
ร้อนจัด!กระทบสวนลิ้นจี่เสียหายกว่า50%
เชียงใหม่อากาศร้อนจัด! กระทบสวนลิ้นจี่เสียหายแล้วกว่า 50% ขณะเดียวกันต้องแบกรับภาระค่าต้นทุนในการสูบน้ำเลี้ยงต้นลิ้นจี่ วอน 'รบ.' เข้าช่วยเหลือ
29 มี.ค.56 นายอดุลย์ชัย อินต๊ะขาว ประธานสหกรณ์กลุ่มผู้ปลูกลิ้นจี่จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงสภาพอากาศที่ร้อนจัดในพื้นที่ภาคเหนือ ส่งผลให้ต้นลิ้นจี่ของสมาชิกเริ่มได้รับความเสียหายแล้ว กว่า 50% จากผลผลิตที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดกว่า 6 หมื่นตัน เนื่องจากอากาศที่ร้อนส่งผลให้ลิ้นจี่ไม่ติดลูก หรือบ้างต้นติดลูกแล้วแต่ทนสภาพอากาศไม่ได้จนล่วงล้นเสียหาย ประกอบกับในช่วงนี้ในพื้นที่สถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีปริมาณที่จำกัด ทำให้เกษตรกรจะต้องมีการแบ่งเวร เพื่อแบ่งน้ำไปเลี้ยงต้นลำไย และลิ้นจี่ในช่วงนี้ ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีการจัดสรรแหล่งน้ำมาเพิ่มเพื่อหล่อเลี้ยงต้นลิ้นจี่ ด้วยการฉีดพ่นละอองน้ำ ให้บ่อยขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในการปลูกในปีนี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ทั้งนี้ลิ้นจี่จะสามารถเติบโตได้ดีในอากาศเย็น และไม่มีอากาศร้อนจัดคืออุณหภูมิตํ่ากว่า 40 องศาเซลเซียส และในช่วงก่อนดอกต้องการอุณหภูมิตํ่ากว่า 15 องศาเซลเซียส แต่หากอุณหภูมิสูงเกิน40องศาเซลเซียส จะทําให้ผลแห้งและแตกได้ ซึ่งในช่วงนี้เป็นช่วงที่เกษตรกรจะต้องมีการเฝ้าระวัง และต้องรอดูไปจนถึงช่วงปลายเดือนเมษายน ว่าจะมีผลผลิตตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่
นายอดุลย์ชัย กล่าวต่อว่า ในการปลูกลิ้นจี่ในช่วงนี้ของเกษตรกร มีความเสี่ยงสูงทั้งในเรื่องของสภาพอากาศที่แปรปรวน เรื่องของภัยแล้ง และเรื่องของภัยธรรมชาติที่จะต้องเฝ้าระวัง ขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนต้องเผชิญกับปัญหาในเรื่องของราคาที่ตกต่ำเมื่อผลผลิตออกสู่ท้องตลาด ซึ่งปัญหาดังกล่าวทางกลุ่มเกษตรกร ได้ดำเนินการเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วแต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด เกษตรกรจึงต้องแบกรับภาระทั้งหมดไว้ พร้อมทั้งขอให้รัฐบาล เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเรื่องของราคาผลผลิตทางการเกษตร ที่ยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
ขณะที่ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ เตือนเกษตกร ที่ปลูกลำไย ลิ้นจี่ ที่อยู่ในช่วงระยะเจริญเติบโต ให้ดูแลให้น้ำอย่างเหมาะสม เพราะหากได้รับน้ำไม่ เพียงพอจะท่าให้ผลผลิตด้อยคุณภาพ รวมทั้งในช่วงระยะนี้ ความกดอากาศตาจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทําให้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยมีอากาศร้อน ถึงร้อนจัดบ้างพื้นที่ โดยเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง วัดได้ 41.2 องศาเซลเซียส และคาดว่าในช่วงเดือนเมษายน เป็นต้นไปภาคเหนือทุกจังหวัด มีแนวโน้มอุณหภูมิ เฉลี่ยอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส เตือนประชาชนให้งดอยู่กลางแจ้งนานๆเสี่ยงต่อการป่วยเป็นลมแดด
ชัยภูมิ-น้ำเขื่อนลำปะทาวลดฮวบ คาดแล้งนานถึงพฤษภาคม
นายพรศักดิ์ เจียรณัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ กล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้งว่า พื้นที่การปลูกข้าวนาปรังทั้งหมดกว่า 170,000 ไร่ เริ่มได้รับความเสียหายรวมกว่า 49 ล้านบาท ได้สั่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดมจัดหารถบรรทุกน้ำแจกช่วยราษฎรในทุกพื้นที่ 16 อำเภอ กว่า 20,000 ครอบครัว กว่า 1,200 เที่ยว
