ไลฟ์สไตล์

พระนักอนุรักษ์
'กิจของสงฆ์' ที่สืบมาแต่พุทธกาล

พระนักอนุรักษ์ 'กิจของสงฆ์' ที่สืบมาแต่พุทธกาล

04 มิ.ย. 2552

"อารามโรปา วะนะโรปา เย ชะนา เสตุการะกา ปะปัญจะ อุทะปาณัญจะ เย ทะทันติ อุปัสสะยัง เดสัง ทิวา รัตโต จะ สะทา ปุญญัง ปวัฑฒะติ ธัมมัฏฐา สีละสัมปันนนา เต ชะนา สัคคคามิโน"

 พระคาถาข้างต้นนี้ หมายความว่า “คนที่ปลูกต้นไม้ สร้างป่า รักษาป่า ย่อมมีความสุข ขณะที่มีชีวิตอยู่  ตายไปก็จะได้ขึ้นสวรรค์”

 แนวคิดตามความในพระคาถานี้ ซึมซับในจิตวิญญาณ และตกผลึกเป็นอุดมการณ์ของ พระสงฆ์ กับ ป่า ที่ผูกพันแน่นแฟ้น นับแต่ครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกผนวช บำเพ็ญเพียร ตรัสรู้บรรลุธรรมสูงสุด ท่ามกลางพงไพร ทรงยกย่องให้ป่าไม้เป็นอาจารย์ของพระองค์

 ผู้ใดรักษาป่าผู้นั้นปฏิบัติธรรม เพราะผืนป่ามีคุณูปการต่อสรรพชีวิต ได้พึ่งพิงทั้งแหล่งน้ำ อาหาร สมุนไพรรักษาโรค ฯลฯ เป็นความเมตตาเกื้อกูลที่มอบให้แก่มวลมนุษยชาติ

   “คม ชัด ลึก” ได้รวบรวมบางส่วนของพระนักอนุรักษ์ที่มีผลงานโดดเด่น ซึ่งทุกรูปล้วนได้รับ รางวัลลูกโลกสีเขียว  เป็นเครื่องการันตีในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

 โดยแต่ละรูปต่างมีฉายาในการทำงาน เพื่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มขึ้นมาอีกฉายาหนึ่ง เช่น พระที่เป็นเกจิอาจารย์ มักจะได้รับนิมนต์ไปในพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคลเป็นประจำ คือ พระครูปราสาทพรหมคุณ หรือ หลวงปู่หงษ์ ของชาว ต.สมุด อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ โดยได้รับฉายาว่า “พระผู้สร้างผืนป่า รักษาธรรม”

 แม้จะล่วงเข้าสู่วัย ๘๐ปี แต่ท่านก็ยังเทศนาด้วยน้ำเสียงที่สดใส ท่วงทำนองจับใจ ญาติโยมที่มากราบไหว้จะคุ้นเคยกับใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เปี่ยมด้วยความกรุณาปรานี และคำแนะนำที่ช่วยคลี่คลายปัญหาต่างๆ

 แต่เรื่องสนทนาที่ถูกใจหลวงปู่มากที่สุด คือ ธรรมชาติ และ ป่าไม้ ทั้งนี้ ท่านได้ปลูกป่าทั้งในบริเวณวัด และพื้นที่สุสานหนองมนต์ จนกลายเป็นป่าผืนใหญ่

 ในขณะที่ พระประจักษ์ ธัมมปทีโป วัดเชรษฐพลภูลังกา ต.ดงบัง อ.บึงโขงหลง จ.หนองคาย ได้รับฉายาว่า “วีรบุรุษแห่งป่าดงใหญ่”

 หลวงพ่อประจักษ์หาต้นกล้ายางนามาเพาะปลูกทุกปี   ปีละราว ๖๐๐-๗๐๐ ต้น หลายปีเข้าก็นับเป็นหมื่นต้น โดยปลูกเสริมตามบริเวณป่าเสื่อมโทรม และปลูกเป็นแนวกันชน ระหว่างสวนยางพาราของชาวบ้าน กับเชิงเทือกเขาภูลังกา

 มีชาวบ้านหลายหมู่บ้าน รวมทั้งกลุ่มเยาวชนจากบ้านต่อเรือ บ้านหนองไผ่ บ้านโนนสวาท เป็นต้น ต่างก็มาช่วยกันดูแลรักษาต้นไม้ เพาะปลูกและอนุรักษ์ป่าดั้งเดิม ที่อยู่รายรอบวัด อีกทั้งได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กับวัด และสำนักสงฆ์อีกมากกว่า ๔๐ แห่ง ที่อยู่รายล้อมเทือกเขาภูลังกา

 พระอธิการเอนก จนฺทปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดคลองศิลา ต.เวียง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ได้รับฉายาว่า “พระนักสู้แห่งเมืองฝาง“ เป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในท้องถิ่น โดยยึดมั่นในหลักสันติธรรม  ดำเนินงานด้วยการนำใช้กุศโลบายทางพุทธศาสนา ผสานกับวิถีแห่งจารีตประเพณีท้องถิ่น แสวงหาแนวทางในการแบ่งปันการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันอย่างเกื้อกูล

 เป็นผลให้ชุมชนเกิดสำนึกรัก และภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง ผู้นำทางจิตวิญญาณของ ต.เวียง อ.ฝาง ชุมชนที่กำลังถูกคุกคามจากการรุกป่า เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวอย่างส้ม

 ท่านได้นำชุมชนต่อสู้ ด้วยหนทางแห่งความเมตตาและอหิงสา เพื่อปกป้องผืนป่า แหล่งต้นน้ำลำธาร และวิถีชุมชนของ อ.ฝาง และทำให้สังคมหันมาตระหนักว่า ภัยต่อสิ่งแวดล้อมนั้น อาจมาจากสิ่งที่เรานึกไม่ถึง

 พระอธิการพรหมมา เจ้าอาวาสวัดเขาฉลาด ต.เทพนิมิต อ.เขาสมิง จ.ตราด ได้รับฉายาว่า “ผู้สร้างป่า เป็นตำราแห่งความพอเพียง”

 การสร้างความเข้าใจให้เกิดแก่ผู้ที่ไม่รู้ ย่อมต้องใช้เวลา และความตั้งใจจริง
 การปลูกป่าก็เช่นกัน ต้องใช้เวลาและความตั้งใจจริง  เมื่อรวมเข้ากับความเข้าใจแล้ว ผืนป่าที่ปลูกจึงมีนัยมากกว่าการสร้างพื้นที่สีเขียว

 นอกเหนือจากการปฏิบัติกิจของสงฆ์ประจำวันแล้ว ท่านจะใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดอยู่กับการปลูกป่าในพื้นที่ ๑๐๖  ไร่ ภายในวัด

 พระครูประโชตธรรมาภิรม หรือ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงตาสาย เจ้าอาวาสวัดธรรมศิลาธรรมาราม อ.แกลง จ.ระยอง ได้รับฉายาว่า “ภิกษุผู้คืนชีวิตให้ผืนป่า” สนใจความเปลี่ยนแปลงของจำนวนพื้นที่ป่าที่ลดลงอย่างมาก  ส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสรรพสัตว์ จึงคิดหาทางเพิ่มพื้นที่ป่า

 หลวงตาสาย เดินทางมาพื้นที่ปลูกป่าทุกวัน เป็นระยะทางกว่า ๕๐ กิโลเมตร ท่านลงมือปลูกต้นไม้ด้วยตัวเอง  ด้วยความมุ่งมั่นที่เปลี่ยนทุ่งหญ้าให้เป็นป่าสมบูรณ์ ได้ยินเสียงค่อนขอดจากชาวบ้านบางส่วน ที่ไม่เข้าใจการกระทำของท่านว่า...นี่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ บ้างก็เข้าใจว่า ท่านจะมาสร้างอาณาจักรที่นั่น

 ในขณะที่ พระสายป่าหลวงปู่ชา แห่งวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี ที่พลิกพื้นที่แห้งแล้งเป็นผืนป่า คือ พระอธิการเอนก ยสทินฺโน วัดป่าไทรงาม บ้านไทรงาม ถนนสายเดชอุดม-ทุ่งศรีอุดม ต.เมืองเดช อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ได้รับฉายาว่า “พระผู้พลิกฟื้นผืนดิน สู่ผืนป่า”

 ทั้งนี้ท่านได้พลิกฟื้นผืนดินสาธารณะที่เสื่อมโทรม และใช้ทิ้งขยะของชุมชน ให้เป็นพุทธสถานที่อุดมไปด้วยพรรณไม้ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และการใช้ประโยชน์ เชื่อมโยงธรรมะ ธรรมชาติ และผู้คนเป็นหนึ่งเดียว ด้วยกุศโลบายอันชาญฉลาด ผ่านการศึกษา สังเกต และทดลอง ปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ และยาวนาน จนเป็นองค์ความรู้ที่เป็นแบบอย่าง ขยายผลสู่วัด โรงเรียน และชุมชนภายนอก

 ส่งผลให้ปัจจุบันนี้ วัดป่าไทรงามเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันสำคัญของ จ.อุบลราชธานี ไปแล้ว
 นอกจากนี้ ยังมีพระสงฆ์อีกหลายรูป เช่น พระครูมานัสนทีพิทักษ์ เจ้าอาวาสวัดโพธาราม เจ้าคณะอำเภอแม่ใจ  และพระธรรมทูตประจำอำเภอแม่ใจ จ.พะเยา สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างคนพื้นราบ และพื้นที่สูงเข้าด้วยกัน ผ่านพิธีกรรมบวชป่า และสืบชะตาแม่น้ำ ซึ่งเป็นกุศโลบายในการนำความเชื่อทางพุทธศาสนามาประยุกต์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมพื้นเมืองของภาคเหนือ  

 พระภิกษุนักพัฒนา พระโสภณ อตฺตสาโร (พระอาจารย์เขียว) สำนักสงฆ์เขาม่วง หมู่ ๓ ต.บางเตย อ.เมือง จ.พังงา และ พระครูถาวรพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดนวการาม บ้านโคกใหญ่ ต.บัวเงิน อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น  ในการที่จะพลิกฟื้นผืนป่า เพื่อเติมพื้นที่สีเขียว แทนดินแห้งแล้งที่กำลังขยายตัวกว้างออกไปเรื่อยๆ โดยได้ขอบิณฑบาตป่าเสื่อมโทรมจากชาวบ้านมาฟื้นฟู โดยเพาะพันธุ์กล้าไม้เอง

 โดยเฉพาะต้นยางนาที่ตั้งเป้าหมายว่า จะปลูกให้ได้ ๙๙,๙๙๙ ต้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา ปัจจุบันปลูกยางนาแล้ว ๖๐,๐๐๐ ต้น บนเนื้อที่ ๑๐๐ ไร่ ของป่าชุมชนบ้านโคกใหญ่

เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"