
ท่องเท้าเทียวทางต่างสายตา
หนังสือที่เธอถือมา : ท่องเท้าเทียวทางต่างสายตา : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม
๑.
คิดถึงวัยหนุ่ม-ฝันถึงการร่อนเร่พเนจร ค่ำไหนนอนนั่น...
หลายครั้งที่ได้ทำตามฝัน แบบไปแสวงหาความรู้ตามสำนักครูบาอาจารย์ในภูมิภาคต่างๆ ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก ก็เคยได้ไปพึ่งพาที่พักอาศัย ข้าวปลาอาหาร และนานาวิชาความรู้-ความรู้สึก
ส่วนใหญ่ท่องเที่ยวเทียวไปในภาวะเศรษฐกิจส่วนตัวไม่มั่นคง มีเงินใช้แบบขาดๆ เกินๆ อิ่มบ้าง อดบ้าง ตกรถบ้าง กระทั่งความฝันที่จะซื้อจักรยานดีๆ สักคัน แล้วถีบขึ้นเหนือล่องใต้ไปตามลำพังก็ไม่มีปัญญาทำได้ (ไม่ต้องพูดถึงที่ได้ยินอาจารย์ท่านหนึ่ง เดินทางเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย โดยไม่ใช้เงิน นั่นถือว่าจิตใจของอาจารย์ท่านเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก)
อย่างเราก็แค่คนติดเงิน ติดความสะดวกสบาย แค่คนใจไม่ถึงที่อยากจะเป็น ‘นักท่องเที่ยว’ บ้างเท่านั้น ยังไม่ถึงจะเรียกได้ว่า ‘นักเดินทาง’ ด้วยซ้ำ
เมื่อวัยหนุ่มล่วงเลย พลังและโอกาสเช่นนั้นดูเหมือนจะน้อยลง ยิ่งมีครอบครัวยิ่งน่ากลัวจะไม่ได้ขยับขยายไปไหน ไปไหนคนเดียวก็ห่วงบ้าน ไปทั้งครอบครัวก็อาจยุ่งยาก แต่อยู่ๆ ก็ไม่นึกว่าตัวเองจะได้พาครอบครัวไปเที่ยวหลายแห่งได้อย่างสะดวก ทั้ง ฮ่องกง, มาเก๊า, จูไห่, เซินเจิ้น, สะหวันนะเขด, หลวงพระบาง, เวียงจันทน์ กระทั่ง เสียมเรียบ-กัมพูชา
จังหวะและโอกาสนี้ ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากความเป็นครอบครัว มาจากคนในครอบครัวมีความรู้สึกร่วมกันว่า ‘อยากไปเที่ยวกับครอบครัว’ ส่วนหนึ่งเพราะฐานะทางการเงินคล่องตัวขึ้น พ่อกับแม่จึงได้กระเตงลูกชายตัวเล็กๆ ขึ้นเครื่องบิน ลงเรือ โดยสารรถยนต์ ไปกับคณะทัวร์ที่เขามีเส้นทางชัดเจน หลายรายการเด็กเล็กๆ ก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย อย่างน้อยก็ครึ่งราคา แม้เขาจะกินอยู่กับพ่อแม่เพียงน้อยนิดก็ตาม
หลายครั้งในจำนวนผู้ร่วมคณะ ๓๐-๕๐ ชีวิต มีเด็กตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว...
๒.
‘หนังสือเดินทาง’ ประจำตัวของพ่อ แม่ ลูก จึงถูกประทับเข้าออกในหลายเมืองที่เคยผ่านไป พร้อมกับลูกต่อเนื่อง ให้วางแผนเที่ยวอีกหลายเมืองที่อยู่ในเงื่อนไขที่จะไปได้ เช่น อังกฤษ มาเลเซีย เวียดนาม ฯลฯ
เที่ยวทำไม? เดินทางทำไม? บางทีก็ตอบไม่ได้ว่าแค่ไปดูรู้เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วยตา แต่ในความรู้สึกลึกๆ ทุกครั้งที่ได้เดินทาง มักจะพบว่าตัวเองมีความสุข ปลอดโปร่ง โล่งใจ ผ่อนคลาย มีพลังกายพลังใจเพิ่มขึ้น ยิ่งเวลาได้เดิน ได้ดูผู้คน ได้ดูสถานที่ ได้เห็นอาคารบ้านเรือน ได้สัมผัสศิลปวัฒนธรรรม ได้ฟังมัคคุเทศก์เล่าเรื่อง ได้กินดื่ม ได้ถ่ายภาพ ได้จดบันทึก ฯลฯ รู้สึกเหมือนได้ระลึกชาติอย่างไรอย่างนั้น หลายต่อหลายชน หลายต่อหลายชาติ เหมือนเคยพบเคยเห็นมาก่อนแล้ว เขาคือมนุษย์ธรรมดาเหมือนเราๆ ท่านๆ นี่แหละ เพียงแต่เติบโตมาในเบ้าหลอมวัฒนธรรมอันแตกต่างหลากหลาย
คนบ้านใกล้เรียนเคียง คนไทยไปลาว พูดคุยฟังภาษาลาวพอรู้เรื่อง แต่พอไปเขมร ก็อาจสื่อสารกันยาก ต้องหันไปใช้ภาษาอังกฤษ และดีไม่ดี ภาษาอังกฤษเขาจะดีกว่าเสียอีก (โดยเฉพาะผม)
แต่ก็อย่างที่ว่า การได้ไปเที่ยวเขมรของผมเหมือนได้ ‘กลับไปเยือนบ้านเก่า’ ทั้งทางภาษา อารมณ์ความรู้สึกและศิลปวัฒนธรรม ตอนนั่งอยู่ในร้านอาหารที่มีนักท่องเที่ยวนานาชาติ ทั้งผิวขาวผิวดำ ทั้งหน้าแขกหน้าจีน ต่างกลุ่มต่างคณะ ผมไม่ค่อยชอบนักเมื่อต้องกินข้าวกับผู้คนมากมายนับร้อยนับพัน นอกจากอาหารไม่ถูกปาก ยังรู้สึกอึดอัดกับการเบียดกัน บุฟเฟ่ต์ในเขมรนั้น ไปถึงร้านอันดับแรกต้องไปจองโต๊ะที่เป็นคณะตัวเองก่อน แล้วจึงค่อยไปเข้าแถวตักอาหาร (ถ้าไม่จองโต๊ะ อาจหาที่นั่งไม่เจอ)
๓.
อย่างไรก็ตาม อาหารหลายอย่างที่สุ่มๆ ตักเอาตามที่ต้องตาก็ถูกปากครับ เช่น น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า กินแล้ว เอ...มันรถชาติแถว ‘แขตซแร็น’ นี่นา ยิ่งดูการแสดงพื้นบ้านและฟังเพลงพื้นเมืองของเขาแล้ว
โอ้...เราอยู่แถวบ้านเราเองหรือย่างไร?
----------------------
(หนังสือที่เธอถือมา : ท่องเท้าเทียวทางต่างสายตา : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม)