ส่วนต้นทุนสำรองน้ำดิบของการประปาชัยภูมิที่ยังเหลือต้นทุนน้ำสำรองจากเขื่อนลำปะทาวทั้ง 2 ตอน จากความจุ 44 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 25 ล้าน ลบ.ม. เหลือน้ำที่จะปล่อยให้ผลิตน้ำประปาของ อ.เมืองชัยภูมิได้อีกไม่ถึง 6 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น ที่คาดว่าจะยังพอช่วยเหลือด้านประปาผ่าภัยแล้งปีนี้ไปได้ถึงเดือน พ.ค.นี้ จึงขอให้ทุกคนช่วยกันประหยัดน้ำให้มากที่สุด
ทั้งนี้การประปาชัยภูมิ จำเป็นต้องลดการจ่ายแรงดันน้ำให้น้อยลง ซึ่งบางครั้งในช่วงเวลา ตั้งแต่ 22.00 น.-07.00 น.ของทุกวันอาจจะมีน้ำไหลน้อย หรือหยุดไหลในบางช่วงได้ ก็ขอให้ประชาชนทุกพื้นที่เตรียมตัวหากช่วงที่น้ำไหลก็รีบเปิดกักเก็บไว้ภาชนะต่างๆสำรองไว้ก่อน เพื่อจะได้ไม่เดือดร้อน
สุราษฎร์ธานีแล้งจัด! กปภ.พะงันจ่ายน้ำตามช่วงเวลา
นายวุฒิพร บุญดี ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยถึงสถารการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ว่า ขณะนี้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาเกาะพะงัน มีความจำเป็นต้องจ่ายน้ำประปาเป็นช่วงเวลา เนื่องจากประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงและเกิดภัยแล้งบนพื้นที่เกาะพะงัน ทำให้ปริมาณน้ำดิบมีน้อยไม่เพียงพอที่จะจ่ายน้ำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเกาะพะงัน จึงจ่ายน้ำและให้บริการแก่ผู้ใช้น้ำเป็นเวลา คือตั้งแต่ชุมชนท้องศาลา ชุมชนหน้าเทศบาลตำบลเกาะพะงัน วกตุ่ม ศรีธนู ชุมชนหาดริ้น จ่ายน้ำได้ในช่วงเช้าเวลา 05.00 - 10.00 น. ช่วงเย็นเวลา 17.00 - 21.00 น. ทั้งนี้หากมีฝนตกหรือปริมาณน้ำฝนเพียงพอ ทางการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเกาะพะงันจะจ่ายน้ำเป็นปกติทันที
ขณะเดียวกัน การประปาส่วนภูมิภาคสาขาสุราษฎร์ธานี จะทำการประสานท่อ ขนาด 110 มิลลิเมตร ณ บริเวณสถานที่ก่อสร้าง หมู่ที่ 2 ถ.ราษฎร์พัฒนา ต.วัดประดู่ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จึงมีความจำเป็นต้องงดจ่ายน้ำประปาเป็นการชั่วคราว เพื่อทำการตัดประสานท่อจ่ายน้ำที่วางใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้น้ำประปาในพื้นที่บริเวณถนนราษฎร์พัฒนา หมู่บ้านรินทองและหมู่บ้านธาราศิริ น้ำประปาไม่ไหลชั่วคราวในวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2556 นี้ ตั้งแต่เวลา 10.30 น. จนถึงเวลา ประมาณ 15.00 น. ของวันเดียวกัน
นครศรีฯคลองหลักน้ำแห้งขอด หวั่นกระทบไฟป่าควนเคร็ง
สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่นครศรีธรรมราชส่อเค้ารุนแรง ล่าสุดจากการตรวจสอบ เมื่อ 29 มี.ค.56 พบว่า ปริมาณน้ำที่อยู่ในลำคลองบริเวณคลองบ้านตูล หมู่ที่1ตำบลบ้านตูล อำเภอชะอวดเริ่มแห้งขอด จนเห็นสันทรายอยู่กลางแม่น้ำ ส่งผลให้ชาวบ้านหลายหมู่บ้านได้รับความความเดือดร้อนไม่มีน้ำในพื้นที่ทำการเกษตรจำนวนหลายพันไร่และกำลังส่งผลกระทบกับป่าพรุควนเคร็ง
ขณะที่นายอั้น รักษาชล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านตูล เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำในลำคลองบางแห่งแห้งขอดจนเห็นสันทรายเป็นแนวยาว คาดว่าหากฝนยังไม่ตกลงมาในช่วงนี้ จะทำให้น้ำแห้งตลอดทั้งลำคลอง ขณะที่ผลกระทบจากน้ำแห้งขอดส่งผลให้น้ำบ่อของชาวบ้านแห้งตามไปด้วย ขณะนี้ชาวบ้านหลายครัวเรือนเริ่มประสบปัญหาน้ำกินน้ำใช้กันบ้างแล้ว
