องเท้าเทียวทางต่างสายตา

ท่องเท้าเทียวทางต่างสายตา

31 มี.ค. 2556

หนังสือที่เธอถือมา : ท่องเท้าเทียวทางต่างสายตา : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม

 

๑.

 

                         คิดถึงวัยหนุ่ม-ฝันถึงการร่อนเร่พเนจร  ค่ำไหนนอนนั่น... 

                         หลายครั้งที่ได้ทำตามฝัน  แบบไปแสวงหาความรู้ตามสำนักครูบาอาจารย์ในภูมิภาคต่างๆ  ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก ก็เคยได้ไปพึ่งพาที่พักอาศัย  ข้าวปลาอาหาร  และนานาวิชาความรู้-ความรู้สึก 

                         ส่วนใหญ่ท่องเที่ยวเทียวไปในภาวะเศรษฐกิจส่วนตัวไม่มั่นคง  มีเงินใช้แบบขาดๆ เกินๆ  อิ่มบ้าง  อดบ้าง  ตกรถบ้าง  กระทั่งความฝันที่จะซื้อจักรยานดีๆ สักคัน  แล้วถีบขึ้นเหนือล่องใต้ไปตามลำพังก็ไม่มีปัญญาทำได้  (ไม่ต้องพูดถึงที่ได้ยินอาจารย์ท่านหนึ่ง  เดินทางเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย โดยไม่ใช้เงิน  นั่นถือว่าจิตใจของอาจารย์ท่านเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก) 
อย่างเราก็แค่คนติดเงิน  ติดความสะดวกสบาย  แค่คนใจไม่ถึงที่อยากจะเป็น ‘นักท่องเที่ยว’ บ้างเท่านั้น  ยังไม่ถึงจะเรียกได้ว่า ‘นักเดินทาง’ ด้วยซ้ำ       

                         เมื่อวัยหนุ่มล่วงเลย  พลังและโอกาสเช่นนั้นดูเหมือนจะน้อยลง  ยิ่งมีครอบครัวยิ่งน่ากลัวจะไม่ได้ขยับขยายไปไหน  ไปไหนคนเดียวก็ห่วงบ้าน  ไปทั้งครอบครัวก็อาจยุ่งยาก  แต่อยู่ๆ ก็ไม่นึกว่าตัวเองจะได้พาครอบครัวไปเที่ยวหลายแห่งได้อย่างสะดวก  ทั้ง ฮ่องกง, มาเก๊า, จูไห่, เซินเจิ้น, สะหวันนะเขด, หลวงพระบาง, เวียงจันทน์ กระทั่ง เสียมเรียบ-กัมพูชา

                         จังหวะและโอกาสนี้  ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากความเป็นครอบครัว  มาจากคนในครอบครัวมีความรู้สึกร่วมกันว่า ‘อยากไปเที่ยวกับครอบครัว’  ส่วนหนึ่งเพราะฐานะทางการเงินคล่องตัวขึ้น  พ่อกับแม่จึงได้กระเตงลูกชายตัวเล็กๆ ขึ้นเครื่องบิน ลงเรือ โดยสารรถยนต์ ไปกับคณะทัวร์ที่เขามีเส้นทางชัดเจน  หลายรายการเด็กเล็กๆ ก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย อย่างน้อยก็ครึ่งราคา  แม้เขาจะกินอยู่กับพ่อแม่เพียงน้อยนิดก็ตาม

                         หลายครั้งในจำนวนผู้ร่วมคณะ ๓๐-๕๐ ชีวิต  มีเด็กตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว...

 

๒.

 

                         ‘หนังสือเดินทาง’ ประจำตัวของพ่อ แม่ ลูก จึงถูกประทับเข้าออกในหลายเมืองที่เคยผ่านไป  พร้อมกับลูกต่อเนื่อง  ให้วางแผนเที่ยวอีกหลายเมืองที่อยู่ในเงื่อนไขที่จะไปได้ เช่น อังกฤษ มาเลเซีย เวียดนาม ฯลฯ

                         เที่ยวทำไม?  เดินทางทำไม?  บางทีก็ตอบไม่ได้ว่าแค่ไปดูรู้เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วยตา  แต่ในความรู้สึกลึกๆ ทุกครั้งที่ได้เดินทาง  มักจะพบว่าตัวเองมีความสุข  ปลอดโปร่ง  โล่งใจ  ผ่อนคลาย  มีพลังกายพลังใจเพิ่มขึ้น  ยิ่งเวลาได้เดิน  ได้ดูผู้คน  ได้ดูสถานที่  ได้เห็นอาคารบ้านเรือน  ได้สัมผัสศิลปวัฒนธรรรม  ได้ฟังมัคคุเทศก์เล่าเรื่อง  ได้กินดื่ม  ได้ถ่ายภาพ  ได้จดบันทึก ฯลฯ  รู้สึกเหมือนได้ระลึกชาติอย่างไรอย่างนั้น  หลายต่อหลายชน  หลายต่อหลายชาติ  เหมือนเคยพบเคยเห็นมาก่อนแล้ว  เขาคือมนุษย์ธรรมดาเหมือนเราๆ ท่านๆ นี่แหละ  เพียงแต่เติบโตมาในเบ้าหลอมวัฒนธรรมอันแตกต่างหลากหลาย

                         คนบ้านใกล้เรียนเคียง  คนไทยไปลาว  พูดคุยฟังภาษาลาวพอรู้เรื่อง  แต่พอไปเขมร  ก็อาจสื่อสารกันยาก  ต้องหันไปใช้ภาษาอังกฤษ  และดีไม่ดี  ภาษาอังกฤษเขาจะดีกว่าเสียอีก  (โดยเฉพาะผม) 

                         แต่ก็อย่างที่ว่า  การได้ไปเที่ยวเขมรของผมเหมือนได้ ‘กลับไปเยือนบ้านเก่า’  ทั้งทางภาษา อารมณ์ความรู้สึกและศิลปวัฒนธรรม  ตอนนั่งอยู่ในร้านอาหารที่มีนักท่องเที่ยวนานาชาติ ทั้งผิวขาวผิวดำ ทั้งหน้าแขกหน้าจีน ต่างกลุ่มต่างคณะ  ผมไม่ค่อยชอบนักเมื่อต้องกินข้าวกับผู้คนมากมายนับร้อยนับพัน  นอกจากอาหารไม่ถูกปาก ยังรู้สึกอึดอัดกับการเบียดกัน  บุฟเฟ่ต์ในเขมรนั้น ไปถึงร้านอันดับแรกต้องไปจองโต๊ะที่เป็นคณะตัวเองก่อน  แล้วจึงค่อยไปเข้าแถวตักอาหาร  (ถ้าไม่จองโต๊ะ อาจหาที่นั่งไม่เจอ)

 

๓. 

 

                         อย่างไรก็ตาม  อาหารหลายอย่างที่สุ่มๆ ตักเอาตามที่ต้องตาก็ถูกปากครับ เช่น น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า กินแล้ว เอ...มันรถชาติแถว ‘แขตซแร็น’ นี่นา ยิ่งดูการแสดงพื้นบ้านและฟังเพลงพื้นเมืองของเขาแล้ว 

                         โอ้...เราอยู่แถวบ้านเราเองหรือย่างไร?

 

 

----------------------

(หนังสือที่เธอถือมา : ท่องเท้าเทียวทางต่างสายตา : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม)