ไลฟ์สไตล์

ถอดรหัสเป็น'ยุทธศาสตร์การศึกษา'

ถอดรหัสเป็น'ยุทธศาสตร์การศึกษา'

28 มี.ค. 2556

ตะลุย 3 ภาคระดมทุกความเห็น ถอดรหัสเป็น'ยุทธศาสตร์การศึกษา'

                เมื่อสถานการณ์ต่างๆ รอบตัว ต้อนให้การศึกษาไทย จนมุม ไม่สามารถเดินหน้าจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพต่อได้หากไม่มีการปรับตัว   สภาการศึกษาจึง ขันอาสา มาจัดทำ พิมพ์เขียว สำหรับพัฒนาการศึกษาในช่วง 5 ปีนับจากนี้  อย่างไรก็ตาม สภาการศึกษาต้องการให้พิมพ์เขียวนี้ ก่อร่างสร้างขึ้นบนการมีส่วนร่วม จึงกำหนดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็น 5 ภาค และหลังจากตะลุยไปได้ 4 ภาคแล้ว พบเจอหลายความเห็นที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย ซึ่งเมื่อ ถอดรหัส ทุกความคิดออกมาใช้แล้ว พิมพ์เขียว ที่ยกร่างขึ้นจะมิเพียงแต่เหมาะสม แต่ยังสะท้อนความต้องการของทุกภาคส่วนในแวดวงการศึกษาได้

               เหตุผล 2 ข้อหลัก ที่ทำให้ สภาการศึกษา ตัดสินใจยกร่าง พิมพ์เขียว ในการจัดการศึกษาชาติ หรือ ยุทธศาสตร์การศึกษา พ.ศ. 2556-2558 ขึ้นมาอย่างเร่งด่วนเพื่อประกาศใช้ได้ทันปีนี้ได้รับการอธิบายจาก ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา ว่า ประการแรก ไทยจำเป็นต้องมีแผนการศึกษาชาติฉบับใหม่แทนฉบับเก่าที่ใช้มานานแล้ว ยิ่งในช่วงนี้ไทยกำลังถูก รุมเร้า จากปัญหานานัปการซึ่งฉุดรั้งให้คุณภาพการศึกษาไทยถดถอยลง สะท้อนชัดจากตำแหน่งที่อยู่ในการประเมินระดับนานาชาติต่างๆ เช่น การประเมิน PISA ซึ่งไทยอยู่ในกลุ่มเกือบรั้งท้าย

               ส่วนอีกประการนั้น โลกในศตวรรษที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีเหตุการณ์สำคัญๆ รออยู่ข้างหน้า รวมถึงการเข้าร่วมประชาคมอาเซียนในปี 2558 ด้วย ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ประกาศนโยบาย  ยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ซึ่งมีเรื่องการศึกษาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ปัจจัยเหล่านี้ ต้อน ให้การศึกษาชาติถึงจุดที่จำเป็นต้องปรับตัว สภาการศึกษาจึงรับหน้าที่ยกร่าง ยุทธศาสตร์การศึกษา ขึ้นเพื่อทำทางเดินใหม่ ให้หน่วยงานการศึกษาต่างๆ นำไปใช้เป็นแนวทาง

               อย่างไรก็ตาม ดร.ศศิธารา ต้องการให้พิมพ์เขียวใหม่นี้ ก่อร่างสร้างขึ้นบนการมีส่วนร่วม จึงกำหนดให้มีเวที เก็บเกี่ยวความเห็นจากทั่วประเทศ เริ่มเปิดฟลอร์ที่กรุงเทพฯ เมื่อ 14 มกราคม ที่ผ่านมา แล้วตลอด 3 เดือนจากนั้นก็ตะลุยจัดเวทีรับฟังความเห็น 3 ภาค เริ่มจากเชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต นั่นทำให้ประจักษ์ในความจริงอีกข้อว่า ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาที่ดี ต้องสามารถเติมเต็ม ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และบ่อยครั้งที่ความต้องการของพวกเขาเป็นสิ่งที่เหนือความหมาย ทางหนึ่งที่จะรับรู้ได้ ก็มาจากการเปิดเวทีรับฟังความเห็น

               ดร.ศศิธารา บอกว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคจะแบ่งเป็น 7 กลุ่มย่อย ล้อตาม 7 ด้านของยุทธศาสตร์การศึกษา ได้แก่ 1.การพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2.การสร้างโอกาสและกระจายโอกาสทางการศึกษา 3.การปฏิรูปครู 4.การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน 5.การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา 6.การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างทุนปัญญาของชาติ และ 7.การเพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน

               ทุกๆ เวที จะมีการแสดงความคิดที่หลากหลายในแต่ละกลุ่มย่อย และบางข้อเสนอก็เป็นสิ่งที่เราคิดไม่ถึง ดร.ศศิธารา ยกตัวอย่างว่า อย่างความเห็นเรื่องการขยายโอกาสทางการศึกษาของเวทีภาคใต้และภาคอีสานนั้นน่าสนใจมาก เพราะพบว่า แม้การเรียนฟรีเป็นที่พอใจของทุกๆ คน แต่ไม่น่าเชื่อว่า เด็กจำนวนมากโดยเฉพาะนักเรียนระดับประถมศึกษาจำนวนมากยังต้องการทุนการศึกษาด้วย ที่น่าแปลกใจสุด คือ ในเรื่องการจัดการศึกษาสายอาชีพนั้น หลายความเห็นไม่ต้องการให้มากำหนดสัดส่วนสายอาชีพ-สายสามัญ แต่ต้องการให้เร่งพัฒนาคุณภาพวิทยาลัยอาชีวะมากกว่า