นายอั้นแสดงความเป็นห่วงว่า ที่สำคัญลำคลองสายดังกล่าว ถือเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญ เพราะเป็นสายน้ำที่อยู่ในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง ใช้หล่อเลี้ยงรักษาความชุ่มชื้นของดินในป่าพรุ หากสถานการณ์ยังเป็นอยู่อย่างนี้จะทำให้พื้นที่ป่าพรุแห้งอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลให้เกิดไฟป่าได้ นอกจากนี้ สายน้ำดังกล่าวยังเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ป้องกันไฟป่าในช่วงปีที่ผ่านมาด้วย จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดูแล โดยการขุดลอกคลองให้มีขนาดความลึกมากกว่าเดิม เพราะจะทำให้สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้นานมากขึ้น
รองพ่อเมืองลำพูน เร่งแก้ปัญหา 'แม่น้ำกวง' เน่าเสีย
นายนาวิน สินธุสอาด รองผู้ว่าราชการ จ.ลำพูน เปิดเผยว่า สภาพแม่น้ำกวงที่ จ.ลำพูน จากสถานีวัดระดับน้ำ กรมชลประทาน สถานี P.5 เชิงสะพานท่านาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ลำพูน วันที่ 29 มีนาคม ระดับน้ำอยู่ที่ 2.18 เมตร ปริมาณน้ำ 0.66 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จากสภาพน้ำปกติระดับตลิ่ง 5.00 เมตร และความจุลำน้ำ 140 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ขณะที่ต้นน้ำคือสถานี P.81 อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ มีระดับอยู่ที่ 1.00 เมตร ปริมาณน้ำ 2.44 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จากปกติระดับตลิ่งอยู่ที่ 5.80 เมตร ความจุลำน้ำ 110 ลูกบาศก์เมตร/วินาที
สถานการณ์แม่น้ำกวง ณ เวลานี้ภาพโดยรวมจะสังเกตุว่าเริ่มมีผักตบชวาลอยเต็มผิวลำน้ำที่ไหลผ่านจากตั้งแต่ ต.เหมืองง่า ต.บ้านกลาง ต.เวียงยอง ต.ในเมือง ต.ต้นธง อ.เมือง และสิ้นสุดที่ ต.ป่าซาง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร ส่งผลให้สภาพแวดล้อมเสียหาย ประชาชนผู้อยู่อาศัยตามบ้านเรื่อน ผู้ประกอบการร้านอาหาร อาคารพาณิชย์ต่างได้รับความเดือดร้อน น้ำนิ่งไม่ไหลไม่มีออกซิเจนอาจส่งผลให้ปลาตายได้โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองลำพูน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมและการท่องเที่ยว มีประชาชนเดินทางไปมามาก
สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการแอบลักลอบทิ้งของเสียอาทิเศษอาหาร สิ่งปฎิกูล ซากพืช ลงสู่แม่น้ำกวง บางแห่งไม่พบว่ามีการจัดระบบกำจัดน้ำเสียที่ถูกต้อง ไม่ผ่านกระบวนการบำบัดน้ำเสีย ยอมรับเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานาน ถึงแม้ว่าจะมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรท้องถิ่นและกลุ่มองค์กรเอกชนพยายามที่จะรวมตัวแก้ปัญหาแล้วก็ตาม ล่าสุดเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา จ.ลำพูนได้มีการบูรณาการร่วมกันในการกำจัดผักตบชวาที่นับวันจะแพร่พันธุ์กระจายเต็มพื้นที่แม่น้ำกวง เริ่มตั้งแต่บริเวณฝายบ้านวังยู้ ถึงสวนสาธารณะเชิงสะพานท่าขาม ต.ในเมือง อ.เมือง พร้อมขอความร่วมมือร่วมกันรักษาแม่น้ำกวง งดปล่อยของเสีย และ นำผักตบชวาที่ได้ไปแปรรูปเป็นปุ๋ย
สำหรับในปี 2556 ทราบปัญหาแม่น้ำกวงมาจากหลายฝ่ายแล้ว อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าจะเชิญผู้บริหารทั้งจากเทศบาลเมืองลำพูน ทต.เหมืองง่า ทต.บ้านกลาง ทต.เวียงยอง ทต.ต้นธง ทต.ป่าซาง ตลอดจนหน่วยงานและกลุ่มองค์กรที่เกี่ยวข้อง ประชุมหารือแนวทางการแก้ไขและป้องกันแม่น้ำกวงให้โดยเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด เนื่องจากต้องจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมทั้งงบประมาณ และอุปกรณ์ที่จะต้องดำเนินการ เพราะจากสภาพน้ำที่มีสีดำ มีกลิ่นเหม็นส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมรวมทั้งปลาพันธุ์ต่างๆ ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจริง พร้อมทั้งขอเตือนไปยังประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกวงเลี่ยงการเล่นน้ำ เพราะอาจเกิดอาการแพ้ มีผื่นแดงตามมาได้
-------------------------------------------
(ภาพจาก : แฟ้มข่าว)



