
'ลูกหนัง'สอน'โจ้'รู้จักทีมเวิร์ก
'ลูกหนัง'สอน'โจ้'รู้จักทีมเวิร์ก : คอลัมน์ขอเวลานอก : โดย...เรื่อง / ศรีพร เหล่าวณิชยา : ภาพ / วัชรชัย คล้ายพงษ์
ความชื่นชอบกีฬาของผู้ชาย (แท้) เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ มักจะเทใจให้ลูกหนังบนสนามหญ้าอย่างหมดใจ เพราะไม่ว่าจะนั่งเชียร์ติดขอบสนามหรือผ่านจอแก้ว หรือแม้แต่พาตัวเองลงไปวิ่งเขี่ยลูกกลมๆ กับก๊วนเพื่อนสนิท ก็กระตุ้นสารเอนโดรฟินให้หลั่งออกมาแบบเต็มสูบได้ไม่แพ้กัน...หนึ่งในนั้นต้องยกให้เจ้าบ่าวป้ายแดง "โจ้" เจษฎา จินดาสุข ผู้จัดการแผนกขายและการตลาด บริษัท บางกอกวัสดุภัณฑ์ จำกัด ผู้จำหน่ายก๊อกน้ำซันวา ที่ปักหมุดให้วันอาทิตย์ยามเย็น เป็นวันที่เขากับเพื่อนๆ จะมารวมตัวกัน เพื่อลงไปวิ่งเรียกเหงื่อในสนามหญ้าเทียม ที่สนามฟุตบอลแฮปปี้ เอฟซี ย่านรัชดา 18
แม้บ้านพักจะอยู่ไกลถึงย่านวรจักร แต่ก็ไม่เป็นปัญหากับการบึ่งรถคู่ใจมาย่านรัชดา ด้วยก๊วนเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ถนัดกับการเตะที่สนามแห่งนี้นั่นเอง
"จริงๆ ผมเล่นกีฬาได้หลายชนิดไม่ว่าจะเป็น บาสเกตบอล เทนนิส แบดมินตัน ปิงปอง แต่เพื่อนผมส่วนใหญ่จะเล่นฟุตบอลกันเป็นหลัก ผมเองชอบเล่นบอลมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนที่เรียนอยู่ชั้นประถมและมัธยม ผมเรียนอยู่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล เลยมีโอกาสได้เตะบอลกับเพื่อนๆ ทุกวัน ตอนนั้นจะเป็นสนามปูนกับลูกบอลพลาสติก พอเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เขามีสนามมีพื้นที่ให้เล่นได้มากขึ้นก็เริ่มเตะบอลในสนามหญ้า แต่พอเข้าสู่วัยทำงานต่างคนต่างยุ่ง เลยค่อนข้างจะนัดยากกว่าจะนัดเพื่อนๆ ให้มาเตะบอลกันได้ บางครั้งต้องมีบังคับขู่เข็นเหมือนกัน (หัวเราะ) แต่ผมจะมีตารางของตัวเองไว้เลย คือ ทุกวันอาทิตย์จะต้องมาเตะบอล" ผู้บริหารหนุ่ม ย้ำจุดยืนของตัวเองอย่างหนักแน่น ก่อนจะขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อวอร์มร่างกายก่อนลงสนาม
ด้วยความที่ชื่นชอบทีมฟุตบอลต่างประเทศ จึงไม่แปลกหากจะมีเสื้อบอลทีมโปรดเอาไว้ในครอบครอง และวันนี้เขาเลือกเสื้อทีมม้าลายจากสโมสรเก่าแก่ของอิตาลี มาเรียกเหงื่อตลอด 2 ชั่วโมงในสนามแห่งนี้ พร้อมด้วยรองเท้าสตั๊ดคู่ใจที่มีเพียงคู่เดียวในครอบครอง
"ผมชอบดูบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ซึ่งทีมโปรดของผมคือทีมเชลซี ส่วนใหญ่จะดูทางโทรทัศน์เป็นหลัก ถึงผมจะดูบ่อยแต่ก็ไม่ได้จำเทคนิคการเตะของใครมาใช้ เพราะผมอาศัยการเตะบอลเป็นการออกกำลังกายมากกว่า ตอนเด็กๆ ผมเป็นโรคภูมิแพ้เป็นหวัดง่ายมาก แต่พอมีโอกาสได้ออกกำลังกายบ่อยๆ ร่างกายก็รู้สึกแข็งแรงขึ้น ทำอะไรก็กระฉับกระเฉงไม่เหนื่อยง่ายด้วย ช่วงแรกๆ ของการเริ่มทำงานไม่ได้ออกกำลังกายเลย ตอนนั้นรู้สึกเลยว่าร่างกายเริ่มอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด เลยต้องฝึกวินัยตัวเองว่าจะต้องออกกำลังกายทุกอาทิตย์ ก่อนที่ผมจะมาช่วยกิจการของครอบครัว ผมทำงานธนาคารมาก่อน ช่วงนั้นจะเข้าฟิตเนสทุกวันพยายามทำให้เป็นนิสัย แต่พอมาช่วยงานที่บ้านไม่ค่อยจะได้ไปฟิตเนสเริ่มขี้เกียจ" โจ้เล่าพร้อมหัวเราะร่วน แล้วก็ขอวอร์มร่างกายในสนามเพื่อเตรียมความพร้อม
ยืดเส้นยืดสายอยู่พักใหญ่ ระหว่างรอเพื่อนๆ รวมตัวกันครบทีม หนุ่มโจ้ก็มานั่งคุยกับเราข้างสนามต่อว่า ไม่ว่าจะเล่นกีฬาชนิดไหน ก่อนที่จะให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ออกกำลังอย่างหนัก ต้องไม่ลืมวอร์มร่างกายก่อนเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายอาทิตย์ละครั้ง หรือคนที่นานๆ ออกกำลังที เพราะหากกล้ามเนื้อไม่พร้อมรับศึกหนักอาจเกิดการบาดเจ็บได้ ที่สำคัญจะเหนื่อยง่ายและหมดสนุกก่อนหมดเวลา
"ผมชอบเล่นฟุตบอลที่สนามหญ้าไม่ว่าจะหญ้าจริงหรือหญ้าปลอม เพราะเวลาวิ่งบนหญ้าจะรู้สึกนุ่มเท้ากว่าพื้นปูน แล้วรองเท้าสตั๊ดที่ใส่ก็รองรับแรงกระแทกได้ดีกว่าด้วย ส่วนใหญ่ผมจะเล่นกันประมาณ 2 ชั่วโมง แต่เล่นแบบสนุกๆ ไม่ได้มีการแข่งขันอะไร ทุกคนที่มาเล่นส่วนใหญ่เป็นเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยรู้จักกันหมด เวลาเล่นแล้วเกิดการปะทะกัน เจ็บนิดหน่อยก็ต้องขอโทษทุกครั้ง ส่วนตัวผมจะไม่เตะบอลกับคนที่ไม่รู้จัก เพราะถ้าเกิดการปะทะกันอาจจะเป็นอารมณ์ขึ้นมาได้ แต่ถ้าเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยก็จะรู้กันว่าไม่ได้ตั้งใจแค่ขอโทษก็จบ" พูดจบก็ขอตัวลงสนามไปเขี่ยลูกกลมๆ กับเพื่อนอย่างสนุกสนานทันที
ด้วยเล่นในตำแหน่งปีกหน้ากองกลาง จึงเป็นตำแหน่งที่เพื่อนๆ จะส่งบอลมาให้เขาเตะทำประตู เพียงไม่กี่นาทีที่วิ่งอยู่ในสนามก็เรียกเหงื่อได้ไม่น้อยเลยทีเดียว สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ถึงความสุขจากการเล่นบอลนั่นคือ "เสียงหัวเราะ" ที่มักจะเล็ดลอดออกมากระทบโสดประสาท ของผู้นั่งชมข้างสนามอยู่บ่อยครั้ง ตอกย้ำคำพูดของหนุ่มโจ้ได้อย่างไร้ที่ติ
"การเล่นฟุตบอลสำหรับผมถือเป็นอีกสังคมหนึ่ง เพราะถ้าเราจบจากมหาวิทยาลัยแล้ว ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำงาน แต่ถ้าเรามีกิจกรรมอะไรที่ทำร่วมกัน เพื่อนๆ ก็จะมีโอกาสได้มาเจอกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ หรือแม้แต่ให้ความช่วยเหลือกัน ผมว่าเป็นอีกหนึ่งสังคมที่ดีทีเดียว นอกจากจะได้เจอเพื่อนๆ แล้วยังได้เผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายออกไปด้วย เพราะผมเป็นคนอ้วนง่ายมาก อีกอย่างพอเราเล่นไปได้สักพักเริ่มเหนื่อย หัวสมองจะไม่คิดอะไรเหมือนมีความสุขกับเกม เพราะเราเล่นแบบไม่กดดันด้วย แต่ถ้าเหนื่อยมากจนวิ่งไม่ไหวผมจะเปลี่ยนเป็นผู้รักษาประตูแทน" ทายาทก๊อกน้ำซันวารุ่นที่ 3 คุยอย่างอารมณ์ดี