                ยังมีข้อเสนอที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น เสนอให้ฟื้นกรมวิชาการขึ้นมาอีกครั้งเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา รวมทั้งเสนอให้มีการทบทวนแผนการผลิตและพัฒนาครูโดยจำกัดผู้เรียนสายครูเพื่อให้สมดุลกับตำแหน่งงานที่มี ไม่ปล่อยให้เรียนจนล้นตลาด มีผู้ช่วยครูเพื่อให้ครูตัวจริงสอนได้มีประสิทธิภาพขึ้น ปลดหนี้ที่กู้มาเรียนให้แก่ครูบรรจุใหม่เพื่อให้ครูใหม่ใช้ชีวิตอยู่ได้ นอกจากนั้น ยังต้องการให้ขยายการใช้ประโยชน์แท็บเล็ตที่แจกนักเรียนไปถึงผู้ปกครองด้วย เวทีภาคอีสานนั้น ยังเน้นหนักพูดเรื่องค่าใช้จ่ายรายหัวกันมาก อยากให้มีการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายรายหัว ซึ่งสอดคล้องลักษณะพื้นฐานของพื้นที่ภาคอีสานซึ่งมีโรงเรียนขนาดเล็กอีกจำนวนมาก 

               ดร.ศศิธารา บอกว่า ยังเหลือเวทีรับฟังความเห็นครั้งสุดท้ายที่ จ.เพชรบุรี ในวันที่ 28 มีนาคมนี้ และความเห็นอันหลากหลายที่ได้มานั้น จะนำมา ถอดรหัสแล้วใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับปรับปรุงร่างยุทธศาสตร์ให้สมบูรณ์ขึ้น อาทิ อาจกำหนดไว้ในกรอบยุทธศาสตร์เรื่องการขยายโอกาสทางการศึกษา ให้มีทุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจนทุกระดับ หรือให้มีการปรับอัตราค่าใช้จ่ายรายหัวใหม่ให้เหมาะสมขึ้น

               "การเปิดเวทีรับฟังความคิดเพื่อดึงให้ทุกฝ่ายมามีส่วนร่วมในการจัดทำยุทธศาสตร์การศึกษา พ.ศ. 2556-2558 จะทำให้พิมพ์เขียวฉบับนี้เป็นที่ยอมรับของทุกคนในประเทศ ขณะเดียวกัน เวทีที่โคราชยังได้เชิญองค์กรระหว่างประเทศ คือ ยูเนสโก และโออีซีดีมามีส่วนร่วมในการทำยุทธศาสตร์นี้ด้วย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับของนานาชาติถึงความตั้งใจในการพัฒนาการศึกษาชาติ ร่างยุทธศาสตร์ฯ จะจัดทำเสร็จในเดือนมีนาคม จากนั้นก็นำเข้าพิจารณาในบอร์ดสภาการศึกษา ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานเพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยตั้งเป้าว่า ร่างยุทธศาสตร์นี้จะสามารถประกาศใช้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้" ดร.ศศิธารา กล่าว

               เมื่อพิมพ์เขียวฉบับนี้คลอดแล้ว ดร.ศศิธารา ทิ้งท้ายว่า สกศ.จะแถมให้ ด้วยการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในสองสามเรื่องในช่วง 5-6 เดือนก่อนสิ้นปีงบประมาณ เช่น เรื่องการเตรียมคนรองรับประชาคมอาเซียน โดยสภาการศึกษาจะจัดทำกรอบสมรรถนะ หรือ สเปกของครูวิชาต่างๆ ขึ้นมา ทั้งสายสังคมและวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนครูระหว่างประเทศในอาเซียน รวมทั้ง จะมีการร่วมมือกับโออีซีดีสร้างความเข้าใจให้หน่วยงานการศึกษา สถานศึกษา รู้ว่าการประเมิน PISA นั้น ต้องทำอย่างไร ออกเป็นแนวทางให้โรงเรียนนำไปใช้เพื่อเตรียมตัวรับการประเมิน PISA เพราะส่วนหนึ่งที่ประเทศไทยได้คะแนนน้อย มาจากการที่ครู ผู้บริหาร ไม่เข้าใจว่า PISA คืออะไร และประเมินจากอะไรบ้าง

               ทั้งนี้ สภาการศึกษา คาดหวังว่า ยุทธศาสตร์การศึกษา พ.ศ. 2556-2558 จะสามารถช่วยนำทางให้หน่วยงานการศึกษา สถานศึกษา เดินหน้าปรับปรุงช่องโหว่ต่างๆ และพัฒนาจุดแข็งของตัวเอง เพื่อไปสู่การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้ โดยมีการตั้งเป้าหมายท้าทาย คือ อับดับท็อป 20 ในการประเมิน PISA ครั้งหน้า