แม้เหตุผลหลักที่หนุ่มโจ้เลือกเล่นฟุตบอล คือ การออกกำลังกาย แต่ผลพลอยได้ที่เขาได้รับจากการลงสนาม คือ สอนให้เขารู้จักทำงานเป็นทีม เพราะความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาเพียงคนเดียว แต่มาจากความร่วมมือร่วมใจกันของคนในทีมเป็นสำคัญ
ฟุตบอลสอนอะไรผมหลายอย่างมาก เพราะเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีมคนเยอะๆ ด้วยในหนึ่งทีม แล้วคุณเองก็เป็นส่วนหนึ่งในทีมนั้น เขาสอนให้เราเป็นส่วนหนึ่งในทีม ไม่ได้สอนให้เราเก่งคนเดียวที่จะทำให้ทีมชนะได้ ทุกอย่างมันต้องเกิดขึ้นเป็นทีม ต้องรู้จักเสียสละและให้อภัยกัน สมมุติวันนี้เราเล่นดีไปว่าเพื่อนคนที่เขาเล่นไม่ดี แล้ววันต่อไปเราเกิดเล่นไม่ดีขึ้นมาบ้างมันก็เป็นไปได้ การที่เราได้เหมือนมีส่วนร่วมกับสังคมเล็กๆ แบบนี้ตั้งแต่เด็ก ทำให้เราได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน การฝึกฝนร่วมกัน การทำงานร่วมกันเป็นทีม ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเด็กที่จะพัฒนาและโตขึ้นมาในสังคมปัจจุบันนี้ และส่วนนี้ผมก็นำมาปรับใช้กับการทำงาน ในเรื่องของทักษะการรู้จักคุยแบ่งปัน และอยู่ร่วมกันเป็นทีม เพื่อที่เราจะได้ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น" หนุ่มรักกีฬาลูกหนัง ให้แง่คิด
หลังจากเข้ามาช่วยกิจการของครอบครัวได้ 4 ปี ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกขายและการตลาดผลิตภัณฑ์ซันวา และรับผิดชอบฝ่ายขายภายในประเทศไทยทั้งหมด แม้จะเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดอย่างหนัก แต่เขาก็ต้องพยายามเรียนรู้และหาข้อมูลของตลาดโดยรวม เพื่อปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด
"การเป็นผู้บริหารบริษัทต้องเข้าใจคนทำงาน เข้าใจงานที่ทำ เข้าใจตลาดที่เรามี และต้องพยายามใช้คนไปทำงานในที่ที่เราต้องการ ค่อนข้างยากในการบริหารคน เพราะเราไม่สามารถลงไปทำเองทุกอย่างได้ เนื่องจากสโคปงานมันกว้างมาก การเลือกคนให้เหมาะกับงานสำคัญมาก เพราะเวลาการค้าขายของบ้านเราไม่เหมือนกับต่างประเทศ คือ คุยธุรกิจอย่างเดียวจบ แต่ของเราจะมีเรื่องความสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมากจะทำให้การดำเนินธุรกิจของเราไปได้คล่องขึ้นด้วย" ผู้บริหารรุ่นใหม่ ปิดท้ายการสนทนา ก่อนจะวิ่งลงสนามฟาดแข้งกับเพื่อนๆ อีกครั้ง
......................................
('ลูกหนัง'สอน'โจ้'รู้จักทีมเวิร์ก : คอลัมน์ขอเวลานอก : โดย...เรื่อง / ศรีพร เหล่าวณิชยา : ภาพ / วัชรชัย คล้ายพงษ์)



